x

Reasons to Read

  • ไม่ว่าจะมีการเลื่อนเลือกตั้งหรือไม่ แต่จุดหนึ่งที่แต่ละพรรคการเมืองต่างงัดนโยบายของตนออกมาขายฝันประชันกันเพื่อโกยคะแนนเสียง เล็งเห็นตรงกันคือการแจกเงินกระตุ้นการเกิด
  • นโยบายนี้เป็นยุทธการที่สำคัญอย่างไรต่อศึกเลือกตั้ง และพรรคไหนขายฝันอะไรกันไว้บ้าง เรามีทั้งข้อมูลและบทวิเคราะห์มาให้อ่านกัน 

ไม่ใกล้ไม่ไกล ในปี 2561 ที่เพิ่งผ่านไปสดๆ ร้อนๆ ประเทศญี่ปุ่นได้รับการบันทึกสถิติว่ามีอัตราการเกิดต่ำที่สุดนับเป็นประวัติการณ์ คือมีแค่หลักแสน ขณะเดียวกันอัตราการตายก็ต่ำ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เรียกได้ว่าสวัสดิการก็ดี ความสะดวกสบายในชีวิตมาก ระบบสาธารณสุขก้าวหน้า และอาหารการกินอะไรก็มีประโยชน์ ส่งผลให้ช่วงอายุของประชากรยืนยาวมากขึ้น แต่เมื่ออัตราการเกิดต่ำเป็นผลมาจากความเคร่งเครียดในการทำงาน ค่าครองชีพที่ถีบตัวสูง การดูแลบุตรที่ยุ่งยากขึ้น ทำให้ประชากรไม่สนใจจะมีครอบครัวสร้างทายาทเท่าไรนัก เรื่องนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นกับเฉพาะประเทศญี่ปุ่น แต่กำลังเป็นปัญหาในหลายประเทศทั่วโลก

คำว่า สังคมผู้สูงอายุ หมายถึงสังคมที่มีอัตราส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน ในอัตราเท่าหรือมากกว่าร้อยละ 10 หรือมีอัตราประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 7 ของประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่นั้น ในประเทศไทยเอง สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ประเมินว่า ไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปี พ.ศ. 2564 โดยจะมีอัตราผู้สูงอายุมากถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งไทยยังไม่เคยแตะถึงจุดนี้มาก่อน 

ความเป็นสังคมผู้สูงอายุเป็นที่พูดถึงมากว่ามีผลต่อความเจริญเติบโตของประเทศ เพราะความสามารถในการทำงานของผู้สูงอายุย่อมลดน้อยเสื่อมถอยลง ที่เราเห็นผู้สูงอายุนั่งกันเต็มใน ‘สภาสูงสภาล่าง’ นั่นก็เทียบไม่ได้ เพราะเป็นแค่ส่วนน้อยไม่ถึงร้อยละหนึ่ง มีคนที่หลังเกษียณทำงานไม่ได้เพราะปัจจัยเรื่องสุขภาพก็เป็นจำนวนมาก จำนวนประชากรวัยทำงานก็ลดลง คนวัยทำงานส่วนหนึ่งก็ต้องใช้เวลาในการดูแลผู้สูงอายุ รัฐต้องจัดสรรสวัสดิการเพื่อการดูแลประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในเรื่องสุขภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ และในกรณีที่ผู้สูงอายุใช้ชีวิตตามลำพัง ก็ยิ่งต้องพึ่งพาการดูแลมากขึ้นจากสวัสดิการรัฐ  

นโยบายหรืออาจเรียกว่าเป็นกุศโลบายสำคัญคือการส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานเพิ่มการออมเพื่อวางแผนในการใช้ชีวิตมากขึ้น แต่การออมก็มีปัญหาในช่วงชีวิตของการสร้างตัว ช่วง 25-40 ปีที่ประชากรมีการจับจ่ายใช้สอยสูงเพื่อการลงทุน การสร้างรากฐานชีวิต หรือเพื่อการใช้ชีวิต การวางแผนเรื่องนี้มีมาเป็นระยะในสมัยรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยังมีนักวิชาการพูดถึงเรื่องการออก ‘ภาษีคนโสด’ ซึ่งพอแนวคิดนี้ออกมาก็เป็นที่ฮือฮาปนเหน็บแนมกันใหญ่ว่า “คิดว่าพวกเราอยากโสดหรือไง!?” ซึ่งความจริงแล้วถ้ามองดีๆ มันก็เป็นเรื่องที่จำเป็นที่เราจะพึ่งพารัฐสวัสดิการในรูปแบบคล้ายๆ การออมเงินผ่านการจ่ายภาษีเพื่อรัฐจะได้สนับสนุนการสร้างคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เป็นโสด (แน่นอนว่าบางคนก็คิดถึงเรื่องที่รัฐจัดเก็บภาษี แต่นำไปใช้จ่ายงบประมาณไม่ต้องใจ หากนั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

