x

นักร้องนักแต่งเพลงสาวมากความสามารถ “เอิ๊ต ภัทรวี” เจ้าของเพลงฮิต มีไว้แค่เป็นของเธอเท่านั้น และซิงเกิลล่าสุดของเธออย่าง ถ้าฉันหายไป ได้มีโอกาสมานั่งคุยกับทาง GM Live กับหลายประเด็นน่าสนใจทั้งเรื่องสังคม จุดเริ่มต้นบนเส้นทางดนตรี และ พูดถึงอีกหนึ่งบทบาทในฐานะอาจารย์สอนแต่งเพลงของเธอ

GM Live : เอิ๊ตเริ่มต้นเข้ามาในเส้นทางดนตรีมาได้อย่างไร
เอิ๊ต : เริ่มแรกเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ได้เล่นคือไวโอลิน เล่นตั้งแต่ 6-7 ขวบ เอิ๊ตเห็นคุณตาเล่นเพลงไทยเดิมโดยใช้ไวโอลินบ่อย ๆ  และตอนเดินในห้างก็เห็นโรงเรียนสอนดนตรีเลยขอพ่อกับแม่เรียน ในช่วงแรก ๆ ได้เล่นแต่ดนตรีคลาสสิกจนใกล้จะจบชั้นประถมเตรียมขึ้นมัธยมถึงหันมาฟังเพลงที่มีคำร้องหรือมีเมโลดี้ ตอนนั้นอยากร้องเพลงร่วมกับคณะประสานเสียงของโรงเรียน ทำให้เรารู้สึกอินกับเพลงป๊อปมากขึ้น
 
ช่วงนั้นชอบฟังเพลง The Sound of Music ทำให้พอโตขึ้นมาก็เริ่มชอบร้องเพลง และในห้องเรียนก็จะมีเพื่อนคนหนึ่งที่เล่นกีตาร์ตลอดเวลา เป็นผู้หญิงเซอร์ ๆ ชอบนั่งหลังห้อง เราเลยขอให้เขาช่วยสอนกีตาร์ให้จึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราอยากเล่นกีตาร์ เพราะมันเป็นเหมือนเครื่องดนตรีที่เราสามารถพกไปไหนก็ได้ ขนาดเพื่อนเรายังเล่นอยู่ที่หลังห้องได้เลย
 
GM Live : ตอนนั้นเรารู้สึกอินไปกับเพลงคลาสสิคที่เราเล่นไหม
เอิ๊ต : รู้สึกอินและจริงจังกับมันมาก และช่วงนั้นอยู่ในวงออร์เคสตราด้วย ตอนนั้นเราอยากเป็นไวโอลิน 1 ที่อยู่ตำแหน่งขวาสุด เป็นเหมือนผู้นำวง เราอยากไปอยู่ในตำแหน่งนั้นมากค่อนข้างจริงจัง 
 
GM Live : อยากให้เอิ๊ตเล่าถึงวันที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านใหม่อย่าง Muzik Move Records อยากทราบว่าใครเป็นคนชักชวนให้เข้ามาอยู่ที่นี่
เอิ๊ต : ความจริงเอิ๊ตทำงานอยู่กับพี่โอ้ป เพิ่มศักดิ์ มาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของการเข้ามาในวงการเพลง พี่โอ้บนี่แหละที่ชวนป็นคนชวนให้มาอยู่ที่ Muzik Move Records เพราะเราก็เชื่อมั่นในตัวของพี่โอ้ปที่เขาช่วยสอนเราในเรื่องต่าง ๆ และในขณะเดียวกันเขาก็ปล่อยให้เราค้นหาตัวตนและเส้นทางที่เราชอบ
 
 
GM Live : เรามีส่วนร่วมกับผลงานเพลงอย่างไรบ้าง
เอิ๊ต : เอิ๊ตรู้สึกโชคดีที่ได้ทำงานกับพี่โอ้ป เขาปล่อยให้เราทำงานเองเกือบทั้งหมดเพราะนี่มันคือผลงานของเรา ที่เราอยากทำเพลงเพราะอยากทำมันจริง ๆ ทุก ๆ เพลงที่เราปล่อยออกไปส่วนใหญ่มาจากอารมณ์ความรู้สึกที่เราอยากถ่ายทอดออกไป และโชคดีที่พี่ ๆ ที่คอยเรียบเรียงผลงานของเราให้มันสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
 
