x

Reasons to Read 

            - รู้ความจริงเรื่องของขยะ ละทิ้งความเชื่อจากความเข้าใจผิดเดิมๆ ไปซะ
            - อ่านจบแล้ว ไปช่วยกันแยกขยะเถอะนะ ขอร้องในฐานะของสัตว์ทะเลก็ได้

 

ใครจะเชื่อว่าเราอยู่บนความเข้าใจผิดๆ เรื่องขยะมาเกือบตลอดชีวิต ทั้งเรื่องใกล้ตัว อย่างรถขยะที่เห็นๆ ว่าโยนขยะเข้าไปโครมๆ ถุงพลาสติกย่อยสลายได้ที่ความจริงแล้วอาจจะร้ายกว่าเดิม หรือเรื่องไกลตัว แต่ชวนฝันหวานว่าสวีเดนรับซื้อขยะ โอโฮ เรามาขายขยะให้สวีเดนกันเถอะ

แต่วันนี้พอเราได้คุยกับ อาจารย์ ดร. ปเนต มโนมัยวิบูลย์ หัวหน้ากลุ่มวิจัย Circular Economy for Waste-free Thailand (CEWT) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อน Chiang Rai Zero Waste ถึงได้รู้ว่า อ้าว! ไอ้ที่ว่ามาทั้งหมด เรื่องเข้าใจผิดนี่หว่า... แล้วความจริงมันเป็นอย่างไร เรามาดูกัน

1. ถุงพลาสติกย่อยสลายได้ (OXO) ไม่ได้ช่วยโลกอย่างที่คิด

ใครที่ถือถุงพลาสติกแบบย่อยสลายได้ แล้วกำลังยิ้มกริ่มว่าฉันได้ช่วยโลกช่วยสัตว์ ขอให้รู้ไว้ว่ากำลังคิดผิดหนักมาก ผิดมหันต์เลยด้วย เพราะถุงพลาสติกแบบย่อยสลายได้ หรือที่เรียกว่าถุงพลาสติกแบบ OXO (ชื่อเต็ม OXO-Degradable) นั้นเพียงแค่แตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ แต่ไม่ได้สลายไปจริงๆ ดังนั้น ถึงจะไม่ทำร้ายสัตว์ทางกายภาพให้เห็นเป็นบาดแผล แต่มันก็ยากต่อการเก็บที่สุด

ถุงพลาสติกแบบนี้ยังคงผลิตจากปิโตรเลียมเหมือนถุงพลาสติกทั่วไป เพียงแต่มีการเพิ่มแป้งและสารอื่นที่ทำให้พลาสติกแตกตัวได้ง่ายกลายเป็นเม็ดพลาสติกขนาดเล็กที่เรามองไม่เห็น ที่ปัจจุบันเราเรียกเม็ดเหล่านี้ว่า Microbeads ซึ่งเป็นมลพิษที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เพราะต่อให้มีขนาดเล็กแต่ก็ยังใช้เวลาย่อยสลาย 400 ปีอยู่ดี คิดภาพง่ายๆ คือ ถ้าทิ้งตอนสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ป่านนี้ก็ยังคงอยู่ในสภาพแวดล้อม แต่ปัญหาคือ… เจ้า OXO นี่มันจะไม่อยู่ในรูปของถุงแล้ว แต่จะเป็นเศษพลาสติกเล็กๆ ฝอยๆ กระจายไปทั่ว

