x

THE BEATLES
1+ (2015)   1/2
(Apple/Universal)

"50 years of Beatles' music. 50 Beatles' music videosThe #1 band.The #1 collection"
นั่นคือคำประกาศศักดาของคอลเลคชั่นล่าสุดจาก The Beatles ชื่อ “1” ซึ่งมีออกมาหลายรูปแบบ ทั้งCD, Vinyl, DVD, Blu-Ray, CD+DVD, CD+Blu-Ray, CD+2 DVD, CD+2 Blu-Ray โดย2 แบบหลังตั้งชื่อว่า “1+” เพราะมีคอนเทนต์มากกว่าแบบแผ่นเดียว 23 เพลง และนี่คือเวอร์ชั่นที่จะนำเสนอ ณ ที่นี้

“1” อัลบั้มรวบรวมซิงเกิ้ลอันดับหนึ่งของสี่เต่าทองไว้ถึง 27 เพลง ออกสู่ตลาดครั้งแรกในปี 2000 และทำยอดขายทะลุ 30 ล้านก๊อบปี้ กลายเป็นอัลบั้มขายดีที่สุดตลอดทั้งทศวรรษนั้น (2000-09) ทิ้งช่วง 15 ปีก็ถึงคราวต่อยอดความสำเร็จจนเกิดเป็น 1+ ซึ่งมีจุดขายหนักๆ2ประการ ดังนี้

1.ด้านภาพ นี่เป็นครั้งแรกที่มีการรวบรวมคลิปประกอบงานเพลงของเดอะ บีเทิลส์อย่างเป็นทางการ แถมทุกคลิปผ่านการ "Repaired/Restored/Remastered" โดยทีมมืออาชีพที่ใช้ฝีมือสุดแรงเกิด เพื่อแปลงโฉมฟิล์มจากสภาพเสื่อมโทรมมาเป็นใสกิ๊กเท่าที่เทคโนโลยีและแรงกายจะเอื้ออำนวย บางเพลงทำเผื่อไปถึงระดับ4K แล้ว

2.ด้านเสียง งานนี้รีมิกซ์ใหม่หมดโดยGiles Martin และ Sam Okellผู้ฝากฝีมือไว้อย่างน่าประทับใจจากโปรเจ็กต์ Love (2006) อันลือลั่น ซึ่งเราจะได้ฟังดนตรีของวงนี้ทั้งในแบบ 5.1 ด้วยระบบเสียงระดับDTS-HD Master และสเตอริโอ (ยกเว้นบางเพลงเป็นโมโน) งานนี้ลูกชายคนเก่งของจอร์จ มาร์ติน ประกาศแก้ไขสเตอริโอมิกซ์เดิมที่แยกแชนเนลทิ้งห่างผิดธรรมชาติ ให้สมดุลกลมกลืนมากขึ้น อันเป็นสิ่งที่แฟนๆ เฝ้าทวงถามมานาน

คุณสมบัติทั้งหลายที่เอ่ยมานั้น เทพพอที่ 1+ ชุดนี้จะคว้า 5 ดาวอย่างง่ายดาย แต่หลังได้สัมผัสจริง ใช่ว่าทุกปัจจัยของมันจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปเสียทั้งหมด เริ่มจากคลิปที่เลือกมาลงแผ่น บลูเรย์แผ่นแรกรวบรวมคลิปของ 27 เพลงที่อยู่ในอัลบั้ม 1 ส่วนแผ่นที่สองพ่วงมาอีก 23 คลิป รวม 2 แผ่นเราจะได้ชมวิดีโอทั้งหมด 50 คลิปตามคำโฆษณา แต่หากนับเป็นจำนวนเพลงจะได้ 40 เนื่องจากหลายเพลงอย่างDay Tripper, Hello Goodbye มีเพลงละ 3เวอร์ชั่น I Feel Fine, We Can Work It Out, Paperback Writer, Rain, Hey Jude, Get Back เพลงละ 2 เวอร์ชั่น จากบรรดาคลิปจำนวนครึ่งร้อย สามารถแยกได้เป็น 3กลุ่มดังนี้

