x

Reasons to Read

  • นักภาษาศาสตร์จำนวนมากคิดว่า ในภาษาอังกฤษยุคก่อนโน้น คำว่า Fuck ใช้ในความหมายของการจู่โจมหรือโจมตีมากกว่าใช้ในความหมายทางเพศ และถ้าจะย้อนรอยกลับไปจริงๆ บางกระแสก็บอกว่า คำคำนี้ปรากฏครั้งแรกในปี 1287 และไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องทางเพศ 
  • แท้จริงแล้วคำว่า Shit ที่พูดกันให้เกร่อไปหมดในปัจจุบันจนแทบจะไม่ใช่คำหยาบไปแล้วนั้น เป็นคำที่มีประวัติศาสตร์ที่รุ่มรวยมากนะครับ มีการใช้กันทั้งในภาษาตระกูลเยอรมันและสแกนดิเนเวีย ทำให้คำนี้เป็นคำที่เก่าแก่ที่สุดคำหนึ่ง 

 

ในภาษาอังกฤษ มีคำอยู่ 7 คำ ที่ถือกันว่าเป็น ‘บาป’ หากจะพูดออกโทรทัศน์ โดยนักแสดงตลกอย่าง จอร์จ คาร์ลิน (George Carlin) เคยบอกไว้ (แบบเสียดสี) ว่าคำทั้งเจ็ดคือ Shit, Piss, Fuck, Cunt, Cocksucker, Motherfucker และ Tits

ถ้าแปลตรงๆ คำว่า Shit ก็คือขี้, Piss คือเยี่ยว, Fuck คือเ-ด, Cunt คือจิ๋ม, Cocksucker คือการดูดจู๋, Motherfucker คือ เ-ดแม่ และสุดท้าย Tits ก็คือนม

ที่จริงแล้ว คำเหล่านี้ไม่ได้ถูกห้ามโดยตรงนะครับ แต่ว่าในยุค 70s เคยมีกรณีร้องเรียนว่า มีการพูดคำเหล่านี้ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมคือช่วงบ่ายสองโมง ทำให้เกิดการโต้เถียงกันขนานใหญ่ในสังคมอเมริกัน แล้วที่สุดก็เกิดกฎเกณฑ์กันขึ้นมาว่า คำประเภทที่ indecent (ไม่เหมาะสม) นี้ สามารถพูดได้เฉพาะช่วงหลังสี่ทุ่มจนถึงหกโมงเช้าเท่านั้น อันเป็นช่วงที่คิดกันว่าเด็กไม่ค่อยดู แล้วหลักเกณฑ์นี้ก็เป็นที่นิยมใช้กันไปทั่วโลก รวมถึงในเมืองไทยเราด้วย ที่มีการประยุกต์หลักเกณฑ์นี้มาใช้กับโฆษณาเหล้าบุหรี่ (ในยุคหนึ่ง) 

แม้จริงอยู่ว่าในทศวรรษ 60s-70s คนไม่ค่อยกล้าพูดคำพวกนี้ออกทีวี หรือจริงๆ คำที่หยาบน้อยกว่านี้ก็ไม่พูดเหมือนกัน แต่ในชีวิตจริงแล้ว คำอย่าง Fuck Shit Cunt นี่ ใช้กันเกร่อไปหมดนะครับ แล้วพอมาถึงปัจจุบันนี้ เราก็คงเห็นว่าในซีรีส์หรือภาพยนตร์มากมาย ก็พยายามนำเสนอ ‘ความจริง’ ที่ว่าคนพูดศัพท์เหล่านี้กันจนเป็นปกติ

ล่าสุด ถ้าใครได้ดูหนังเรื่อง The Favourite ที่นำแสดงโดยโอลิเวีย โคลแมน (Olivia Colman) ในบทของ ‘ควีนแอนน์’ แห่งอังกฤษจนกระทั่งได้รับรางวัลออสการ์ไปครอง ก็คงรู้นะครับว่าหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยคำว่า Fuck และ Cunt (อาจจะไม่มี Shit หรือคำอื่นๆ) 

