x

Reasons to Read

  • แม้กระแส #MeToo จะโด่งดังมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2017 แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า มันเพิ่งมาผลิดอกออกผลจริงจังให้เราได้ชมผ่านภาพยนตร์ดังก็ตอนเทศกาลล่ารางวัลที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ นี่เอง
  • คุณอาจกำลังนึกแย้งว่า “ก็ไม่เห็นมีหนังเรื่องไหนที่เป็นหนังที่กดขี่ทางเพศผู้หญิงเลยสักเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้หญิงโดนข่มขืน” มองแค่นั้น มันก็ใช่ เพราะคตินิยมสิทธิสตรี (Feminism) มักจะชูเรื่องการข่มขืนหรือการล่วงละเมิดทางเพศ การทำร้ายร่างกาย และการกระทำรุนแรงในครอบครัวต่อผู้หญิงอยู่บ่อยๆ 

แต่ประเด็นเหล่านั้นมันกลายเป็นความลักลั่นในทางทฤษฎีของเฟมินิสต์ในแต่ละยุคที่มาๆ ไปๆ (นักวิชาการจำแนกทฤษฎีของเฟมินิสต์ว่ามี 4 ยุค แต่ละยุคจะเน้นประเด็นที่แตกต่างกันไป) เฟมินิสต์สายเสรีนิยมยุคมิลเลนเนียม ได้ยกระดับแนวคิดของเฟมินิสต์ให้กลายเป็นการเมืองเรื่องเพศ (Sexual Politics) ในระดับที่ละเมียดละไมขึ้น โดยโจมตีว่าการหยิบประเด็นเรื่องการข่มขืน การทำร้ายร่างกาย และการกระทำรุนแรงในครอบครัวต่อผู้หญิง เป็นความคิดของเฟมินิสต์สายอนุรักษนิยมที่คร่ำครึและล้าหลัง ทว่า ‘การถูกกดทับความเป็นหญิงโดยมนุษย์เพศชาย’ นั้นสำคัญกว่า มีหลายเรื่องที่ละเอียดอ่อน และบ่อยครั้งที่ผู้หญิงเองก็เลือกที่จะ ‘จำยอม’ ให้มันเกิดขึ้น จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ผู้หญิงจึงจำต้องเข้าใจในสภาวะการถูกกดทับนั้น แล้วเอาคืนจากผู้ชายบ้าง หรือลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้งของตัวเองจึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

แล้วที่กล่าวไปข้างต้นเกี่ยวอะไรกับหนังช่วงเทศกาลล่ารางวัล มีหนัง 3 เรื่องที่พูดถึงประเด็นเหล่านี้อยู่ในเนื้อเรื่อง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนักว่าท่านผู้อ่านจะตีความแบบที่ผมมองหรือไม่? The Wife (2017), Roma (2018) และ The Favourite (2018) คือหนังที่หยิบยกประเด็นเหล่านี้มาใช้ได้อย่างชาญฉลาด (ยิ่งวันนี้ 8 มีนาคม คือวันสตรีสากลด้วย ช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน อย่าดูถูกพลังหญิงไปนะครับ) พวกเธออาจจะโฉ่งฉ่างในการแสดงออกที่ก้าวร้าว แต่เมื่อใดก็ตามที่พวกเธอรุกคืบ สามีที่กลัวเมียน่าจะทราบสิ่งนี้เป็นอย่างดีว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

หนังที่พูดถึงประเด็นเรื่อง ‘การถูกกดทับ’ ได้ดีที่สุดใน 3 เรื่องนี้ ผมยก The Wife ยืนหนึ่ง และนั่นก็ทำให้ เกลนน์ โคลส (Glenn Close) ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำไปครองแบบสบายๆ การถูกกดทับของภรรยาอย่างโจน เป็นสิ่งที่เฟมินิตส์คงพูดได้คำเดียวว่า ยายป้านี่ดันจำยอมเองทำไมวะ หากคุณได้ชมภาพยนตร์ ประโยคที่พลิกชีวิตเธอก็คือคำพูดของ อีเลน โมเซลล์ (อลิซาเบธ แมคโกเวิร์น) นักเขียนหญิงอีกท่านหนึ่งในหนังที่เตือนโจนว่า Don’t ever think that you can get their attention… the men, the ones who decide who gets to be taken seriously.” เหมือนต้องการเตือนเธอว่า หนูอย่าเสนอหน้าทำตัวเด่นกว่าสามีเลยนะ เพราะบรรดาบรรณาธิการและผู้อนุมัติการพิมพ์ทั้งหลายแหล่ในสำนักพิมพ์ดังๆ ล้วนถูกบุรุษยึดอำนาจไว้หมดแล้ว และมันยากยิ่งนักที่นักเขียนหญิงจะถูกยกย่องให้เชิดหน้าชูตาเทียบเท่านักเขียนชาย อย่าลืมว่าซีนในหนังเป็นช่วงปลายยุค 50s ที่ขบวนการเฟมินิสต์เองก็ยังก่อร่างสร้างตัวเองได้ไม่แข็งแรงพอ