(1) คลิปที่เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของเพลงนั้นๆ อย่างเป็นทางการ ทั้งที่เกิดจากการผลิตขึ้นเพื่อโปรโมต (หรือที่หนุ่มๆ เรียกว่า “Mini Movie”) ที่อย่างเช่นI Feel Fine, Paperback Writer, Penny Lane, Strawberry Fields Forever, Hello Goodbyeหรือเป็นการแสดงเพื่อออกอากาศสำหรับเพลงนั้นๆ โดยไม่มีเวอร์ชั่นอื่นทดแทน จึงถือเป็นโปรโมคลิปประจำเพลงนั้นไปโดยปริยาย อย่างเช่นAll You Need Is Love, Hey Jude รวมถึงฟุตเตจจากภาพยนตร์ Let It Be ซึ่งไม่มีการถ่ายทำคลิปอื่นเพิ่มเติม แน่นอนว่านี่คือจุดขายหลักของคอลเลคชั่นนี้ เพราะคลิปเหล่านี้คือภาพเคลื่อนไหวที่ติดตาแฟนๆ เคียงคู่บทเพลงในดวงใจเหล่านี้มาตลอด แล้วยังสะท้อนความล้ำนำสมัยของพวกเขาในยุคที่มาก่อน MTV ถึงเกือบ 20 ปี

(Hello Goodbye)


(Hey Jude)

(2) คลิปการแสดงสด (ทั้งร้องจริงและลิปซิงค์) เพื่อออกรายการโทรทัศน์หรือแสดงคอนเสิร์ตในยุคต้น กลุ่มนี้แม้จะมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แฟนๆ คุ้นตากับหลายเวทีที่พวกเขาไปแสดง แต่ก็เปิดช่องให้เกิดการถกเถียงว่าเวอร์ชั่นที่เลือกมานั้น คือที่สุดของเพลงนั้นๆ แล้วหรือไม่ Can’t Buy Me Love คือตัวอย่างของการเลือกที่ขัดใจสุดๆ เพราะใครๆ ต่างก็ทราบว่าพอล แม๊คคาร์ทนีย์เป็นเจ้าของเสียงร้องนำ แต่คลิปนี้พยายามพิสูจน์ว่าเราทั้งหมดเข้าใจผิด มันควรเป็นเวอร์ชั่นแรกที่ถูกคัดออกด้วยซ้ำสำหรับเพลงนี้

(3) คลิปที่ผลิตขึ้นภายหลัง ทั้งจากการนำเอาฟุตเตจที่ไม่เกี่ยวข้องมาตัดต่อใหม่ เช่น Eight Days A Week ที่ทำเพื่องานนี้โดยเฉพาะ Words Of Love ทำเนื่องในการออกอัลบั้ม Live at the BBC vol. 2 (2013) หรือ Get Back สำหรับ Let It Be Naked (2003) และใช้กราฟิกล้วนๆ คือCome Together เพื่อโปรโมตอัลบั้ม 1 ในปี 2000ในจำนวนนี้ Eight Days A Week คือตัวอย่างที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย เพราะไปเอาภาพการแสดงจาก Shea Stadium มาใช้ ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ พวกเขาไม่ได้เล่นเพลงนี้ในเวทีนั้นด้วยซ้ำ ส่วนCome Togetherก็ถูกโจมตีหนักเพราะกราฟิกง่อย ดูเอาเพลินพอได้ แต่ไม่ค่อยสมศักดิ์ศรีวงดนตรีอันดับหนึ่ง (ทีมงานอธิบายว่ามันเกิดขึ้นในยุคที่อินเตอร์เน็ตความเร็วไม่สูง จึงผลิตขึ้นโดยมีเป้าหมายให้สามารถโหลดได้อย่างรวดเร็ว)

(Come Together)

