x

Reasons To Read

  • พัฒนาการของร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต จนมาถึงร่างที่ 3 และที่ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ให้สิทธิทางกฎหมายคู่รักเพศเดียวกันนั้นเราได้ยินกันมานานกี่ปีแล้ว?
  • สิทธิที่ พ.ร.บ. คู่ชีวิตร่างล่าสุดจะให้ คำนึงถึงอะไร และท่าทีของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศต่อร่างกฎหมายนี้เป็นอย่างไร

 

เห็น LGBTQ+ เป็นคนเท่ากันหรืออย่างไรกันแน่?

ในช่วงปีที่ผ่านมา ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBT) ที่เป็นที่พูดถึงมากในประเทศไทยคือเรื่องการเตรียมออก ‘พ.ร.บ. คู่ชีวิต’ ซึ่งเป็นกฎหมายที่อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันได้จดทะเบียน เพื่อได้รับการรับรองสิทธิ์เสมือนการสมรสระหว่างชายหญิง ซึ่งกฎหมายคู่ชีวิตจะเป็นกฎหมายที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในกลุ่มคนที่มีแนวคิดเสรีนิยม ว่าประเทศไทยยอมรับเรื่องสิทธิของกลุ่มหลากหลายทางเพศในระดับนโยบาย

การยอมรับในระดับนโยบาย แสดงถึงความเป็นมิตรกับกลุ่ม LGBTQ+  ที่นอกจากผลดีในด้านภาพลักษณ์ของพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังเป็นผลดีในด้านการเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยนั้นได้ชื่อว่าเป็น Gay’s Destination of Asia อยู่แล้วเพราะเรามีเมืองท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ชื่นชอบและให้ความสนใจหลายเมือง ทั้งกรุงเทพมหานคร, พัทยา, เชียงใหม่, ภูเก็ต, สมุย ฯลฯ ภาพของความเปิดกว้างจะยิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น และนำมาซึ่งการขยายธุรกิจอื่นๆ เช่น แพ็กเกจแต่งงานของกลุ่ม LGBTQ+, สถานบันเทิง เป็นต้น ซึ่งองค์การท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ประเมินพฤติกรรมการท่องเที่ยวของกลุ่มนี้ไว้ว่าเป็นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นด้านการท่องเที่ยว และใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวโดยเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 8 ทริป

นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “ศักยภาพของกลุ่มนี้มีมาก มีการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 3 เท่า สามารถสร้างรายได้อุดช่วงโลว์ซีซันได้”

แต่สำหรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศ การผลักดันกฎหมายนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อภาพลักษณ์หรือการท่องเที่ยว กลุ่ม LGBTQ+ มีความจำเป็นในเรื่องการวางแผนอนาคตกับคู่รัก ในฐานะความเป็นครอบครัวเดียวกัน พวกเขาอยากได้กฎหมายนี้เพราะนี่คือชีวิต ความรัก และศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของพวกเขา

การผลักดันร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต มีมาในช่วง 5-6 ปีนี้ จนมาถึงร่างนี้ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม นำมาเปิดเผยเพื่อรับฟังความเห็น เป็นร่างที่ 3 ซึ่งจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ ก่อนจะส่งต่อไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับรองออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ ซึ่งหากไม่ทันในชั้น สนช. ชุดนี้ ก็ต้องรอดูว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดหน้าจะหยิบยกร่างนี้ขึ้นมารับรองเพื่อบรรจุระเบียบวาระการประชุมต่อไปหรือไม่ 