มาถึงตรงนี้ หลายคนก็ยังคิดว่าเป็นฝอยๆ มันก็ดีแล้วไง ไม่เป็นพลาสติกชิ้นๆ ปลิวว่อนไปทิ่มแทงหรือรัดสัตว์ทะเล แต่การที่มันเป็นชิ้นเล็กขนาดนั้นก็ทำให้มันเข้าไปอยู่ในตัวสัตว์น้ำได้ง่ายขึ้นเพราะมันจะขาดเป็นเศษเล็กเศษน้อย แล้วจมสู่ก้นทะเล รวมไปกับเม็ดทราย ซากปะการัง แต่มันไม่จบเพียงเท่านั้น มันยังมีสัตว์ทะเลที่หากินตามพื้นทราย เจ้าพวกนี้ก็จะกินพลาสติกย่อยสลายได้ไปอย่างไม่รู้ตัว ในขณะที่พลาสติกแบบเดิมถึงจะลอยไปสู่มหาสมุทร เรายังช้อนเก็บขึ้นมาได้ (หากว่าไม่มีสัตว์ทะเลโชคร้ายตัวไหนกินเข้าไป) แต่แบบย่อยสลายได้เราไม่มีโอกาสเก็บกู้ได้เลย รู้ไหมว่านักวิทยาศาสตร์พบว่ามีเม็ดพลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้ปนอยู่ในเกลือและในอุจจาระของเราแล้วนะเธอ ซึ่งก็มาจากการที่เรากินสัตว์ทะเลที่กินของพวกนี้เข้าไปอีกทียังไงล่ะ… ดังนั้น การเปลี่ยนชนิดถุงพลาสติกไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา เราต้องช่วยกันลดการรีบกินรีบทิ้งแล้วหันมาใช้ถุง แก้ว หรือภาชนะที่ใช้ซ้ำได้ มารียูสกันซะ จะได้กินอาหารทะเลได้อย่างสบายใจ

2.อย่าปรักปรำกัน รถเก็บขยะก็แยกขยะเหมือนกัน

“ขยะไม่ต้องแยกหรอก รถขยะมาเก็บก็โยนสุมๆ กันอยู่ดี” ใครคิดแบบนี้อยู่ เลิกคิดเลย เพราะถึงเราจะไม่มีการจัดเก็บขยะแบบประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการคิดค่าขยะตามน้ำหนักที่ทิ้งจริง การขายถุงขยะแบบแยกประเภท ใครทิ้งผิดประเภทโดนค่าปรับมหาโหด หรือการแยกเก็บขยะแต่ละประเภทตามวัน แต่บนรถขยะของเรา เหล่าพี่ๆ คนเก็บขยะเขาก็คัดแยกขยะกันอยู่หลังรถนะ 

เหล่าพี่ๆ รถขยะเหล่านี้ ถึงเราจะทิ้งปนๆ ไปไม่แยก แต่เขาก็จะพยายามคัดของขายได้ พวกขวด กระป๋อง รวมไปถึงขยะอันตราย เช่น หลอดไฟที่มีสารอันตรายและแตกได้ หรือกระป๋องสเปรย์ที่อาจจะระเบิดได้หากถูกอัดไปกับขยะทั่วไป เพราะฉะนั้น ประชากรตามครัวเรือนอย่างเราๆ ก็ควรคัดแยกขยะตั้งแต่ในบ้านเพื่อความง่าย ความสะดวก ในการจัดเก็บของพี่เขา ช่วยให้การทำงานมีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะขยะเยอะๆ ปนกันมั่วๆ บางทีก็หลงหูหลงตาหลุดไปก็มี

การแยกขยะในครัวเรือน ไม่ต้องอาศัยวิธีการอะไรมากมาย แยกพวกขวดพลาสติกออกมา (ถ้าไม่ถนัดแยกตามประเภทพลาสติก ก็ไม่ต้องถึงขนาดแยกฝาแยกขวดก็ได้ แค่บิดและทิ้งมาทั้งขวดก็เพียงพอแล้ว เดี๋ยวพี่คนเก็บขยะเขาไปจัดการแยกประเภทตามเกรดได้เอง) ส่วนขยะอันตราย รวมไปถึงของที่แตกได้อื่นๆ ทั้งแก้ว ชาม ก็ควรแยกและจัดเก็บอย่างมิดชิด อาจจะห่อกระดาษเอาไว้หน่อยป้องกันพี่ๆ เขาบาดเจ็บกัน 

บ้านไหนที่บริโภคอาหารกระป๋อง เครื่องดื่มกระป๋อง และขวดแก้วจำนวนมาก พวกนี้ก็แยกได้นะ แยกกันให้หมด เท่านี้ก็ทำให้การคัดแยกขยะง่ายขึ้น ลดจำนวนขยะลงไป