GM Live : พูดถึงซิงเกิลตัวล่าสุด เพลง “ถ้าฉันหายไป” มันมีที่มาจากอะไร มีใครหายไปรึเปล่า
เอ๊ต : ไม่มีใครหายไป จากในเพลงก่อน ๆ อย่างเพลง Timehop และเพลง มีไว้แค่เป็นของเธอเท่านั้น กระบวนการในการทำงานของเราเหมือนทำงานเดี่ยวอยู่ที่บ้าน และเอาเพลงมาเสนอ มีตัว Demo มาให้ แต่เพลง “ถ้าฉันหายไป” การทำงานจะเหมือนการทำเป็นกลุ่ม เรานั่งคุยกันถึงเรื่องความสัมพันธ์หรือในเรื่องของดนตรี โดนมีพี่เอก ซีซั่นไฟว์ , พี่ยักษ์ วงแคลช , และมีพี่โอ้ปที่เป็นโปรดิวเซอร์มานั่งคุยกันถึงเรื่องที่ในช่วงนี้จะมีคนที่มีสถานะอยู่ตรงกลางคือไม่รักและไม่เกลียด
 
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความรู้สึกอะไรเลย อย่างเราอาจจะคุยกับคนคนนึง แต่เขาอาจจะคุยกับคนหลายคน เราอาจจะคุยกับใครสักคนทุกวันแต่รู้สึกเหมือนไม่มีการดำเนินเนื้อเรื่องของเราทั้งคู่ต่อ เราคุยกันแล้วอย่างไงต่อ หรือเราอาจกำลังคบอยู่กับใครคนหนึ่งแต่ในใจของเขามีคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เป็นความรู้สึกที่เป็นสีเทา ไม่ขาวและไม่ดำ เป็นอารมณ์ที่ซับซ้อนและสับสน ซึ่งเราไม่สนับสนุนความสัมพันธ์แบบนี้เลยอยากมีเพลงที่เป็นเหมือนตัวแทนของอารมณ์นี้ เราจึงเลือกเอาเส้นขอบฟ้ามาเป็นสัญลักษณ์ในการเล่าถึงเรื่องนี้ เปรียบเหมือนคนที่เราพยายามทำดีด้วย เราเดินมาเรื่อย ๆ จนได้มารู้เอาทีหลังว่าเขาคือสิ่งที่เราไปไม่ถึง
 
GM Live : เคยเจอประสบการณ์แบบนี้ด้วยตัวเองหรือไม่
เอิ๊ต : ก็มีบางช่วงของชีวิตที่เรารู้สึกแบบนี้ เป็นความรู้สึกที่เราอยากลองหายไปดูว่าเขาจะรู้สึกอะไรไหม ถ้าเราปิดเครื่องไปเลยแล้วเขาไม่สามารถโทรหาเราได้เขาจะรู้สึกอะไรไหมเป็นห่วงเรารึเปล่า คิดว่าเราเป็นอะไรไปรึเปล่า ผู้หญิงก็จะมีโมเมนต์แบบนี้อยู่บ้าง
 
 
GM Live : ถ้าให้เลือกระหว่างต้องทำเพลงตามกระแสกับทำเพลงในแบบของเรา จะเลือกทำแบบไหน
เอิ๊ต : ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้เอิ๊ตทำอะไรตามใจตัวเองมาตลอด ทุก ๆ เพลงที่ได้ปล่อยออกไปทุกเพลงไม่มีเพลงไหนเลยที่ไม่ชอบ เพราะทุกเพลงแสดงออกถึงความเป็นตัวเรา มันอาจไม่เกี่ยวว่าอยู่ในกระแสหรือนอกกระแส เพราะความจริงแล้วกระแสมันเปลี่ยนไปทุกวัน เราอยากเป็นตัวเราแต่เพลงที่ทำออกมาก็อยากให้ทุกคนได้ฟังและรู้สึกอินไปกับมัน เอิ๊ตอยากเป็นคนที่ไปเล่าเรื่องให้คนอื่นฟังแล้วเขารู้สึกว่าเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาเหมือนกัน
 