บทสนทนาในตอนนี้เป็นเหตุให้โจนเลือกที่จะไม่เขียนนวนิยายใดๆ เลยสักเล่ม ทั้งๆ ที่ความสามารถของเธอนั้นก็เหมือนกับคำกล่าวที่เธอพูดไว้ในหนังว่า “I’m the King maker.” เธอยอมรับการกดทับดังกล่าว และกลายเป็นโกสต์ไรเตอร์ให้สามีในงานเขียนหลายๆ ชิ้น หากมองโจนอย่างเข้าใจ โจนก็เป็นผู้หญิงในคตินิยมแบบคริสเตียนอนุรักษ์นิยม (บางคนก็เรียกว่าเป็นคตินิยมของพวก Puritan แบบอเมริกัน ที่ให้เกียรติสามี ยอมให้เขาเป็นช้างเท้าหน้าและเชิดชูสถาบันครอบครัว) เรื่องทั้งหมดมันคงจบลงง่ายและไม่ระเบิดอารมณ์ใส่กัน หากงานของสามีไม่ได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม หนังนำไปสู่ความขัดแย้งที่บาดลึก ส่วนจุดจบจะเป็นอย่างไรนั้น ไปหาชมกันนะครับ เป็นหนังดีที่ห้ามพลาด บทนี้หากไม่ได้ เกลนน์ โคลส มาแสดง หนังคงมาไม่ถึงจุดนี้แน่ๆ

สำหรับ Roma หนังที่ อัลฟอนโซ กัวรอน (Alfonso Cuarón) เคลมว่าเป็นหนังที่เกี่ยวพันกับช่วงชีวิตในวัยเยาว์ของเขา แต่นั่นน่าจะเป็นแค่ประเด็นการเติบโตมาในช่วงที่ทวีปอเมริกา (เหนือและใต้) เต็มไปด้วยกระแสการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม (หรือจะเรียกว่ากระบวนการคอมมิวนิสต์ก็ไม่ผิดนัก) ที่มีคนดังอย่าง ฟิเดล กัสโตร และ เช เกเบรา อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ เม็กซิโกเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่ภูมิศาสตร์ของประเทศที่อยู่ติดชายแดนกับสหรัฐอเมริกาซะขนาดนั้น มีหรือที่พี่กันจะยอมให้เกิดขึ้นง่ายๆ ฉากหลังที่มีการประท้วงของนักศึกษา น่าจะเป็นหนึ่งในความทรงจำของกัวรอนที่อยากจะบอกกับโลก (เช่นเดียวกับเลข 21 และสุนัข ที่มักจะปรากฏกายในหนังของเขาทุกเรื่อง)

แต่ประเด็นการนำเสนอชีวิตของสาวใช้ระดับล่างในครอบครัวไฮโซ ดูจะเป็นเรื่องราวที่ทำให้หนังมาไกลได้ขนาดนี้ ตัวเนื้อเรื่องดูเหมือนไม่มีอะไรหวือหวา แค่ชีวิตของสาวใช้คนหนึ่งที่เกิดมีความรักกับเขาขึ้นมาบ้าง ท่ามกลางวิกฤติครอบครัวของเจ้านายที่คุณผู้ชายดันหนีไปมีเมียใหม่ ทำให้คุณผู้หญิงต้องพยายามปกปิดเรื่องราวเหล่านี้ไม่ให้ลูกทราบ และบังเอิญเหลือเกินที่สาวใช้ก็โดนฟันแล้วทิ้ง เพราะเธอดันท้อง เมื่อเหตุการณ์ทั้งสองโคจรมาพบกัน ผู้หญิงต่างชนชั้นแต่หัวอกเดียวกัน จึงทอดทิ้งกันไม่ได้ เพราะทั้งสองเป็นฝ่ายถูกกระทำทั้งคู่ คุณผู้หญิงในบ้านโดนสามีทิ้งไปดื้อๆให้เธอต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกสี่ ไหนจะหญิงชรา คนใช้อีกสอง และคนขับรถอีกหนึ่ง ส่วนสาวใช้นั้น เมื่อเธอตั้งครรภ์ คุณผู้หญิงก็เข้าใจหัวอกผู้หญิงด้วยกัน จึงพยายามช่วยเหลือเธอทุกอย่างเสมือนคนในครอบครัว แม้ทุกอย่างจะผ่านไปไม่ง่าย เพราะสาวใช้เกิดคลอดลูกและลูกก็ดันมาเสียชีวิตในช่วงวิกฤต ส่วนคุณผู้หญิงก็ต้องหางานทำและรวบรวมความกล้าเพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกๆ เธอได้ฟัง ช่วง 15 นาทีสุดท้ายของหนังจึงเป็นช่วงที่พีกที่สุด