วิธีแก้ปัญหาอีกวิธีหนึ่งของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุคือการเพิ่มจำนวนประชากรวัยทำงาน เพื่อลดสัดส่วนผู้สูงอายุในพื้นที่ให้ต่ำกว่าร้อยละ 10 รัฐบาลหลายประเทศจึงงัดกลยุทธ์ต่างๆ ขึ้นมาส่งเสริมให้ประชากรสร้างครอบครัว กระตุ้นการเกิด มีสวัสดิการดูแลบุตร รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560-2569 ) โครงการที่เป็นสีสันที่เราเห็นกันไปคือ ‘สาวไทยแก้มแดง มีลูกเพื่อชาติ’ ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมให้หญิงวัยเจริญพันธุ์ช่วงอายุ 20-34 ปี ที่มีความพร้อมและตั้งใจจะตั้งครรภ์ได้ส่งเสริมสุขภาพ

ทำไมสาวไทยถึงแก้มแดง? นโยบายนี้คือการแจกโฟเลตและธาตุเหล็ก เพื่อแก้ปัญหาหญิงท้องที่มีภาวะโลหิตจางในช่วงตั้งครรภ์ โดยหญิงวัยเจริญพันธุ์กินสัปดาห์ละ 1 เม็ด ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขเขาว่ากินแล้วจะทำให้สุขภาพดี แก้มแดงระเรื่อด้วยเลือดฝาด จึงเป็นที่มาของชื่อสาวไทยแก้มแดง และพอมีบุตรก็ต้องมีค่าใช้จ่ายตามมา รัฐบาลจึงมีโครงการช่วยเหลือเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 1 ปี โดยช่วยครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 36,000 บาทต่อปี ให้สามารถรับเงินสงเคราะห์บุตรได้เดือนละ 600 บาท เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายดูแลบุตร 

แล้วพรรคการเมืองทำอย่างไร?

ในช่วงใกล้เลือกตั้ง แต่ละพรรคการเมืองก็แสดงวิสัยทัศน์ในด้านต่างๆ ซึ่งส่วนมากก็เป็นเรื่องแก้จนและการสนับสนุนสวัสดิการรัฐ ในเรื่องการส่งเสริมการเกิด ซึ่งแต่ละพรรคก็ยังไม่เสนอนโยบายของตัวเองชัดเจนนัก คาดว่าต้องรอให้พระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปออกก่อนจึงจะนำเสนอได้เต็มที่ เพียงแต่หลายพรรคก็มีความเห็นพ้องกันในเรื่องการสนับสนุนเงินเด็กแรกเกิด โดยพรรคการเมืองที่พูดถึงนโยบายเรื่องส่งเสริมการเกิดแล้วคือ

1.พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้เน้นการพัฒนาเด็กใน 7 เป้าหมายหลักคือ สุขภาพดี มีทักษะการคิดวิเคราะห์ มีทักษะสองภาษา มีทักษะในการใช้เทคโนโลยี มีคุณธรรมและจิตสาธารณะ เข้าใจสิทธิและหน้าที่ และมีทักษะชีวิต โดยกำหนดเป็นนโยบายการศึกษาของพรรค ที่น่าสนใจคือนโยบาย ‘เกิดปั๊บรับสิทธิ์เงินแสน’ จ่ายเบี้ยเด็กเข้มแข็ง ที่จะจ่ายให้เด็กอายุ 0-8 ปี ในอัตรา 1,000 บาทต่อเดือนแบบถ้วนหน้า, จัดศูนย์เด็กเล็กคุณภาพดีทั่วประเทศ จัดการศึกษาปฐมวัยให้มีคุณภาพ เพิ่มครูปฐมวัยทั่วประเทศ, อาหารเช้า-กลางวันฟรี ให้กับนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-ม.3

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จริงโดยการจัดสรรเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี เงินอุดหนุนเด็กปฐมวัยเดือนละพันก็ใช้งบประมาณปีละ 1 หมื่นล้านบาท  