เขารู้สึกอินไปกับมัน หรือเพลงของเราสามารถสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของเขาได้ เราเล่าเรื่องถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเรา ถ้าเราเล่าเรื่องอะไรก็ตามแล้วรู้สึกอินไปกับเรื่องนั้นหรือเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับเรามาก่อน เราจะเล่ามันออกมาได้ดีกว่าเรื่องที่เราไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเลย ไม่มีทางที่เอิ๊ตจะร้องเพลงที่บอกว่าฉันเกลียดเธอ เธอทำให้ชีวิตฉันแย่ เพราะเอิ๊ตไม่เชื่อจะมีแต่เรื่องแย่ ๆ เพียงอย่างเดียว แต่มันต้องมีเรื่องดี ๆ อยู่ในนั้นด้วย 
 
GM Live : รู้สึกพอใจกับจุดที่ตัวเองยืนอยู่ในปัจจุบันไหม ที่เราได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และเป้าหมายต่อไปของเราจะเป็นอย่างไร
เอิ๊ต : เอิ๊ตรู้สึกเหมือนได้เริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง อย่างเมื่อปีที่แล้วเรารู้สึกเหมือนอยากจะหยุด เหมือนกับเราล้มแล้วไม่อยากลุกขึ้นมาต่อ แต่ครั้งนี้เป็นเหมือนกับการเริ่มต้นใหม่ เราได้ทำเพลงขึ้นมาใหม่ เป็นเหมือนบทใหม่ที่เรารู้สึกว่า เราต้องเดินตามทางของตัวเอง เรารู้สึกเอ็นจอยกับทุกอย่างที่เราทำ และอยากให้มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ยาวนาน
 
GM Live : วงการดนตรีในบ้านเราและต่างประเทศตอนนี้เหมือนกับอยู่บนเส้นด้ายที่เป็นความเสี่ยง และเมื่อเราเคยผ่านจุดที่ที่ท้อแท้มาเรามีการรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตอย่างไร
เอิ๊ต : เอิ๊ตไม่แน่ใจว่าวงการดนตรีตอนนี้เป็นอย่างไร แต่เอิ๊ตรู้สึกว่ามันอบอุ่นขึ้น เราเห็นศิลปินได้มาร่วมมือกันทำผลงานมากขึ้น ถ้าหลาย ๆ คนช่วยกันทำมันออกมา ก็จะเหมือนกับเราร่วมกันสร้างพื้นที่ตรงนั้นให้มีสีสันมากขึ้น
เอิ๊ตเชื่อว่ามันคือการแบ่งปัน เป็นการร่วมมือกันเพื่อสร้างอะไรบางอย่าง
 
แต่การที่เราจะรับมือมันอย่างไร เราเคยคุยเรื่องนี้กับหลาย ๆ คน ซึ่งก็ได้คำตอบกลับมาว่า ถ้าเรารู้สึกท้อและเราหยุดทำ มันจะหยุดไปเลยไม่สามารถทำได้แล้ว แต่ถ้าเราท้อแล้วกลับมาทำใหม่เราก็สามารถทำมันต่อไปได้ แค่นั้นเอง หมายความว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่ที่ตัวเรา
 
GM Live : เอิ๊ตนิยามความรักความชอบในดนตรีอย่างไร
เอิ๊ต : สำหรับเอิ๊ตมองดนตรีเป็นเหมือนสี ดนตรีสามารถสร้างสีสันให้กับชีวิตได้ สมมติโลกนี้เป็นสีขาวดำ แต่เมื่อเราเปิดเพลงขึ้นมาโลกใบนี้ก็จะถูกแต่งเติมด้วยสีสันจากท่วงทำนองของเพลง เราได้รู้สึกว่าตั้งแต่ปล่อยเพลงใหม่ออกไป เริ่มมีคนเข้ามาพูดคุยเรื่องความรักกับเรามากขึ้น กลายเป็นว่าเพลงของเรากำลังช่วยทำให้เขาระบายความทุกข์ออกมา  
 