นอกจากสิ่งที่รวมอยู่ในแผ่นแล้ว ประเด็นถัดมาคือสิ่งที่ควรมีแต่ไม่มี ต้องย้อนกลับไปยังกรอบการคัดเลือก นั่นคือเอาอัลบั้ม 1 จากปี 2000 เป็นตัวตั้ง ซึ่งเต็มไปด้วยจุดขาย แต่ก็ไม่อาจอำพรางซึ่งจุดอ่อน เพราะแทนที่แฟนๆ จะได้เป็นเจ้าของคลิปที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ของวง กลับต้องมาทนดูสิ่งที่ผลิตขึ้นใหม่หากเพลงนั้นๆ เผอิญไม่มีคลิป ในขณะที่บทเพลงชิ้นสำคัญแถมมีคลิปพร้อมสรรพ กลับตกสำรวจเพียงเพราะเหตุผลอ่อนๆ คือขึ้นไม่ถึงอันดับหนึ่ง ประเด็นนี้ทีมผู้ผลิตน่าจะตระหนักดี จึงมี 1+ ขึ้นมาเป็นทางเลือก ซึ่งแผ่นที่ 2 ของเซ็ตนี้ควรจะเป็นช่องทางที่แฟนๆ ควรจะได้เป็นเจ้าของคลิปที่เหลือของเดอะ บีเทิลส์อย่างเป็นทางการด้วยเสียที ปรากฏว่าเอาเข้าจริง พื้นที่กว้างขวางที่อุตส่าห์เพิ่มขึ้นมาก็ถูกใช้อย่างไม่คุ้มค่า

สิ่งที่บรรจุในแผ่นที่สองมีจุดเด่นที่หลายคลิปแฟนๆ ไม่เคยเห็นหรือเห็นไม่บ่อย ส่วนหนึ่งก็เพราะคลิปเหล่านี้ไม่ใช่เวอร์ชั่นทางการ ทำให้เราได้ชม 4 หนุ่มในอิริยาบถที่ “ไม่ผ่านการอนุมัติ” อย่างเช่น I Feel Fine ที่พวกเขานั่งจ้วงอาหารด้วยมือแต่ก็พยายามจะทำเป็นร้องเพลง หรือ Hello Goodbye เวอร์ชั่นสามที่จอห์นออกลีลาสะบัดเอวอย่างสุดฮา ขนาดจอร์จที่หน้าตาเบื่อสุดขีดกับ 2 เวอร์ชั่นแรกก็เริ่มจะมีอารมณ์สนุกกับเพื่อนบ้าง 

(Hello Goodbye Version 3)

แม้แผ่นนี้จะทำให้เราได้ชมงานเพลงเกรดเอบวกๆๆๆๆ ที่ตกหล่นจากแผ่นแรก อย่าง Strawberry Fields Forever, A Day In The Life, Rain, Revolution และพิเศษสุดคือ Hey Bulldogอันเป็นคลิปขณะที่ถ่ายพวกเขาขณะกำลังบันทึกเสียงจริงในเวอร์ชั่นทางการพอดี (คลิปของเพลงนี้ถูกตัดต่อไปประกอบเพลง Lady Madonna ในแผ่นแรก) แต่ก็ยังไร้ร่องรอยบทเพลงชิ้นเอกอีกจำนวนมากที่มีคลิปพร้อม อย่าง I Saw Her Standing There, I Am The Walrus,The Fool On The Hill ทั้งที่ความจุของแผ่นยังเหลือเฟือ แต่กลับเจียดพื้นที่ให้เพลงระดับกลางๆ อย่าง Baby It’s You เพลงผิดหมู่เหล่าอย่าง Within You Without You/Tomorrow Never Knows จาก Love และหลายคลิปที่เพิ่งผลิตขึ้นไม่นาน ทีมงานน่าจะให้ความสำคัญกับคำโฆษณาหรูๆ จึงล็อกสเปคไว้กับตัวเลขสวยๆ อย่าง50มากกว่าความครบบริบูรณ์ของคอลเลคชั่น

(Revolution)


(Hey Bulldog)