2.พรรคอนาคตใหม่ ก็ได้กำหนดเรื่องนี้ไว้เป็น ‘สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร’ โดยคนไทยต้องได้รับการดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จะให้เพิ่มสิทธิ์ลาคลอดพ่อแม่ 180 วันเพื่อให้มาดูแลลูกได้เต็มที่ เมื่อเด็กเกิดเพิ่มเงินดูแลบุตรแรกเกิดถึง 6 ปี เป็น 1,200 บาท ให้มีการเรียนได้ฟรีอย่างมีคุณภาพ มีเงินอุดหนุนเยาวชน 18-22 ปี 2,000 บาท และเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,800 บาทอีกด้วย โดยภาพรวมของโครงการจะใช้งบประมาณ 6.5 แสนล้านบาท 

ซึ่งเรื่องของการวางแผนการเงิน พรรคอนาคตใหม่มีแผนจะลดงบประจำ งบกลาง และงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะเรื่องจัดซื้ออาวุธ เพื่อผันมาใช้เป็นเงินงบประมาณสวัสดิการตรงนี้ รวมถึงการจัดสรรการเก็บภาษีใหม่ จัดการเศรษฐกิจนอกระบบอย่างหวยใต้ดินเพื่อดึงเงินเข้ามาใช้อีกทางหนึ่ง 

เสียงสะท้อนต่อนโยบาย

เพิ่งเปิดออกมาสองพรรค ถ้าดูพรรคที่ถูกวิจารณ์น้อยคือพรรคอนาคตใหม่ เพราะพรรคนี้ก็เป็นพรรคที่เกิดใหม่และคนยังไม่เห็นบทบาททางการเมืองชัดเจนพอที่จะประเมินไปก่อนว่ามาขายฝันแต่สุดท้ายก็ทำแบบเดิมๆ นโยบายพรรคอนาคตใหม่หลักๆ ที่หลายคนจำได้คือการปฏิรูปกองทัพ เพราะในช่วงที่ผ่านมา มันก็เกิดภาพที่คนเห็นความเป็น ‘แดนสนธยา’ ของแวดวงสีเขียวลายพรางในประเทศไทย ที่การตรวจสอบอะไรทำได้ยาก พอจะปฏิรูปกองทัพก็สร้างความสนใจ ยิ่งบอกว่า “มีการผันเงินจากกองทัพมาใช้เพื่อสวัสดิการ” ยิ่งจะถูกใจหลายๆ คนที่ไม่พอใจเรื่องการตั้งงบผูกพันซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในช่วงที่เศรษฐกิจก็ยังไม่ค่อยจะดีเช่นนี้ คนจึงไม่ค่อยวิจารณ์เรื่องพรรคนี้ใช้เงิน

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์เองถูกวิจารณ์นโยบายนี้ค่อนข้างมาก ความเป็นพรรคเก่าแก่ ก็เกิดเสียงครหาได้ง่ายว่า ‘เป็นการพูดเพื่อหวังคะแนนนิยมทางการเมือง’ ตั้งแต่การตั้งชื่อนโยบายเป็นงานชิงโชค ‘เกิดปั๊บรับเงินแสน’ และถูกครหาเรื่องวิธีการหาเงินว่าจะทำได้ดีแค่ไหน เพราะหลายคนก็ยังติดภาพว่าพรรคที่ทำให้เศรษฐกิจดีคือพรรคที่เชื่อมโยงกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ส่วนภาพของพรรคประชาธิปัตย์คือพรรคที่เล่นการเมือง

นโยบายที่กล่าวถึงไปข้างต้น เอาจริงมันก็คือนโยบายในการแจกเงิน ซึ่งหลายคนเขาก็เพิ่งค่อนแคะรัฐบาลไปเรื่องบัตรคนจนที่แจกเป็นของขวัญปีใหม่คนละ 500 บาท ว่าไม่เห็นเหมือนคำพูดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้พูดไว้เรื่องแนวทางช่วยเหลือคนจน นี่คือการให้ปลาแทนที่จะสอนให้คนจนจับปลากินเองเป็น และ ‘คนจน’ พวกนี้หลายๆ คนก็เป็นประเภท ‘หัวหมอ’ คือไม่ได้จนจริง แต่เขียนหลักกลและเหตุผลาญอะไรให้เข้าเงื่อนไขของรัฐเท่านั้น เอาจริงเงินก็ถูกนำไปใช้ในเรื่องไม่มีประโยชน์ เช่น ซื้อเหล้า ซื้อหวยเหมือนเดิม