GM Live : ตอนนี้มีข่าวว่ามีดาราท่านหนึ่งออกมาพูดถึงความปลอดภัยของผู้หญิงในสังคมไทย ในฐานะที่เป็นผู้หญิงรุ่นใหม่ เอิ๊ตมองเรื่องนี้อย่างไร 
เอิ๊ต : จริง ๆ แล้วเห็นด้วยที่คนเราจะแต่งตัวยังไงก็ได้ แต่เอิ๊ตรู้สึกว่าสังคมเราตอนนี้อาจยังไม่พร้อม ในสังคมนี้เราก็ต้องคอยระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลา เราไม่สามารถปล่อยตัวตามสบายแล้วรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยได้ บางคนอาจมีพฤติกรรมที่ยังพอแก้ไขได้ สามารถนำไปสั่งสอน แต่สำหรับบางคนอาจมีพฤติกรรมที่เกิดกว่าจะเยียวยาไม่สามารถถปรับปรุงพฤติกรรมได้ ทำให้เราไม่ไว้ใจสังคนนี้เลย เอิ๊ตจึงเป็นคนที่ระวังในเรื่องการแต่งตัวอยู่พอสมควร
 
 
GM Live : ถ้าเราสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้เราจะเปลี่ยนอะไรในสังคมไทยของเรา
เอิ๊ต : อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เรื่องของจิตใจ คือเอิ๊ตรู้สึกว่าเราเรียนเรื่องวิชาการมาเยอะ แต่เรื่องของจิตใจและความรู้สึกเราไม่ค่อยเรียนรู้มากเท่าที่ควร สังคมไม่เคยสอนเราให้เป็นคนที่ทำอะไรถูกต้องหรือเป็นคนที่มีน้ำใจ สังคมกลับสอนเราว่า การที่เราคิดถึงแต่ตัวเองเป็นเรื่องที่ดีกว่าการคิดเรื่องของคนอื่น ถ้าเราสามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้จะดีมาก เพราะเอิ๊ตอยากให้สังคมเราเป็นสังคมที่นึกถึงเรื่องของคนอื่นและอยากให้คนอื่นมีความสุขโดยที่ไม่เอาตัวเองไปเบียดเบียนคนอื่น
 
GM Live : เห็นว่าเอิ๊ตสอนพิเศษที่เอแบค ด้วย อยากรู้ว่าเข้ามาเป็นอาจารย์ได้อย่างไร
เอิ๊ต : มีพี่มาชวนไปเป็นอาจารย์สอนพิเศษ วิชาเลือกเสรีที่เกี่ยวกับการแต่งเพลง เราไม่สอนว่าการแต่งเพลงที่ดีต้องทำอย่างไร แต่เราให้เขาค้นหาตัวเองว่าเป็นแบบไหนและจะเขียนเพลงแบบไหนได้ เราพยายามจุดประกายให้เขา นี่สอนมาเกือบหนึ่งปีแล้วแต่ก็ยังไม่คุ้นชินกับบทบาทการเป็นอาจารย์สอนเท่าไหร่ 
 
GM Live : เห็นว่าเรียนจบนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์มา ทำไมถึงเลือกเรียนภาพยนตร์แทนที่จะเรียนดนตรี
เอิ๊ต : มันเป็นความไม่มั่นใจของเราเองในช่วงที่เรียน ม.6 ตอนนั้นเราต้องเลือกว่าในอนาคตเราจะเป็นอะไร และเราไม่กล้าพูดออกมาว่าอยากเป็นนักร้อง เราจึงหาว่าเราชอบอะไรและก็ได้มาเจอนิเทศศาสตร์ มันเหมือนเป็นทางออกของตัวเองในตอนนั้น เพราะเราชอบเล่าเรื่องส่วนนิเทศศาสตร์ก็คือศาสตร์การเล่าเรื่อง เราคิดว่ามันคงไม่ต่างกับการแต่งเพลงหรือการร้องเพลงมากนัก แต่พอไปเรียนแล้วทำให้เรารู้ว่ามันคือศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้ตอนแรกมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นเราคิดถูกหรือคิดผิดแต่ถ้าไม่ได้เรียนภาพยนต์ในตอนนั้นคงไม่มีเอิ๊ต ภัทรวี ในตอนนี้ 
 
