x

Reasons to Read

  • คุยกับผู้ชายจากปก GM ฉบับมกราคม 2562 สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ผู้ประสบการณ์ที่อัดแน่นและความรู้ด้าน SMEs ที่เขาได้ศึกษาอย่างเชี่ยวชาญทั้งจากหลักสูตรระดับโลก รวมไปถึงการใช้งานจริงที่เขาสั่งสมมานานเกือบ 20 ปี 
  • ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย และธุรกิจด้านส่งออกเสื้อผ้าที่เขาดูแลด้วยตัวเอง ย่อมทำให้ผู้อำนวยการหนุ่มคนนี้สร้างปรากฏการณ์ความแตกต่างให้กับวงการ SMEs 
  • ตลอดช่วงเวลา 2 ปีที่เขากุมบังเหียนได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะวงการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นเหมือนรากแก้วทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ไปดูกันว่าแม่ทัพ SMEs คนนี้จะมีวิสัยทัศน์และทิศทางอย่างไรในการสร้างความสำเร็จให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างไร 

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์การบริหาร จากมหาวิทยาลัยเกียวโต พ่วงปริญญาโทด้านการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เคยทำงานในบริษัทชั้นนำอย่าง บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ก่อนจะออกมาดูแลกิจการของครอบครัว และเข้าซื้อกิจการ บริษัท ไทย คาเนตะ จำกัด ผู้ผลิตเสื้อผ้าจากประเทศญี่ปุ่น วันนี้ของคุณเสือ หรือ สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล มาในบทบาทผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

แน่นอนว่าประสบการณ์ที่อัดแน่นและความรู้ด้าน SMEs ที่เขาได้ศึกษาอย่างเชี่ยวชาญทั้งจากหลักสูตรระดับโลก รวมไปถึงการใช้งานจริงที่เขาสั่งสมมานานเกือบ 20 ปี ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย และธุรกิจด้านส่งออกเสื้อผ้าที่เขาดูแลด้วยตัวเอง ย่อมทำให้ผู้อำนวยการหนุ่มคนนี้สร้างปรากฏการณ์ความแตกต่างให้กับวงการ SMEs ตลอดช่วงเวลา 2 ปีที่เขากุมบังเหียนได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะวงการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นเหมือนรากแก้วทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

ไปดูกันว่าแม่ทัพ SMEs คนนี้จะมีวิสัยทัศน์และทิศทางอย่างไรในการสร้างความสำเร็จให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างไร 

“พอได้รับประกาศ 10 ตุลาคม ผมก็เริ่มงานวันต่อมาเลย หลังจากนั้นหนึ่งปีที่ผ่านมา ชีวิตผมเปลี่ยนไปพอสมควร แต่เพราะว่าเป็นภารกิจของชาติ ต้องช่วยให้ชุมชน SMEs แข็งแรงให้ได้ ผมเลยบอกกับครอบครัวและทุกคนที่เกี่ยวข้องว่า เป็นช่วงที่เราได้ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย เพราะได้มาทำงานสร้างประโยชน์ให้กับสังคม” สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล เล่าย้อนไปถึงวันที่ 21 กันยายน 2560 ในวันแรกที่ คสช. เชิญเขามาเป็นผู้อำนวยการของ สสว. 

“สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือไลฟ์สไตล์ ถ้าใครรู้จักก็จะรู้ว่าผมเป็นคนบ้างานอยู่แล้ว คือที่ผ่านมาชีวิตก็เรียบง่ายมากเลย มีแบบครอบครัว มีงานของตัวเอง แล้วก็มีโบสถ์ที่ผมเป็นคาทอลิก ไปทำงานช่วยโบสถ์ในวันอาทิตย์ด้วย ปัจจุบันทั้งหมดยังเหมือนเดิมแต่เพิ่มลำดับแรกก่อนคืองาน SMEs จากชีวิตเรียบง่ายเพิ่มมาคือโจทย์ที่ชัดเจนขึ้น กับเวลาที่น้อยลง ผมยังเคยแซวตัวเองว่า ตอนนี้เราทำงานแบบหมีแพนด้า เริ่มงาน 7 โมงเช้า เลิก 4-5 ทุ่ม นอนน้อยจนตาคล้ำ” 

