x

Reasons to Read

  • ออฟฟิศซินโดรม โรคใกล้ตัวยอดฮิตของเหล่าคนทำงาน ที่ใครๆ ก็สามารถเป็นได้ แค่เพราะนั่งผิดท่า หรือวางคอมพิวเตอร์ผิดที่ 
  • ออฟฟิศซินโดรมไม่ใช่แค่อาการปวดเมื่อย  และถ้าปล่อยไว้จนเรื้อรังไม่ดูแลรักษา อาจต้องไปจบที่ห้องกายภาพบำบัด

หากมีคำพูดว่า ‘You are what you eat’ หรือสุขภาพจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทานแล้วล่ะก็ การจะเพิ่มไปอีกสักประโยคว่า ‘You are how you work’ หรือสุขภาพของคุณจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสไตล์การทำงานก็คงไม่เกินความจริงมากนัก โดยเฉพาะการใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายๆ ชั่วโมง และท่านั่งทำงานที่ผิดสุขลักษณะ สามารถเป็นเหตุให้เกิดอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘Office Syndrome’ ได้

ผลการสำรวจพนักงานออฟฟิศในยุโรป พบว่าส่วนใหญ่เคยพบแพทย์ด้วยอาการปวดหลัง รองลงมาคือปวดบริเวณคอ ไหล่ และปวดศีรษะตามลำดับ กลุ่มคนทำงานอายุระหว่าง 16-24 ปี มีความเสี่ยงของการเกิดภาวะดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 55 เนื่องจากการทำงานหนักในท่าที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งหลังค่อม นั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันโดยไม่ลุกเปลี่ยนอิริยาบถ 

อาการฮอตฮิตของออฟฟิศซินโดรม

1. อาการปวดบ่าและหลัง

เกิดจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน บางคนนั่งหลังค่อม นั่งยกไหล่ ยืดคอ ทำแต่งานจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย ส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหลังอ่อนล้า ส่วนมากถ้าเป็นไม่นานมักไม่มีอาการรุนแรง หากได้พักผ่อน นวดผ่อนคลาย ประคบร้อน ประคบเย็น และออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อ หรือรับประทานยากลุ่มคลายกล้ามเนื้อก็มักจะหายเป็นปกติได้ แต่หากทิ้งไว้นานๆ การอักเสบของกล้ามเนื้อหลังและต้นคออาจส่งผลให้เกิดอาการมือชา เอ็นอักเสบ และนิ้วล็อกได้ และก่อให้เกิดอาการปวดแบบเรื้อรังที่จำเป็นต้องรักษาอย่างจริงจัง

2. ตาพร่ามัว

เกิดจากการใช้สายตาจ้องหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานๆ ทำให้ดวงตาถูกทำร้ายโดยแสงสีฟ้าจากหน้าจอ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการเยื่อบุตาเสื่อม นอกจากนี้ การจ้องหน้าจอนานๆ ทำให้กะพริบตาได้น้อยกว่าที่ควร แต่ต้องกลอกสายตาไปมามากกว่าปกติ จึงส่งผลต่อกล้ามเนื้อดวงตาที่ต้องทำงานมากขึ้นจนทำให้เกิดอาการปวดดวงตาและไมเกรนขึ้นได้

อาการส่วนใหญ่ของออฟฟิศซินโดรมที่เกิดขึ้น เป็นอาการเจ็บป่วยทางกล้ามเนื้อที่อาจเกิดขึ้นจากหลายๆ สาเหตุ เราจึงควรสังเกตตัวเองว่าเป็นออฟฟิศซินโดรมหรือไม่

เช็กให้ชัวร์

อาการของออฟฟิศซินโดรม ทั้งการปวดบ่า หลัง ไหล่ หรือแม้กระทั่งไมเกรน เป็นอาการของการปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้น เราสังเกตอาการที่เกิดขึ้น ว่าเป็นออฟฟิศซินโดรมหรืออาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไปได้จากอาการหลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

โดยสามารถที่จะปรับเปลี่ยนท่านั่งให้ถูกต้อง แล้วลองเช็กอาการในช่วงที่ไม่ต้องทำงานว่ามีอาการดีขึ้นไหม หากว่าอาการดีขึ้น นั่นแปลว่าอาการปวดที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากออฟฟิศซินโดรม แต่หากอาการไม่ดีขึ้นก็อาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ

ปรับท่านั่งให้ถูกต้อง

ท่านั่งที่ถูกต้องสำหรับคนทำงานก็คือ ท่าที่ตรงและเป็นธรรมชาติที่สุด หลังตรง หน้ามองตรง ข้อศอกทำมุม 90 องศา

คนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงาน ควรใช้เดสก์ท็อป หรือหากใช้แล็ปท็อปก็ควรใช้คีย์บอร์ดแยก โดยวางคีย์บอร์ดในระดับที่ต่ำกว่าหน้าจอ เพื่อไม่ให้ไหล่ยกขึ้นขณะทำงาน

ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรม ดังนั้น ถ้าหากเราต้องทำงานอยู่ในออฟฟิศ ก็อย่าลืมลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและจัดโต๊ะทำงานเสียใหม่ ที่สำคัญคือต้องอย่าลืมเปลี่ยนอิริยาบถทุก 45 นาที-1 ชั่วโมง ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย หาวิธีผ่อนคลายความเครียดด้วยเสียงเพลง ดอกไม้ จุดน้ำมันหอมระเหยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในการทำงาน หรืออื่นๆ เท่าที่ออฟฟิศของคุณอนุญาตให้ทำได้ และอย่าลืมออกกำลังกาย เพื่อที่คุณจะแข็งแรงพร้อมลุยงานหนักต่อไปได้ 

ขอบคุณข้อมูลจาก : แพทย์หญิง ธันยาภรณ์ ตันสกุล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู  โรงพยาบาลกรุงเทพ

FYI  นอกจาก 2 อาการที่คุณหมอบอกแล้ว การนั่งทำงานนานๆ ยังก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้อีก อาทิ 

  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เกิดจากการนั่งทำงานนานๆ จนลืมเข้าห้องน้ำ ทำให้ต้องกลั้นปัสสาวะเป็นประจำ จนเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ อาการคือปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแล้วเหมือนไม่สุด บางครั้งมีอาการปวดแสบหรือมีเลือดปน โดยอาการเหล่านี้มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
  • โรคเครียด นอนไม่หลับ เป็นอีกหนึ่งกลุ่มอาการที่พบบ่อย บางครั้งเราอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังเผชิญอยู่กับภาวะเครียดรุมเร้า วิธีการหลีกเลี่ยงที่ง่ายที่สุดก็คือ พยายามหาเทคนิควิธีผ่อนคลาย หากนั่งทำงานอยู่นานแล้ว ลองลุกไปเดินเล่นสัก 10 นาที ก็เป็นทางเลือกที่ทำได้ไม่ยาก ความเครียดจากการทำงาน หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะแบบไมเกรน หรือมีผลต่อสายตาอีกด้วย
  • โรคอ้วน จากสถิติล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนในวัยทำงานเป็นโรคอ้วนกันมากขึ้น เพราะชอบทำงานไปด้วยรับประทานไปด้วย แถมไม่ยอมออกกำลังกายอีกต่างหาก โดยเฉพาะผู้หญิงสามารถอ้วนได้ง่ายกว่าผู้ชาย นอกจากนี้โรคอ้วนยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในหลอดเลือดสูง ความดันโลหิตสูง