x

Reasons to Read

  • ตลาดรถยนต์ทั่วโลกกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านการต่อสู้ระหว่างยานยนต์สองแหล่งพลังงานคือเครื่องยนต์สันดาปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงกับพลังงานมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังอยู่บนตาชั่งว่าผู้บริโภคจะให้น้ำหนักไปทางด้านไหน และในปี 2020 หลายค่ายรถก็เตรียมผลิตรถยนต์ไฟฟ้าตามปฏิญญาปารีสเพื่อลดโลกร้อน ตลาดรถยนต์ในปี 2019 จะน่าจะตามองมากว่าค่ายไหนจะปล่อยหมัดเด็ดอะไรกันออกมา

 

1. BMW 330i M Sport

BMW นั้นแม้จะมีรถไฮบริด รถไฟฟ้า แต่ก็ยังยึดปรัชญาหลักในการสร้างรถคือความเพลิดเพลินในการขับขี่ในระดับพรีเมียม และ BMW 3-Series ที่ขายไปกว่า 15 ล้านคันทั่วโลกก็เป็นเครื่องยืนยัดว่ารุ่นนี้ขับสนุกจริง

2019 BMW 330i M Sport คือ BMW 3-Series Sedan ที่มาครบด้วยความสปอร์ตของช่วงล่างและระบบไฟ LED เต็มรูปแบบ BMW Laserlight กระจังรูปไตคู่ขนาดใหญ่ เส้นสายรอบคันที่ลื่นไหล สปอยเลอร์บนฝากระโปรงท้าย เสริมด้วยเส้นแนวนอนและชุดไฟขนาดเล็กบางเฉียบที่เพียบพร้อมด้วยโคมไฟท้ายรูปตัว L การออกแบบที่ประสานกันของแผงปิดประตูและแผงหน้าปัดรวมถึงคอนโซลกลางให้กลิ่นอายความเป็นสปอร์ต

ภายในดิจิทัลสมบูรณ์แบบทั้งจอแดชบอร์ดและจอแสดงผลแบบไวด์สกรีนที่คอนโซลกลาง ระบบ iDrive Controller และปุ่มสำหรับชุดสวิตช์ Driving Experience Control และเบรกมือไฟฟ้า ความต่างของ M Sport ของ BMW 3-Series ซีดานใหม่คือช่องรับอากาศขนาดใหญ่ในส่วนหน้า โป่งข้าง diffuser ด้านหลัง เบาะนั่งหุ้มหนังลวดลาย M Sport, พวงมาลัยหนังแท้ M Sport  เบาะและชิ้นส่วนหนังภายในเดินด้ายสีน้ำเงินบ่งเอกลักษณ์ M Sport เครื่องยนต์รุ่นใหม่ของ BMW 330i ใช้เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ฉีดน้ำมันตรงฉีด VALVETRONIC วาล์วแปรผัน มีพละกำลังถึง 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่เรียกใช้งานได้ตั้งแต่ 1,550 ถึง 4,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ Steptronic 8 สปีด กับระบบขับเคลื่อนล้อหลังแบบเดิมระบบอัจฉริยะ BMW xDrive พร้อมระบบกันสะเทือน Adaptive M suspension ที่ปรับโหมดการขับขี่ได้ตามชอบแถมยังมีชุดเบรคของ M Sport สีน้ำเงินที่ทนความร้อนได้สูงกว่ารุ่นสแตนดาร์ดติดตั้งมาให้ด้วย 

BMW 330i M Sport มีราคาจำหน่ายราว 36,000 -55,000 เหรียญสหรัฐ 

2. Porsche Taycan

ไปๆมาๆ โปรเจ็คต์รถไฟฟ้าของปอร์เช่ดูจะแซงหน้าเทสล่าโรดสเตอร์เสียอีก กับโครงการรถสปอร์ตขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าในชื่อ Porsche Taycan ที่จะเปิดตัวในกลางปี 2019 นี่แล้ว ด้วยดีไซน์ล้ำสมัยแม้จะมีกลิ่นอาย 911 แต่ Porsche Taycan มีรูปทรงภายนอกที่ลื่นไหลกว่า เพราะไม่ต้องการช่องลมมากมายไประบายความร้อนเครื่องยนต์แบบเก่า ภายในล้ำสมัยด้วย แดชบอร์ดดิจิทัล หน้าจอสัมผัสที่สองอยู่ในคอนโซลกลางที่ลาดเอียงระหว่างที่นั่งด้านหน้าทำให้ห้องโดยสารปราศจากปุ่มรกแกะกะตา