ส่วนความพีคของ The Favourite ของผู้กำกับฯ ยอร์กอส ลานธิมอส (Yorgos Lanthimos) จาก The Lobster (2015), Dogtooth (2009) ไม่ได้มีแค่เรื่องราวที่สนุกสนานปนวิปลาสในราชสำนักฝ่ายในของราชวงศ์อังกฤษ ที่ส่งให้ โอลิเวีย โคลแมน (Olivia Coleman) ซิวรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเท่านั้น หนังยังสะท้อนเรื่องชนชั้น (เจ้านาย-สาวใช้) รวมถึงการเป็นผู้ถูกกระทำและเอาคืนของมนุษย์เพศหญิงได้อย่างแสบสัน หนังเล่าเรื่องราวในยุคของควีนแอนน์ ที่ปกครองประเทศในช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เพราะนอกจากจะมีพระราชินีปกครองประเทศแล้ว ผู้ควบคุมรัฐบาลตัวจริงก็คือเลดี้ ซาราห์ มาร์ลโบโรห์ (ราเชล ไวสซ์) ซึ่งเป็นหญิงคนสนิทของพระองค์ แน่นอนว่า เมื่อผู้หญิงปกครองประเทศ มนุษย์เพศชายก็ไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก ยิ่งเป็นช่วงวิกฤติที่อังกฤษต้องทำสงครามกับฝรั่งเศสด้วยแล้ว การเมืองภายในราชสำนักจึงเต็มไปด้วยการเมืองระหว่างเพศ ที่บรรดาขุนนางชายฝ่ายตรงข้าม นำโดย ฮาร์วีย์ (นิโคลัส เฮาลต์) พยายามจะหักเหลี่ยมเลดี้ซาราห์ในหลายๆ ประเด็น โดยเฉพาะการขึ้นภาษีที่ดิน

การพยายามล็อบบี้ฝ่ายต่างๆ ไม่เป็นผล จนกระทั่งมีการปรากฏตัวของอะบิเกล (เอมมา สโตน) สาวใช้คนใหม่ของเลดี้ซาราห์ ผู้มีความทะเยอทะยานชนะเลิศ จากเด็กรับใช้ในครัว มาสู่นางต้นห้องคนสำคัญของเลดี้ซาราห์ ฮาร์วีย์เห็นเธอมีโอกาสใกล้ชิดพระราชินีจึงข่มขู่ให้อะบิเกลแปรพรรคมาร่วมมือกับบรรดาขุนนางยังบลัด ไม่เช่นนั้นชีวิตคงไม่สวยงามนัก อะบิเกล แม้จะตกอยู่ในสภาพจำยอม เป็นเธอก็ตีสองหน้าเก่งนัก เพราะมันเป็นโอกาสเดียวที่จะเขี่ยเลดี้ซาราห์ทิ้งไปซะ แล้วก็ยึดตำแหน่งนางสนองพระโอษฐ์มาไว้กับมือเพื่อกุมอำนาจฝ่ายในให้มาเป็นของเธอโดยการใช้ผู้ชายเป็นเครื่องมือและเอาตัวเองเข้าแลกกับควีนแอนน์ เพราะเธอดันรู้ความลับที่ว่า องค์ราชินีกับเลดี้ซาราห์เป็นคู่เลสเบี้ยน

หนังทั้ง 3 เรื่องเหมือนเป็นหนังที่มากระตุกสามัญสำนึกมนุษย์เพศชายและเพศหญิงด้วยกันว่า การถูกกดทับหรือการเป็นผู้ถูกกระทำนั้น ผู้หญิงเองจะมองออกหรือไม่ ถ้ามองออกและรู้จักเอาคืน มนุษย์เพศชายก็เตรียมตัวไว้ได้เลย และมนุษย์เพศชายเองก็ต้องพึงระวังการกระทำของตัวเองด้วย เพราะการถูกกดทับมันละเอียดอ่อน ซึ่งแค่กระแส #MeToo ที่เรียกร้องความเท่าเทียมและความเสมอภาคนั้น พูดแค่ปากยังไม่พอ มันต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วย เช่นเดียวกับเรื่องการเหยียดเพศ สีผิว และเชื้อชาติ