พอจะมีนโยบายแจกเงิน ความคิดร้ายๆ ในใจคนที่เกิดขึ้นทันทีคือ ‘แล้วก็กลายเป็นภาระภาษีคนชั้นกลางอีก’ เพราะถ้าดูกันจริงๆ ฐานภาษีของประเทศไทยนั้นยังค่อนข้างแคบ ภาคส่วนที่ถูกเก็บเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยคือมนุษย์เงินเดือนที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ส่วนพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยจะหาหลักฐานจัดเก็บก็ไม่ง่าย ไปตามจี้เก็บก็โดนข้อหารังแกคนจน พอเกิดความเหลื่อมล้ำในการจัดเก็บภาษี คนชั้นกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่แสดงความเห็นบ่อยๆ ในอินเทอร์เน็ตก็ไม่ชอบ รู้สึกหน่ายว่ารัฐบาลจะทำโครงการประชานิยมเอาหน้า แต่ไม่เห็นคนจ่ายภาษีจะได้อะไรเท่าไรนัก

แล้วประเด็นต่อมาที่ถูกโจมตีคือ ‘ไปส่งเสริมตลาดล่าง’ เข้าเสียอีก คนชั้นกลางที่คิดวางแผนเรื่องการมีครอบครัวเขาก็ยังเกิดภาพตีตราว่า ‘ประชากรไทยยังไร้คุณภาพอยู่มาก’ หากส่งเสริมการเกิดก็เห็นจะมีปัญหา เพราะหลายคนได้เห็นข่าว หรือเห็นประสบการณ์จริงเรื่องภาวะท้องไม่พร้อมของเยาวชนในสังคมไทยมาก ซึ่งว่ากันว่า เรื่องนี้ไทยติดสถิติอันดับต้นๆ ของโลกด้วยซ้ำ พอมีลูกออกมาก็กลายเป็นประชากรไร้คุณภาพ พ่อแม่ไม่ดูแล รอรับเงินสวัสดิการรัฐมาใช่จ่ายเรื่องฟุ่มเฟือย เด็กโตมาอย่างไม่ได้รับการดูแลก็กลายเป็นปัญหาสังคมต่อไป พอสร้างเรื่องอะไรขึ้นมาก็จะมีพ่อแม่ประเภทมาออกรับหน้าแทนว่า “ลูกฉันเป็นคนดี” ซึ่งเราเห็นข่าวกันบ่อย 

ถ้ามาดูกันจริงๆ นโยบายแจกเงินเด็กแรกคลอด และดูแลสวัสดิการเด็กที่พรรคการเมืองเข็นออกมา เป็นนโยบายที่ส่งเสริมการเกิดทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่ม คนชั้นกลางมนุษย์เงินเดือนเองก็เป็นกลุ่มที่มีภาระในการสร้างครอบครัวก็ต้องมีทุนรอนเยอะมาก การใช้จ่ายกับเด็กในยุคปัจจุบันเขาก็ยังพูดว่า ‘มีลูกหนึ่งคนจนไปเจ็ดปี’ มันใช้ไม่ได้แล้วเพราะค่าใช้จ่ายในการอนุบาลเด็กที่มีคุณภาพก็แพงขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามีเงินสนับสนุนอย่างน้อยก็ได้ช่วยค่าใช้จ่ายอย่างค่านมลูก และจะยิ่งดีถ้ารัฐเพิ่มเวลาลาคลอดทั้งพ่อและแม่ถึง 180 วัน ที่จะสร้างความผูกพันในครอบครัวได้มากขึ้น

การสร้างประชากรชุดใหม่เป็นเรื่องที่จำเป็นมากขึ้น ในสังคมผู้สูงอายุการพัฒนาจะชะงักงันเพราะผู้ที่จะมีความคิดริเริ่มสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นพลังความคิดขับเคลื่อนสังคมไปในทิศทางใหม่ๆ ก็ลดน้อยถอยไปด้วย การสงเคราะห์เด็กตั้งแต่แรกคลอดก็เป็นการจูงใจประชาชนว่าค่าใช้จ่ายยังมีรัฐช่วยเหลือ อย่างน้อยเงินในช่วงเด็กอายุไม่ถึง 10 ปีแรกก็คือค่าอาหาร ซึ่งโภชนาการมีผลต่อสมอง ส่วนการสนับสนุนอย่างอื่นในช่วงที่เด็กเข้าโรงเรียนก็คือการวางรากฐานให้โตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ 

เมื่อพินิจถึงความจำเป็น ก็อย่าด่วนตีตราไปก่อนว่า ‘สุดท้ายแล้วพวกที่ใช้ก็จะเป็นกลุ่มท้องไม่พร้อม’ ต้องแก้ไขอคติ และให้หันมาเห็นความจำเป็นของการสร้างประชากรที่มีคุณภาพ โดยหลายฝ่ายช่วยกันทั้งครอบครัวและรัฐ