‘ไม่ปลื้ม’ เสียงสะท้อนของกลุ่ม LGBTQ+ ต่อ พ.ร.บ. คู่ชีวิต ร่างที่ 3

ตัวร่างฯ มีการจัดรับฟังความเห็นทั่วประเทศ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 แต่เมื่อเปิดตัวร่างฯ ออกมา กลายเป็นสิ่งที่กลุ่ม LGBTQ+  เกิดความไม่พอใจเพราะการรับรองสิทธิ์ยังไม่ครอบคลุมเท่าการสมรส โดยผลประโยชน์ที่ได้รับสำคัญตามกฎหมายให้ดูในหมวด 3 ตั้งแต่มาตรา 17 เป็นต้นไป เกี่ยวกับการรับรองว่า ‘ทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันหลังการจดทะเบียนคู่ชีวิต’  ให้มีลักษณะการจัดการคล้ายกับสินสมรส, สิทธิ์ในการจัดการหนี้สินร่วมกัน, ให้สิทธิ์ในการทำนิติกรรมร่วมกัน, สิทธิ์ในการให้และรับมรดก 

แต่สิทธิ์ที่เคยมีการเสนอขอไป และกฎหมายไม่ออกให้ครอบคลุม อาทิ สิทธิ์ในการรับสวัสดิการที่ภาครัฐมอบให้คู่สมรส,  สิทธิ์ในการตัดสินใจด้านการเซ็นอนุญาตในการรักษาพยาบาล, สิทธิ์ในการรับบุตรบุญธรรมร่วมกันของคู่ชีวิตทั้งสองคน, สิทธิ์ของคู่รักต่างชาติในการขอเปลี่ยนสัญชาติตามกฎหมายหลังการจดทะเบียน

ทำให้เกิดข้อวิพากษ์ว่า ความเป็นคู่ชีวิตยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าสิทธิ์สมรส หรือคุณค่าของการแต่งงานของกลุ่ม LGBTQ+ ก็ยังมีความหมายที่ไม่เท่าเทียมกันกับการสมรสของชายหญิงในสายตาภาครัฐผู้กำหนดนโยบายนั่นเอง แม้ว่าตัวกฎหมายจะสร้างความหมายของการเป็นคู่รักที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในการกำหนดหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูคู่ชีวิต หน้าที่ในการรักษาเกียรติแห่งความเป็นคู่ชีวิต (ดูได้จากมาตรา 54 ที่กล่าวถึงเหตุแห่งการฟ้องเลิกการเป็นคู่ชีวิต) กำหนดให้มีเหตุแห่งการฟ้องเลิกการเป็นคู่ชีวิตด้วยสาเหตุยกย่องคนใหม่ขึ้นมาเลี้ยงดู จะสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากคู่ชีวิตและผู้ที่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องได้ (มาตรา 55 เทียบได้กับสิทธิ์การฟ้องชู้นั่นเอง) 

เมื่อสิทธิไม่เท่าเทียม ทำให้กลุ่ม LGBTQ+ เกิดข้อคับข้องใจว่านี่เป็น ‘กฎหมายสองมาตรฐาน’ ซึ่งในเวทีการรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต ได้มีการพูดถึงประเด็นนี้ว่า “ให้รับไปก่อน แล้วในอนาคตเห็นความจำเป็นค่อยแก้” แต่ก็มีข้อคัดค้านว่า “ถ้าเห็นความสำคัญของการรับรองสิทธิ์จริงทำไมจึงไม่ทำให้ครอบคลุมแต่แรก” ซึ่งคำตอบที่ได้ เมื่อประมวลออกมา มันก็เป็นความเห็นในลักษณะที่ว่า “ยังมีกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ยังไม่สนับสนุนให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงาน หรือนักบวชทางศาสนาที่ไม่รับรองการสมรสของคู่ชีวิตในเรื่องการทำพิธีกรรมให้”

ซึ่งการที่ยังมีกลุ่มอนุรักษ์นิยมไม่สนับสนุน ก็เป็นไปตามความเชื่อเกี่ยวกับเรื่อง ‘คุณค่าของความเป็นครอบครัว’ ที่ใช้หลักคิดอันยึดถือกันมา คือครอบครัวอันประกอบด้วยพ่อ ที่เป็นชาย แม่ ที่เป็นหญิง และให้กำเนิดบุตรเพื่อสืบทอดทายาท หากไม่เป็นไปตามนี้ก็ไม่ใช่บรรทัดฐาน หรือเป็นอุดมการณ์ที่ถูกสถาปนาให้ได้รับการยอมรับกันมา การยอมรับให้คู่รักเพศเดียวกันสร้างครอบครัว เป็นการทำลายอุดมการณ์เดิมนั้น และเมื่ออุดมการณ์เดิมถูกทำลาย คนที่ยึดมั่นกับมันไว้ก็เกิดความรู้สึกไม่พอใจหรือไม่ปลอดภัย ที่ความเชื่อของตัวเองถูกท้าทาย

