x

Reasons To Read :

- ทำความเข้าใจถึงการอพยพครั้งใหญ่ที่สะเทือนถึงอเมริกา ท่าทีของทรัมป์ต่อผู้อพยพ

- ทำไมผู้อพยพหลายพันคนจึงรวมตัวกันเป็นกองคาราวานเดินเท้าหลายพันกิโลเมตรเพื่อไปให้ถึงพรมแดนสหรัฐฯ

- ปัญหานี้โลกต้องช่วยกันแก้

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราจะได้ยินข่าวกลุ่มคนจำนวนมากรวมตัวกันเป็นขบวนใหญ่ เดินทางออกจากฮอนดูรัส โดยมีปลายทางคือสหรัฐอเมริกา ระหว่างทาง มีผู้อพยพจากกัวเตมาลาและเอลซัลวาดอร์เข้ามาร่วมขบวนด้วย จนกลายเป็น คาราวานผู้อพยพขนาดใหญ่ พวกเขามีความฝันคือ เดินทางไปให้ถึงสหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพและโอกาส แต่การเอื้อมฝันนั้นไม่ง่ายเลย…

 
ทำไมผู้อพยพต้องรวมตัวกันเป็นกองคาราวาน
 
ขบวนคาราวานผู้อพยพประกอบไปด้วยชาวอเมริกากลางหลายพันคนที่เดินเท้ามามากกว่า 4,000 กิโลเมตรไปยังชายแดนสหรัฐฯ ผู้อพยพส่วนใหญ่มากจากฮอนดูรัส ประเทศที่มีประชากรเก้าล้านคนและมีปัญหาสังคมเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงจากกลุ่มอาชญากรรม สงครามยาเสพติด และการทุจริต นอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่มีสถิติเหตุฆาตกรรมสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่งด้วย
 
โดยปกติแล้ว ผู้อพยพจากอเมริกากลางมักพยายามหนีแผ่นดินเกิดไปยังสหรัฐฯ อยู่แล้ว แต่หากเดินทางเอง พวกเขาอาจถูกลักพาตัวโดยกลุ่มพ่อค้ายาเสพติดหรือขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งบังคับขู่เข็ญให้พวกเขาทำงานให้ จึงทำให้ผู้อพยพตัดสินใจร่วมขบวนคาราวานขนาดใหญ่ครั้งนี้ เพื่อป้องกันตนเอง
 
กลุ่มผู้อพยพซึ่งหลายคนนำลูกเล็กเดินทางมาด้วย ระบุว่า พวกเขาต้องการไปสร้างอนาคตใหม่ให้ตนเองและครอบครัว เพราะหากอยู่ที่บ้านเกิด พวกเขามักจะถูกข่มขู่และทำร้ายจากแก๊งอาชญากรรมในเมืองของพวกเขา
 
ในขณะบางส่วนบอกว่า ต้องการมาหางานทำในต่างประเทศ หากได้เงินมากพอ จะได้ส่งกลับมาให้ญาติพี่น้องที่ประเทศบ้านเกิดได้ด้วย หลายคนมีญาติพี่น้องเข้ามาทำงานในสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้แล้ว จึงเชื่อว่า ถ้าเข้าไปในสหรัฐฯ ได้ พวกเขายังมีที่พึ่งพิง
 
โดนัลด์ ทรัมป์ มองอย่างไร
 
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ จะปกป้องพรมแดน เขาเชื่อว่าขบวนคาราวานผู้อพยพคือ ‘การรุกราน’ และมีสมาชิกแก๊งอาชญากรรมรวมถึงผู้ไม่ประสงค์ดีปะปนมากับคาราวานผู้อพยพด้วย
 
ในช่วงที่นายทรัมป์หาเสียงเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เขาเรียกร้องให้ชาวอเมริกันลงคะแนนเลือกพรรครีพับลิกันหากไม่ต้องการเห็นสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่มีแต่ผู้อพยพผิดกฎหมาย และถูกคุกคามจากคาราวานผู้อพยพขนาดใหญ่
 
นายทรัมป์ระบุว่าได้วางกำลังทหาร 5,800 นายตามแนวชายแดนทางตอนใต้ของประเทศ รวมไปถึงติดรั้วลวดหนามเพิ่ม 
 
ทั้งนี้ คาราวานผู้อพยพเคยปะทะกับตำรวจปราบจลาจลมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อข้ามพรมแดนจากกัวเตมาลาเข้าสู่เม็กซิโก บริเวณสะพานที่เป็นจุดแยกเขตแดนของสองประเทศ แต่ท้ายสุดตรวจเม็กซิโกก็ยอมปล่อยพวกเขาเข้าประเทศมา โดยประชาชนในเมืองต่างๆ ที่กองคาราวานเคลื่อนผ่านก็จะช่วยให้อาหารและที่พักกับคนเหล่านั้นด้วย
 
ผู้อพยพเดินทางถึงไหนแล้ว 
 
ปัจจุบัน คาราวานผู้อพยพราวสามพันคนเดินทางไปถึงเมืองติฮัวนา ซึ่งเป็นเมืองชายแดนติดกับสหรัฐฯ แล้ว แต่เกิดการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ เพราะผู้อพยพบางส่วนกังวลว่าจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางต่อ กลุ่มผู้อพยพจำนวนหนึ่งจึงพยายามประชิดเขตพรมแดนสหรัฐฯ จนเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ต้องยิงแก๊สน้ำตาขับไล่ และสั่งปิดด่านชายแดนที่ปกติแล้วจะเป็นด่านที่คึกคักมากที่สุดด้วย
 