รู้หรือไหม : พี่ๆ คนเก็บขยะได้รับค่าแรงที่น้อยมากจากการเก็บขยะตามบ้าน (ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเป็น) และรายได้อีกส่วนคือการนำขยะไปขาย เพราะฉะนั้น หากอยากให้พี่ๆ เขามีรายได้เพิ่มมากขึ้น ก็ควรแยกขยะตั้งแต่ในบ้านเราเอง โดยเฉพาะขวดพลาสติก กระป๋อง และขวดแก้ว ที่พอจะทำเงินได้

3. พลาสติกแม้จะดูเป็นผู้ร้าย แต่ไม่ใช่บอสใหญ่สุด

แม้ประเทศไทยติดอันดับประเทศที่มีปริมาณขยะพลาสติกลงทะเลอยู่ในอันดับต้นๆ ติดท็อปเท็นของโลก แต่ถ้ามาดูองค์ประกอบขยะในไทยส่วนใหญ่แล้วกลับไม่ใช่พลาสติก ขยะกว่า 50% ของไทยคือขยะอินทรีย์ หรือก็คือพวกขยะที่เกิดจากอาหารนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นตามครัวเรือน หรือจากร้านอาหาร

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมขยะอินทรีย์ที่เป็นบอสใหญ่ดูเหมือนจะไม่เป็นปัญหาเท่าขยะพลาสติกที่ตอนนี้สร้างความปั่นป่วนไปทั้งเจ็ดย่านน้ำทั้งที่ขยะอินทรีย์มีสัดส่วนมากกว่า นั่นก็เพราะว่าขยะอินทรีย์มันสามารถย่อยสลายได้ด้วยตัวมันเอง ต่อให้มันหลุดลงไปในแหล่งน้ำปลาและสัตว์น้ำก็สามารถกินเข้าไปได้ ไม่เหมือนพลาสติกที่แม้จะถูกกินเข้าไปแต่ก็ไม่ย่อยสลาย ยังคงเป็นพลาสติกอุดตันในระบบทางเดินอาหารของสัตว์อยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้เลย

ถึงแม้ขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้เองจะไม่ไปเป็นปัญหาระดับโลกแบบขยะพลาสติกในทะเล แต่ขยะเศษอาหารที่สกปรก เหม็น มีน้ำขยะไหลนอง ตามมาด้วยมด หนู แมลงสาบไต้ยั้วเยี้ย น่าขยะแขยง แล้วเมื่อเราใส่ถุงมัดๆๆ ไปกับขยะอื่น นอกจากจะทำให้ขยะรีไซเคิลปนเปื้อนจนเปื่อยขายไม่ได้แล้ว การมัดปากถุงหลายชั้นยังเป็นปัญหาทำให้เครื่องจักรในระบบแยกขยะเสียหายอีกด้วย ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดเราควรดูว่าเราสามารถแยกขยะอินทรีย์ไปจัดการเองได้ตั้งแต่ต้นทางแบบที่ปู่ย่าตายายเราเคยทำไหม หรือเราจะรวมกันเป็นกลุ่มเพื่อนำเศษวัสดุเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้หรือเปล่า เช่น อาจจะเอาไปเป็นอาหารให้กับสัตว์ เลี้ยงไส้เดือนทำปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพ ส่วนบ้านที่ไม่สะดวกจะจัดการกับขยะเหล่านี้จริงๆ ก็แยกทิ้งขยะอินทรีย์ ไม่ปะปนกับขยะอื่นๆ เท่านี้ก็ช่วยได้มากแล้วเหมือนกัน

4.สวีเดนไม่ได้รับซื้อขยะ แต่รับจ้างประเทศอื่นกำจัดขยะ

เป็นความเข้าใจที่เราอาจจะได้รับข้อมูลผิดๆ มาว่า ‘สวีเดนสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะได้ และใช้ขยะไปผลิตพลังงานจนหมดประเทศ จนต้องประกาศซื้อขยะจากประเทศอื่นๆ’