ด้านภาพ ใครที่ได้ชมเบื้องหลังการผลิต น่าจะทึ่งกับความมานะอุตสาหะในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ภาพจากยุคต้นๆ แม้ความคมชัดจะติดข้อจำกัด แต่ริ้วรอยแห่งวัยถูกลบเลือนหายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนคลิปจากยุค 1966-67 ที่ถ่ายด้วยฟิล์มระดับ35 มม. มีความละเอียด สีสันสวยงามจนไม่น่าเชื่อว่าฟิล์มที่มีอายุครึ่งศตวรรษจะยังสดใสเปล่งปลั่งได้ถึงเพียงนี้ แต่ส่วนที่ผิดคาดคือคลิปที่นำมาจากภาพยนตร์เรื่อง Let It Be ซึ่งถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม. ให้ภาพที่น่าผิดหวัง เกรนหนักมากราวกับทีมงานยังไม่ได้ลงมือปรับปรุงในส่วนนี้ โดยเฉพาะในเพลง Let It Be มีเส้นสีดำอันไม่พึงปรารถนารบกวนอย่างชัดเจน เหลือเชื่อว่าหลุดรอดออกมาได้ (เห็นแล้วทำใจได้เลยว่าคงต้องอีกพักใหญ่กว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ฉบับเต็มจะได้ฤกษ์ออกเป็นบลูเรย์) หรืออย่างฉาก Rooftop ของ Get Back และ Don’t Let Me Down ก็มีเส้นสีดำอยู่ที่มุมซ้ายบนเช่นกัน

(Let It Be)

ด้านเสียง ต้องยอมรับว่าเวอร์ชั่นสเตอริโอทำได้สมความตั้งใจ เสียงร้องของเพลง Day Tripper, We Can Work It Out, EleanorRigby หรือเสียงกลองกับกีตาร์ริฟฟ์ใน Hello Goodbye และ Paperback Writer ที่เคยเอียงติดขอบกลับมาสู่จุดกึ่งกลางอย่างเป็นธรรมชาติ แฟนๆ สามารถสนุกกับการไล่เปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นเก่าเป็นรายเพลงได้เลย หรือแม้กระทั่งเทียบกับ Yellow Submarine Songtrack (1999) ที่เป็นอีกหนึ่งรีมิกซ์เวอร์ชั่นโดยคนละทีมงาน ใครจะชอบเวอร์ชั่นใดก็แล้วแต่รสนิยม แต่อย่างน้อยวันนี้เรามีทางเลือกที่สมน้ำสมเนื้อ ส่วนการมิกซ์เป็น 5.1 แน่นอนว่าได้ทั้งความละเอียดของไฟล์เสียงที่สูงขึ้นตามสเปคของ DTS-HD Master แล้วและด้านมิติของดนตรี แต่โปรดระวังการคาดหวังที่สูงเกินไป เพราะ Giles Martin กำหนดโจทย์ของตัวเองไว้ว่าต้องการซาวนด์ที่เหมือนฟังจากลำโพง “สเตอริโอ” ขนาดใหญ่ในห้อง แล้วจำลองเสียงที่สะท้อนรอบข้างมาเป็นเซอร์ราวนด์ เพลงส่วนใหญ่แม้จะฟังแบบ 5.1 ก็ไม่ต่างจากสเตอริโอนัก Strawberry Fieldsกับ A Day In The Life คือตัวอย่างส่วนน้อยที่ใช้ประโยชน์จากลำโพงเซอร์ราวนด์ขึ้นมาบ้าง แต่ก็เป็นไปอย่างนอบน้อมออมมือ ใครที่คาดหวังความหวือหวา เด้งหน้าเด้งหลังแบบใน Love คงต้องผิดหวัง อีกประการหนึ่งคือเราอาจหวังจะได้ฟังทั้ง40 เพลงในแบบ 5.1 แต่คลิปของหลายเพลงเป็นเวอร์ชั่นแสดงสดหรือกึ่งสด อย่างเช่น From Me To You, A Hard Day’s Night, Yesterday, Hey Judeเราจึงได้ฟัง 5.1 ของเวอร์ชั่นเหล่านั้นแทน

(13 Strawberry Fields Forever)