ในขณะเดียวกัน ยังมีกองคาราวานอีกกว่าสามพันคน กำลังเดินทางมาจากเมืองเม็กซิคาลีไปยังเมืองติฮัวนาเพื่อไปรวมกับกลุ่มผู้อพยพกลุ่มแรกที่ไปถึง และนอกจากนี้ยังมีกองคาราวานย่อยๆ อีกหลายกลุ่มที่ยังเดินทางไปไม่ถึง เช่น กลุ่มชาวเอลซัลวาดอร์ซึ่งมีอีกราวสามพันคน พวกเขาเดินทางออกจากบ้านเกิดเมื่อเดือนตุลาคม และตอนนี้ขบวนยังอยู่ในกัวเตมาลาและเม็กซิโกบางส่วน แต่มีเป้าหมายเคลื่อนไปยังชายแดนติดสหรัฐฯ เช่นกัน
 
สำนักข่าวบีบีซีคาดว่า เมื่อกองคาราวานทุกกลุ่มรวมกัน จำนวนผู้อพยพอาจจะสูงถึงหนึ่งหมื่นราย
 
ด้วยจำนวนผู้อพยพจำนวนมากที่กำลังมารวมตัวกัน นายกเทศมนตรีของเมืองติฮัวนาถึงขั้นปรารภว่า เมืองติฮัวนา กำลังเผชิญวิกฤตด้านมนุษยธรรมแล้ว และการที่ต้องดูแลผู้อพยพจำนวนมากนั้นก็มีค่าใช้จ่าย จึงร้องขอให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาช่วยเหลือด้วย
 

 

ผู้อพยพมีทางเลือกอะไรบ้าง

ผู้อพยพที่เดินทางถึงเมืองติฮัวนาแล้วต้องพิจารณาทางเลือกของตนเองต่อจากนี้ โดยส่วนใหญ่ยังเดินหน้าแผนการที่จะเข้าไปให้สหรัฐฯ และขอลี้ภัย เพราะกฎหมายสหรัฐฯ กำหนดว่าต้องรับเรื่องขอลี้ภัยของผู้อพยพที่เดินทางมาถึงสหรัฐฯ หากพวกเขาให้เหตุผลในการขอลี้ภัยว่าหวาดกลัวความรุนแรงในประเทศต้นกำเนิด ซึ่งภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ พวกเขาจะถูกจัดให้เป็น ‘ผู้ลี้ภัย’

 
นอกจากนี้ แม้ว่าผู้ขอลี้ภัยจะลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย แต่ตามกฎหมายสหรัฐฯ พวกเขาก็ยังมีสิทธิเข้ากระบวนการไต่สวนเพื่อขอลี้ภัยได้เช่นกัน
 
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการขอลี้ภัยนั้นไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มคนที่ต้องการมาแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
 
อีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคาราวานผู้อพยพนั่นก็คือ การเปลี่ยนใจอยู่ในเม็กซิโกแทน โดยประธานาธิบดีคนก่อนของเม็กซิโก เคยกล่าวว่า ใครที่อยากอยู่เม็กซิโก เม็กซิโกก็ยินดีต้อนรับ และจะหางานให้ แต่พวกเขาต้องลงทะเบียนและปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายของเม็กซิโกนั่นเอง
 
คาราวานผู้อพยพสะท้อนปัญหาใหญ่ของโลก
 
ไม่ใช่เพียงสหรัฐฯ เท่านั้นมีมีปัญหาผู้อพยพ ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปก็เผชิญวิกฤตผู้อพยพในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนใหญ่มาจากซีเรีย ลิเบีย และประเทศในภูมิภาคแอฟริกาเหนือที่เผชิญสงครามกลางเมือง
 
นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ประกาศรับผู้อพยพราวหนึ่งล้านคนเข้าเยอรมนีในปี 2015 และเป็นเหตุให้คะแนนนิยมของเธอร่วงลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ หลายชาติในสหภาพยุโรปยังต้องแบ่งโควตากันรับผู้อพยพบางส่วนด้วย
 
ขณะที่รัฐบาลอเมริกาใต้หลายชาติกำลังพยายามจำกัดจำนวนผู้อพยพจากเวเนซุเอลาที่กำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอันเลวร้าย โดยสถิติพบว่า มีชาวเวเนซุเอลาราวสองล้านคนได้หนีออกจากประเทศเพื่อไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าแล้ว
 
ปัญหาผู้อพยพมักจะเป็นที่สนใจขึ้นมา เมื่อผู้อพยพเหล่านั้นเดินทางมายังประเทศปลายทาง ที่ต้องรอแก้ปัญหาที่ปลายยอดภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งต้นเหตุที่แท้จริงนั้น คือปัญหาความเป็นอยู่และสถานการณ์รุนแรงในประเทศต้นกำเนิด ซึ่งผู้คนยังคงละเลย ในขณะที่เมื่อผู้อพยพสามารถเดินทางเข้าไปยังดินแดนใหม่ได้แล้วก็ยังต้องพบกับปัญหาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เพราะขาดสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต เช่น การเข้าถึงการศึกษาและการแพทย์ โดยเฉพาะผู้อพยพที่เป็นเด็กและเยาวชน นั่นเอง