Taycan มีพละกำลังมากกว่า 600 แรงม้าที่ได้จากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนกับมอเตอร์ไฟฟ้าซิงโครนัสสองชุด (PS M) ซึ่งพัฒนามาจาก LMP1 919 รถแข่งของปอร์เช่ที่คว้าแชมป์ Le Mans ซึ่งปอร์เช่เคลมว่า Taycan จะทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 3.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่เจ๋งที่สุดคือ มันสามารถแล่นได้ 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มหนึ่งครั้งและสามารถชาร์จเพียง 4 นาที่ด้วยชุดชาร์จเร็ว ก็สามารถวิ่งได้ถึง 100 กิโลเมตร 

Porsche Taycan คาดการณ์ว่าจะมีราคาราว 80,000 ยูโร หรือราว 3 ล้านบาท ในยุโรป  

3. Mercedes-AMG GT R Pro

สี่ปีแล้วสำหรับการเดินทางของ Mercedes-AMG GT สปอร์ตโรดสเตอร์ตัวแรงของค่ายดาวสามแฉก จึงถึงเวลาที่จะต้องแต่งหน้าทาปากกันใหม่ใส่เทคโนโลยี อาทิ แผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ตั้งอยู่ด้านหน้าของคนขับและมีจอแสดงผลมัลติมีเดียขนาด 10.25 นิ้วแยกต่างหากอยู่ตรงกลาง รวมถึงพวงมาลัยรุ่นใหม่มีปุ่ม Touch Control เพื่อเข้าสู่เมนูต่างๆ ของรถ

ระบบ AMG TRACK PACE ที่บันทึกข้อมูลสำหรับใช้ในการแข่งขันซึ่งเมื่อมีการเปิดใช้งานฟังก์ชั่นขณะขับรถบนแทร็คเรสมีการบันทึกข้อมูลมากกว่า 80 ชุดเฉพาะข้อมูล (เช่นความเร็ว, อัตราเร่งความเร็ว) 10 ครั้งต่อวินาที นอกจากนี้ Mercedes-AMG GT ยังเป็นซูเปออร์คาร์แสนสบายด้วย PARKTRONIC parker ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ รวมทั้ง AMG DYNAMIC SELECT ที่ช่วยควบคุมการทรงตัวของรถให้ผู้ขับขี่เลือกโหมดได้ตามสกิลของคนขับ 

การปรับมาใช้โช็คอัพใหม่ที่รองรับการขับขี่ในแทรกได้ดียิ่งขึ้น เพลาหน้าของรถมาพร้อมทอร์ชั่นบาร์คาร์บอนไฟเบอร์เสริมแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ที่ใต้ท้องรถด้านหลังเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้าง  รวมทั้งระบบ Airpanel ที่ควบคุมการผ่านของอากาศที่กันชนหน้าและสปอยเลอร์ที่ด้านหลังที่เพิ่มแรงกดลงที่ด้านท้ายรถ

ในส่วนเครื่องยนต์ Mercedes-AMG GT R Proยังใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตรเทอร์โบ 577 แรงม้าและแรงบิด  700 นิวตัน-เมตร ซึ่งจะช่วยให้วิ่ง 0-100 กิดลเมตรต่อชั่วโมงใน3.6วินาที และความเร็วสูงสุด 318กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Mercedes-AMG GT R Pro มีราคาราว 145,000 ปอนด์ หรือราว 6 ล้านบาท ในอังกฤษ