GM Live : เอิ๊ตชอบซาวด์แทรค จากในหนังเรื่องไหน 
เอิ๊ต : มีหนึ่งเพลงที่อยู่ในใจตลอดเวลา คือเพลง smile ของชาลี แชปลิน มันเป็นเพลงจากหนังขาวดำที่เราไม่รู้ว่ามันมาจากไหน แต่เพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกอยากร้องไห้ มันเป็นเพลงที่เศร้าแต่กลับให้กำลังใจมาก เพลงจะสื่อออกมาว่า ให้เรายิ้มไว้แม้ว่าหัวใจของเราจะเจ็บปวดมากแค่ไหน ตอนฟังมันทำให้เราร้องไห้แต่พอฟังจนจบมันกลับทำให้เรารู้สึกดีขึ้น 
 
GM Live : ศิลปินคนไหนที่เป็นเหมือนไอดอลหรือเป็นแรงบันดาลใจให้กับเอิ๊ต
เอิ๊ต : คนที่เป็นเหมือนไอดอลของเราในทุก ๆ เรื่องเลยคือ Lianne La Havas เธอเป็นผู้หญิงที่เล่นกี่ตาร์เก่งมาก แต่งเพลงเองและเธอมีสไตล์ที่ชัดเจนมาก ตอนไปดูเธอแสดงคอนเสิร์ทมันทำให้เรารู้สึกตกหลุมรักเธอ เธอเป็นคนที่มอบความรักให้กับทุกคน  แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เราชื่นชอบอย่าง John Mayer เพราะเราต้องอ่านตำราเพื่อไปสอนเรื่องการแต่งเพลง ทำให้รู้ว่าเขาเป็นคนที่แต่งเพลงได้เก่งมาก มันตรงกับตำราที่เราอ่านเราก็รู้สึกอึ้งในตัวเขา หรือจะเป็น Lucy Rose เธอก็สุดยอดไม่แพ้กัน
 
GM Live : จากเพลง Timehop หากย้อนเวลากลับไปได้เราจะกลับไปแก้อะไร
เอิ๊ต : ถ้าให้แก้สิ่งที่เราเคยทำหรือความสัมพันธุ์แย่ ๆ ในอดีต แต่เรารู้สึกอยากเก็บมันไว้ เพราะถ้าเราไม่เคยเสียใจเลยเราจะไม่มีวันร้องเพลงให้อินได้เลย แต่ถ้าเป็นความรู้สึกจริง ๆ คงอยากกลับไปตอนสมัยเรียน ช่วงนั้นต้องนั่งรถโรงเรียนทุกวัน ก่อนถึงบ้านจะมีร้านข้อไก่ทอด ด้วยความใจดีของแม่ค้าเขาเลยให้หนังไก่ทอดเรามาเยอะมาก เพราะบ้านเราอยู่หลังสุดท้ายใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงกว่าจะถึง  ซึ่งเอิ๊ตก็กินมันมาตลอดทางกลับบ้าน และตอนนี้เอิ๊ตเชื่อว่ามันคือไขมันที่อยู่ในร่างกายเราจนถึงทุกวันนี้ ถ้าย้อนกลับไปแก้ไขอะไรก็คงอยากกลับไปบอกแม่ค้าว่าไม่ต้องให้เยอะขนาดนี้ก็ได้ 
 
 
GM Live : พูดถึง EP อัลบั้มนี้หน่อยว่าเป็นอย่างไร
เอิ๊ต : ก่อนหน้านี้เคยทำอัลบั้มใต้ดินที่เราขายเอง แต่ครั้งนี้ได้ผ่านการคิดไตร่ตรองจากตัวเราเองและจากหลาย ๆ คนอย่างถี่ถ้วนมาก ระหว่างที่แต่งเพลงเราคิดอะไรเยอะมาก จนรู้สึกว่าเราคิดเยอะเกินไป แต่ทุกเพลงพวกเราทำอย่างตั้งใจและมีแมสเสจซ้อนอยู่ข้างในนั้นเยอะมาก EP นี้ชื่อ About Time เป็นเหมือนธีมใหญ่ ๆ ของเนื้อเรื้องทั้งหมด โดยแต่ละเพลงจะมีเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับห้วงเวลาหรือช่วงเวลาต่าง ๆ 
 