ซึ่ง ‘อุดมการณ์เดิม’ ที่ว่าก็ผูกพันอยู่กับความเชื่อทางศาสนา ที่ยังมอง  LGBTQ+ เป็นกลุ่มผิดปกติหรือ ‘นอกรีต’ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ในเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นที่ไต้หวัน ซึ่งเดิมทีศาลรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิ์การแต่งงานคู่สมรสเพศเดียวกัน แต่ต้องออกกฎหมายมารองรับ ซึ่งกระบวนการออกกฎหมายของเขาต้องผ่านการทำประชามติ ระหว่างทางการรณรงค์ กลุ่มที่คัดค้านต่อต้านก็มีกลุ่มทางศาสนารวมอยู่ด้วยคือกลุ่มชาวคริสต์ จนในที่สุด กฎหมายรับรองการสมรสเพศเดียวกันในไต้หวันก็ไม่ผ่านประชามติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นที่น่าสนใจว่าจะดำเนินการกันอย่างไรต่อไป เพราะรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิ์แต่มีกฎหมายไม่ได้

ข้อต่อสู้ที่สำคัญของกลุ่ม LGBTQ+ คือการเรียกร้องให้มองข้าม ‘สิ่งสมมติ’ ที่ตีกรอบ และมองไปที่พื้นฐานที่สำคัญคือ ‘ความเป็นมนุษย์ที่ควรเท่าเทียมกัน’ และข้อต่อสู้นี้ก็ถูกนำมาพูดถึงในเวทีประชาพิจารณ์ของไทย ซึ่งการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนความคิดอันเป็นกระแสหลักยังเป็นเรื่องใหญ่และท้าทายต่อกลุ่ม LGBTQ+ อย่างมาก 

อย่างไรก็ตาม ในเวทีรับฟังความเห็นที่ผ่านมา มีข้อเสนอให้ใช้โมเดลเดียวกับไต้หวัน คือการอ้างเรื่องความเท่าเทียมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 ที่มีหลักใหญ่ใจความว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย...” คู่รักที่คิดว่าไม่ได้รับความเท่าเทียม ลองใช้สิทธิ์ยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความรับรองการสมรสเพศเดียวกันดูก่อน หากศาลมีคำวินิจฉัยออกมา อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการร่างกฎหมายที่ต้องให้ครอบคลุมคำวินิจฉัยนั้น  ซึ่งก็ต้องรอว่า จะมีใครที่ต้องการให้ตัวเองเป็นกรณีศึกษาสำหรับเรื่องนี้ลุกขึ้นมาฟ้องร้อง

แน่นอนว่าการต่อสู้ของกลุ่ม LGBTQ+ จะยังคงมีอยู่ต่อไป ทั้งเรื่องการได้รับสิทธิที่เท่าเทียมตามกฎหมาย และที่สำคัญคือการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนทัศนคติที่ลดคุณค่าความเป็นคนของเหล่าผู้มีความหลากหลายทางเพศที่เราต้องยอมรับว่ายังมีอยู่ในสังคม และพวกเขาเป็นพี่ น้อง เพื่อน ญาติ เป็นคนดีๆ สักคนที่เราเองก็รู้จัก วันหนึ่งหากสังคมจะสามารถเปลี่ยนแปลงความคิด มองข้ามความแตกต่างทางเพศไปได้ 

นั่นคือชัยชนะแท้จริง ที่จะรับรองสิทธิความเท่าเทียมในเรื่องอื่นๆ ตามมา

 

อ้างอิง : 

  • https://www.khaosod.co.th/economics/news_1758556?fbclid=IwAR15ERZq2Lw5Zng2M5PuhQdfVgFPza-w89J0iGHvHn5X7lQpIzURVDfDm08