หลายคนอาจคิดว่า คำทำนองนี้ต้องเกิดขึ้นเพราะคนรุ่นใหม่แน่ๆ เลย แต่ที่จริงแล้วถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของ Dirty Words เหล่านี้ เราจะพบว่าคำพวกนี้มีกำเนิดมาตั้งแต่โบราณแล้วนะครับ อย่างในราชสำนักของควีนแอนน์ (คือต้นศตวรรษที่ 18) ก็มีการพูดคำเหล่านี้กันเป็นปกติ

เอาเข้าจริง คำว่า Fuck นั้น คิดกันว่าน่าจะอยู่ในภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ก่อนศตวรรษที่ 15 แล้วนะครับ มีการ ‘เดา’ กันว่า คำนี้น่าจะรับมาจากหลายภาษา เช่น จากภาษาเยอรมันว่า ficken ภาษาดัตช์ว่า fokken ภาษานอร์เวย์ว่า fukka และภาษาสวีดิชว่า focka หรือ fock 

ที่น่าสนใจก็คือ คำแปลของคำว่า fuck ในภาษาต่างๆ นั้นมีหลายความหมาย ตั้งแต่การผสมพันธุ์ไปจนถึงการจู่โจมหรือโจมตี และบางภาษา เช่น fock ของสวีเดน ก็แปลว่าอวัยวะเพศชายได้ด้วย 

อย่างไรก็ตาม นักภาษาศาสตร์จำนวนมากคิดว่า ในภาษาอังกฤษยุคก่อนโน้น คำว่า Fuck ใช้ในความหมายของการจู่โจมหรือโจมตี (คือ Strike) มากกว่าใช้ในความหมายทางเพศ และถ้าจะย้อนรอยกลับไปจริงๆ บางกระแสก็บอกว่า คำคำนี้ปรากฏครั้งแรกในปี 1287 ว่า Wyndfuck หรือ Wyndfuk ซึ่งหมายถึง Windfucker อันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องทางเพศ ทว่าเป็นการลอยไปตามลมหรือต่อสู้กับกระแสลม

ส่วนคำว่า Shit ที่พูดกันให้เกร่อไปหมดในปัจจุบันจนแทบจะไม่ใช่คำหยาบไปแล้วนั้น เชื่อกันว่าเป็นคำที่รับมาจาก Old English ซึ่งมีคำว่า Scite แปลว่า Dung หรือมูลสัตว์ แล้วก็ยังมีคำว่า Scitte แปลว่าท้องร่วง

ที่จริงแล้ว คำว่า Shit มีประวัติศาสตร์ที่รุ่มรวยมากนะครับ มีการใช้กันทั้งในภาษาตระกูลเยอรมันและสแกนดิเนเวีย ทำให้คำนี้เป็นคำที่เก่าแก่ที่สุดคำหนึ่ง ตำนานหนึ่งเล่าว่า คำว่า Shit มาจากการเก็บมูลสัตว์เอาไว้ที่ใต้ท้องเรือ ซึ่งมันก็จะเปียก ทำให้เกิดการหมักแล้วได้เป็นก๊าซมีเทนนำมาใช้ประโยชน์ได้ แต่ถ้ามีใครถือตะเกียงลงไปข้างล่างนั่นก็จะเกิดระเบิดขึ้นมา ทำให้ต้องมีการติดป้ายเตือนเอาไว้ว่า Shit 

ตำนานนี้เล่ากันสนุกๆ แต่ไม่น่าเป็นจริง เพราะคำว่า Shit น่าจะมีมาก่อนหน้าที่เราจะสามารถสร้างเรือลำใหญ่ขนาดนั้นได้ แต่โดยสรุป ก็ยังไม่แน่ใจกันเท่าไหร่นะครับว่าคำว่า Shit มีที่มาจากไหนกันแน่ เพราะเราไม่ค่อยใช้คำนี้อย่างเป็นทางการ จึงไม่ค่อยมีการบันทึกเอาไว้ แต่นักภาษาศาสตร์ทุกคนเชื่อว่าเป็นคำเก่าแก่แน่ๆ เพราะมนุษย์เราย่อมต้องกระทำอาการ Shit กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้ว และนักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องของความขยะแขยง ก็บอกว่าที่มนุษย์เรารู้สึกขยะแขยง ‘ขี้’ ก็เพื่อเป็นกลไกป้องกันตัวเองไม่ให้สัมผัสโดนเชื้อโรคที่อยู่ในนั้น เป็นกลไกที่เกิดขึ้นจากกระบวนการวิวัฒนาการของสมองกันเลยทีเดียว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่คำคำนี้จะกลายเป็นคำหยาบหรือคำด่าไปในที่สุด