ทุกวันนี้ประชาชนชาวสวีเดนยังเสียเงินค่าทิ้งขยะอยู่เลย ในอัตราที่แพงเสียด้วย บางบ้านเดือนละเฉียดพันบาท โดยเขามีเทคโนโลยีต่างๆ มากมายในการเก็บเงินค่าขยะของแต่ละบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถังขยะแบบมาตรฐานสำหรับรถเก็บขยะ ที่จะเก็บและชั่งน้ำหนักไปพร้อมๆ กัน บ้านไหนมีขยะเยอะ ถังขยะหนักก็เรียกเก็บเงินแพง บ้านไหนน้อยก็ราคาถูกลง แล้วในเมื่อประเทศยังเก็บเงินอยู่แบบนี้ หากไปจ่ายเงินซื้อขยะจากต่างประเทศอีกคนสวีเดนที่ไหนจะยอม รับรองมีเดินประท้วงแน่ๆ

ความเป็นจริงของเรื่องนี้ก็คือ สวีเดนสร้างโรงงานเผาขยะอย่างดี ใหญ่ และได้มาตรฐาน รวมถึงสร้างมาก่อนใครในยุโรป เมื่อประชาชนโดนมาตรการการจัดเก็บค่าขยะที่ทั้งโหด และราคาแตกต่างกัน จึงทำให้รู้จักการคัดแยกขยะและนำมารีไซเคิลเอง ทำให้ปริมาณขยะในประเทศลงลดไปได้มาก ทำให้พื้นที่ในเตาเผาขยะเหลือเยอะ จะปล่อยไปเฉยๆ ให้เตาว่างไปกว่าครึ่งก็จะเป็นการเสียของโดยเปล่าประโยชน์ แถมไม่คุ้มกับพลังงานที่ใช้ไป จึงเกิดไอเดีย รับจ้างทำลายขยะของประเทศอื่นๆ โดยประเทศไหนจะให้สวีเดนเผาขยะให้ ก็ส่งมา แล้วจ่ายตังค์มาด้วยก็เท่านั้นเอง ดังนั้น จึงเป็นการนำเข้าที่ได้เงินจากประเทศอื่น ไม่ได้ไปซื้อขยะมาอย่างที่มีการเอาไปเล่าต่อกันแบบผิดๆ

แล้วถามว่าทำไมประเทศเหล่านี้ไม่ทำลายเอง มาเสียเงินให้สวีเดนทำไม นั่นก็เพราะว่าค่าก่อสร้างโรงงานเผาขยะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ราคาถูกๆ แถมกว่าจะคุ้มทุนก็อีกนานแสนนาน จ้างสวีเดนเอาขยะไปเผาให้ดีกว่า แถมคิดราคากำจัดไม่แพงอีกต่างหาก และเพราะเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของความเชื่อผิดๆ ว่าสวีเดนรับซื้อขยะ แต่ความจริงคือ สวีเดนรับจ้างกำจัดขยะต่างหากเล่า ส่วนพลังงานนั้นเป็นผลพลอยได้ที่มีมูลค่าไม่ได้สูงเท่าต้นทุนการกำจัดขยะหรอกนะ

ดังนั้น แทนที่คนไทยจะมัวมาฝันหวานว่าเราเก็บขยะไว้แล้ววันหนึ่งจะมีคนมาซื้อขยะจากเรานั้น สู้มาคิดกันดีกว่าว่าจะทำยังไงถึงจะลดและแยกเพื่อให้เหลือขยะที่ต้องนำไปกำจัดให้น้อยที่สุด คิดแล้วทำด้วยล่ะ

นี่คือ 4 ความเข้าใจผิดๆ ที่เกิดขึ้นจริงกับปัญหาขยะบนโลกใบนี้ และในประเทศไทย และในเมื่อเข้าใจถูกแล้ว เราเองก็อย่าลืมหันมาใส่ใจขยะที่เกิดขึ้นในบ้านของตัวเอง เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการแยกขยะอย่างจริงจัง ก็จะช่วยลดปัญหาขยะแขยง และปัญหาพลาสติกในทะเลได้แล้ว