GM Live : อัลบั้มตัวเต็มเรามีโอกาสจะได้ฟังช่วงไหน
เอิ๊ต : ตามจริงเอิ๊ตไม่เคยมีความฝันว่าอยากมีอัลบั้มมเต็ม ตั้งแต่มาอยู่ Muzik Move Records เรารู้สึกโชคดีมากที่พี่เขาให้เราปลอย Physical EP อัลบั้มออกมา ในอนาคตเราอยากปล่อย EP ออกมาเรื่อย ๆ ปล่อย EP ออกมาเป็นแต่ละธีม อาจไม่ทำอัลบั้มเต็มที่มี 10 เพลงหรือ 12 เพลง
 
GM Live : ตอนนี้ Streaming ได้เข้ามามันทำให้ Physical CD เริ่มหายไป ในฐานะนักดนตรีเรามองเรื่องนี้อย่างไร
เอิ๊ต : เอิ๊ตชอบการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เอิ๊ตรู้สึกว่า Physical CD มันคือหนึ่งในรูปแบบของศิลปะ เราทำดนตรี เราทำ MV เราทำ Physical CD ออกมา นี่คือศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ ของดนตรี เรารู้สึกว่าการที่เรามีสิ่งที่สามารถเปิดดูได้ มีรูปที่พวกเราตั้งใจใส่ลงไปอยู่ในนั้น คนที่ได้ Physical นี้ไปเขาก็จะได้เสพศิลปะที่อยู่ภายในนั้น หรือการทำ MV มันก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของศิลปะที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับดนตรีขนาดนั้น เราคิดว่ามันจะยังไม่หายไป
 
เพราะช่วงนี้คนเริ่มหันมาซื้อ CD และซื้อแผ่นไวนิลมากขึ้น CD คุณสมบัติของมันอาจใกล้เคียงกับไฟล์เพลงที่อยู่ในดิจิทัลแต่มันก็สามารถจับต้องได้ สามารถเก็บสะสมได้ ส่วนแผ่นไวนิลอาจจะทำในสิ่งที่ CD หรือระบบดิจิทัลไม่ได้เพราะมันเป็นเสียงที่มาจากระบบอนาล็อก ปรากฎการณ์นี้ทำให้รู้ว่าถ้าของสิ่งนั้นมีอะไรที่ไม่สามารถทดแทนกันได้สิ่งนั้นจะไม่หายไป
 
GM Live : เอิ๊ตมีสเป็คหนุ่ม ๆ แบบไหน
เอิ๊ต : เอิ๊ตชอบคนที่มี passion เพราะเวลาที่เรารู้ว่าคนนี้ชอบอะไรสักอย่างและเมื่อเขาทำมันเราจะเห็นความมุ่งมั่นที่เขาทำมัน ทำให้รู้สึกว่ามันมีเสน่มาก ส่วนเรื่องหน้าตาก็อยากให้มีหน้าตาที่ดูมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำ แต่จะไม่ชอบคนที่หน้าตาดีมาก ๆ แล้วคิดว่าเขาต้องดูดีกว่าคนอื่น ซึ่งบางคนอาจมีความเจ้าชู้ที่ติดมาด้วย
 
GM Live : ก่อนจากกันอยากให้ฝากผลงานไว้ว่าตอนนี้มีผลงานอะไรบ้าง
เอิ๊ต : ของฝาก Muzik Move Records ที่เป็นเหมือนยานแม่และเป็นทุกอย่างของเอิ๊ตด้วย มีผลงานอะไรก็จะไปอยู่ในนั้น สามารถซื้อสินค้าได้ใน Muzik Move Records เป็นเพจ Facebook ที่มีแอดมินน่ารักที่สุดในโลก ขอฝาก EP อัลบั้ม About Time และฝากติดตามเอิ๊ตจากทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ โดยพิมพ์ว่า “เอิ๊ตภัทรวี” ทั้งใน Facebook , Youtube , IG , Twitter