ของแถมจากบลูเรย์ทั้ง 2 แผ่นคือการบรรยายของพอลและริงโก้ในบางเพลง (พอลมาแค่เสียง) ซึ่งให้ข้อมูลหรือข้อสังเกตขำๆ อย่างเช่นใน Penny Lane ที่ทั้งคู่ยอมรับว่าทุกคนมีปัญหากับการขี่ม้า โดยเฉพาะริงโก้ นอกจากนี้จอร์จยังได้ม้าสีต่างจากเพื่อน (“Dark Horse” นั่นเอง) หรือใน Hello Goodbye ที่ริงโก้ชี้ให้เห็นว่าใช้กลองตั้ง 2 ชุด อีกหนึ่งข้อมูลน่าสนใจคือพอลเล่าว่าในสมัยนั้น สหภาพนักดนตรีเขาต่อต้านการ “Miming” หรือลิปซิงค์ออกโทรทัศน์ แต่พวกเขาก็ยังฝืนทำ (อย่างใน Hello Goodbye) หรือใช้แบ็คกิ้งแทร็คแล้วร้องจริง (อย่างใน Hey Jude, Revolution)

(Penny Lane)

1+ คือผลิตภัณฑ์ที่เน้นการให้ความหวังมากกว่าสนอง ขายสิ่งที่ดึงดูดกลุ่มขาประจำด้วยกรอบที่สร้างขึ้นเพื่อจับขาจร โอกาสของการเป็นเจ้าของคลิปที่เคียงคู่ประวัติศาสตร์ของวงดนตรีอันดับหนึ่งตลอดกาลอย่างเบ็ดเสร็จ จึงกลายเป็นแค่การรวบรวมที่ขาดๆ เกินๆ ได้ตัวแถมสอดแทรกมากับตัวจริง ณ จุดนี้คงได้แค่กระซิบคำสัจธรรมที่ว่า “Let It Be” สัมพันธ์ โตสว่าง

TRACK LISTING
Blu-Ray 1& CD
1. Love Me Do 2. From Me To You 3. She Loves You 4. I Want To Hold Your Hand 5. Can’t Buy Me Love 6. A Hard Day’s Night 7. I Feel Fine 8. Eight Days a Week 9. Ticket To Ride 10. Help! 11. Yesterday 12. Day Tripper 13. We Can Work It Out 14. Paperback Writer 15. Yellow Submarine 16. Eleanor Rigby 17. Penny Lane 18. All You Need Is Love 19. Hello Goodbye 20. Lady Madonna 21. Hey Jude 22. Get Back 23. The Ballad of John and Yoko 24. Something 25. Come Together 26. Let It Be 27. The Long and Winding Road

Bonus:
Paul McCartney audio commentary: Penny Lane, Hello Goodbye, Hey Jude
Ringo Starr filmed introductions: Penny Lane, Hello Goodbye, Hey Jude, Get Back

Blu-Ray 2
1. Twist & Shout 2. Baby It’s You 3. Words Of Love 4. Please Please Me 5. I Feel Fine 6. Day Tripper (alt.) 7. Day Tripper (alt.) 8. We Can Work It Out (alt.) 9. Paperback Writer (alt.) 10. Rain (alt.) 11. Rain (alt.) 12. Strawberry Fields Forever 13. Within You Without You/Tomorrow Never Knows 14. A Day In The Life 15. Hello, Goodbye (alt.) 16. Hello Goodbye (alt.) 17. Hey Bulldog 18. Hey Jude (alt.) 19. Revolution 20. Get Back (alt.) 21. Don’t Let Me Down 22. Free As A Bird 23. Real Love

Bonus:
Paul McCartney audio commentary: Strawberry Fields Forever
Ringo Starr filmed introductions: Strawberry Fields Forever

 

 

Live On Screen : มาถึงตอนที่ 3 แล้วกับรายการแนะนำแผ่น Blu-ray คอนเสิร์ตที่ไม่ควรพลาด ครั้งนี้มาพร้อมกับวงระดับตำนานอย่าง The Beatles 1+ จะเป็นยังไงตามไปดูกันเลย!

โพสต์โดย GM 2000 Magazine บน 10 มีนาคม 2016