ทั้ง Shit และ Fuck นั้น ถ้าดูในปัจจุบันจะเห็นว่ามี ‘ระดับความหยาบ’ ที่ใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเป็นคำว่า Cunt นี่สิครับ หลายคนรู้สึกว่าเป็นคำที่หยาบมาก คือหยาบกว่า Shit และ Fuck เสียอีก เพราะคำว่า Shit และ Fuck ถูกนำมาใช้เป็นคำอุทานไปแล้ว แต่คำว่า Cunt ยังคงรักษาสถานะการเป็น ‘คำด่า’ อยู่อย่างเหนียวแน่น คำนี้จึงให้ความรู้สึกรุนแรงกว่ามาก บางคนบอกว่า นี่คือคำที่เป็น The Most Heavily Tabooed Word of All English Words หรือพูดได้ว่าเป็นมารดาแห่งคำหยาบทั้งปวงก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า Cunt มีที่มาจากไหน เพราะคำทำนองนี้แพร่หลายกระจายอยู่ทั่วไป เช่นคำว่า Kunta ในภาษา Old Norse หรือ Kunte ในภาษาตระกูลเยอรมัน หรือ Conte ในภาษา Middle Dutch เป็นต้น แต่ที่น่าสนใจก็คือ แต่เดิม คำว่า Cunt ไม่ได้เป็นคำหยาบ เป็นคำที่ใช้เรียกผู้หญิงโดยทั่วไป แต่อาจจะหมายถึงผู้หญิงที่ร้ายๆ หน่อย

อย่างไรก็ตาม ในอังกฤษ จะมีชื่อถนนที่เรียกว่า Gropecuntlane ซึ่งหมายถึงย่านโสเภณี นั่นแสดงว่าคำว่า Cunt ค่อยๆ เปลี่ยนความหมาย จากแค่การเรียกผู้หญิงทั่วไป (แม้จะร้ายๆ และรังเกียจอยู่ลึกๆ) มาเป็นคำที่มีความหมายในเชิงด่ามากขึ้น นอกจากนี้ยังมีชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับคำว่า Cunt อีกหลายชื่อ เช่น Shavecuntewelle ในเคนต์ หรือ Cuntewellewang ในลินคอล์นไชร์ ซึ่งใช้เรียกลักษณะภูมิประเทศที่เป็นป่าแคบยาว ​โดยรากศัพท์แล้วคำนี้แปลว่าสวนของผู้หญิง หลายคนจึงคิดว่าน่าจะเป็นการอุปมาเปรียบเทียบภูมิประเทศกับอวัยวะเพศหญิง

อย่างไรก็ตาม มีคนบอกว่าคำว่า Cunt นั้น เป็นเฟมินิสต์มากกว่าคำว่า Vagina เพราะ Vagina รากเดิมเป็นภาษาละติน แปลว่าปลอกดาบ (คือเอาไว้หุ้มดาบอีกทีหนึ่ง) ถ้านั้น ถ้าไม่มีดาบ (คืออวัยวะเพศชาย) คำว่า Vagina หรือปลอกดาบ ก็จะไม่มีความหมาย ไม่เหมือน Cunt ที่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง

การสืบสาวราวเรื่องคำหยาบและคำต้องห้ามเหล่านี้ในภาษาอังกฤษ ทำให้เราเห็นรากและที่มาของคำ ซึ่งเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคต่างๆ

ที่มาของคำเหล่านี้จึงไม่ธรรมดาเลยจริงๆ