4. Peugeot 508 SW 2019 

ในขณะที่ตลาดรถ SUV และMPV กำลังมาแรงแต่เปอร์โยจากฝรั่งเศสกับเลือกเปิดตัวรถเก๋งสไตล์เอสเตท New Peugeot 508 ที่สร้างความสมดุลระหว่างความสง่างามและการใช้งานที่สมจริง Peugeot 508 SW มีหลังคาสูงเพียง  1.42 เมตร แต่ก็มี headroom ด้านหลังที่สะดวกสบาย ด้านหน้ารถมี LED Daylight แนวตั้งเป็นเอกลักษณ์ดุจคางสิงโต มีพื้นที่สำหรับผู้โดยสารกว้างขวางมาก และด้วยกลไกเพียงปุ่มเดียวสามารถพับเบาะหลังให้ราบเรียบเพิ่มพื้นที่บรรทุกได้ถึง 1,780 ลิตร ระบบ Peugeot i-Cockpit® ที่ทำให้รถคันนี้ดูสนุกมากขึ้นกับอินเทอร์เฟสลูกเล่นหวือหวาของหน้าจออินโฟเทนเม้นต์ต่างๆ ที่เปอร์โยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ห้องโดยสารที่ตกแต่งแบบไม่เสียชื่อเมืองแฟชั่นทั้งโครเมียมซาตินบนพวงมาลัย, แผงประตู, ช่องระบายอากาศ นอกจากนี้ยังมีเบาะนวด multipoint  พวงมาลัยตกแต่งด้วยไม้ Zebrano ซันรูฟพาโนรามา, เบาะหนัง Nappa, และเครื่องเสียงไฮเอนด์ได้รับการออกแบบโดยFOCAL®ซึ่งเป็นแบรนด์ของฝรั่งเศส

Peugeot 508 SWมีเครื่องยนต์ให้เลือกหลายแบบ ทั้งเบนซิน PureTech turbocharged ขนาด 1.6 ลิตร 222 แรงม้า ในขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลยอดนิยมคือ BlueHDi ที่มีแรงม้า 178 แรงม้า ทั้งสองแบบนี้จับคู่กับระบบปรับความเร็วอัตโนมัติแบบ 8 สปีด 

Peugeot 508 SW จำหน่ายในราคา 26,639 -38,614 ปอนด์ หรือราว 1-1.5 ล้านบาทในยุโรป

5. Nissan Altima 2019 

ถ้าเอ่ยถึงNissan Teana ในเมืองไทยหลายคนเริ่มบ่นว่าโมเดลนี้ชักจะอยู่ในตลาดนานไปแล้ว ในขณะที่คู่แข่งชิงเปิดตัวซีดานขนาดกลางกันไปเกือบหมด เรื่องนี้คิดว่านิสสันเองก็คงไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะถ้าไปดูตลาดในอเมริกา  Nissan Altima ก็ได้เปิดตัวโมเดลใหม่ออกมาแล้วแถมสวยเสียด้วย และในเมื่อมันเป็นรถคู่แฝดกับ Nissan Teana เรงจึงต้องเอาข้อมูลมาดูก่อน 

Altima รุ่นที่หก มาพร้อมคอนเซ้ปต์  V-Motion ของนิสสันด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่จะว่าไปมันก็คล้ายมาสด้าสามอยู่ไม่น้อย ถ้าไม่มีแถบโครเมียมที่คาดต่อมาจากกระจัง ด้านท้ายตัดค่อนข้างตรงดูบึกบึน แต่ที่ทำให้ดูโปร่งเพราะเป็นรุ่นที่มีพื้นที่กระจกเพิ่มขึ้นมากกว่ารุ่นเก่า นอกจากนั้น ยังนำเอาเทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility ซึ่งรวมถึงระบบช่วยในการขับขี่อย่าง ProPilot Assist มาติดตั้ง พร้อม ด้วยระบบ  NissanConnectSM ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานและรองรับ Apple Carplay และ Android Auto มาพร้อมจอสีแสดงผลแบบ multi-touch ขนาดจ 8 นิ้ว ขุมพลัง SR VC-Turbo คือไฮไลน์ของรุ่นนี้ ระบบเครื่องยนต์ลิขสิทธิ์ของนิสสัน ที่เป็นเครื่องยนต์ที่สามารถปรับเปลี่ยนกำลังอัดได้เครื่องแรกของโลก โดยสามารถสร้างกำลังอัดได้ระหว่าง 14:1 เมื่อขับแบบประหยัด และลดกำลังอัดลงเหลือ 8:1 เมื่อต้องการแรงดันอาการจากเทอร์โบเพื่อเรียกสมรรถนะ ทำให้มีแรงม้าสูงถึง 248 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุดที่ 280 ปอนด์ฟุตตั้งแต่ 1,600 รอบต่อนาที Altima SR 

Nissan Altima 2019 ตั้งราคาไว้ที่ 25,100 เหรียญสหรัฐ