ผู้อำนวยการ สสว. หัวเราะอย่างอารมณ์ดี และขยายความถึงโมเดลปรับปรุง SMEs ที่เรียกว่า Re-inventing SMEs Future รวมถึงการวางยุทธศาสตร์ ทั้ง Transformation, Internalization และ Cooperative Network ไปพร้อมๆ กัน

“สามสิ่งนี้เป็นการผลักดัน SMEs ให้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ที่ต้องปรับ Mindset หรือกระบวนการคิดก่อนว่าจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ที่ใด ด้วยวิธีการใด จะมีการสนับสนุนจากทาง สสว. และหน่วยงานกลางและหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนจะทำอะไรบ้าง ก็เลยคิดคำว่า Re-inventing SMEs Future ขึ้นมา โดยที่จะบอกว่า จะพลิกสู่อนาคตของ SMEs ด้วยเรื่องอะไรบ้าง ก็มองว่าต้องมีสามเรื่องที่ต้องเป็นเรื่องหลักคือ Transformation ตั้งแต่อยากจะทำธุรกิจ เริ่มต้นอย่างไร ออกโมเดลให้เกิดเป็น SMEs Startup ซึ่งเรามองว่าการเริ่มเป็นนักธุรกิจจะใช้แค่ว่าเรื่องความชอบไม่ได้ ควรมองโอกาสความเป็นไปได้ด้วยว่า เริ่มต้นวันนี้จะได้เติบโตในวันหน้าได้ทัน มีโมเดลธุรกิจที่ใช่ มีกลุ่มโฟกัสกรุ๊ปของลูกค้าที่ชัดเจน ทำให้เครื่องมือที่เข้ามาให้ทำธุรกิจในวันนี้เองเติบโตด้วยความแตกต่าง สร้างความโดดเด่นของธุรกิจตั้งแต่ต้น และที่สำคัญคือโดนใจตัวกลุ่มเป้าหมาย” แม่ทัพ SMEs ย้ำจุดยืนแนวคิด

“การ Transformation ต้องมีเครื่องมือที่ทำให้ SMEs มีส่วนร่วม เช่น มาตรการส่งเสริม SMEs ในเชิงคุณภาพของสินค้า ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไร ยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการขึ้นมาได้อย่างไรให้เป็นที่ยอมรับสนับสนุน Digitalization เตรียมพร้อมเปลี่ยนแปลงซึ่งเราทำ www.smeone.info ขึ้นมาเป็นแพลตฟอร์มกลางที่ร่วมกับ 9 กระทรวง, 25 หน่วยงาน กับอีกกว่า 50 เครือข่ายที่มีหน้าที่ส่งเสริม SMEs ให้ข้อมูลส่งเข้ามาที่แฟลตฟอร์มนี้ ให้ SMEs แค่เดินเข้ามา เรียกว่าทุกเรื่องครบจบในที่เดียวเลย”

สุวรรณชัยตั้งเป้าให้บริการนี้เป็น One-Stop Service โดยใช้สโลแกน SMEs One คือ ทุกเรื่อง SMEs ครบ จบ ในที่เดียว โดย สสว. จะเป็นหน่วยงานหลักส่งเสริม SMEs และในปลายปี 2564 คาดว่า SMEs จะต้องก้าวสู่ระดับสากล เพื่อเชื่อมโยงไปเรื่อง Internalization คือการก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาค และก้าวสู่การเป็น Global SMEs โดยทำร่วมระหว่าง SMEs ของแต่ละประเทศ ซึ่งจากสถิติ SMEs ไทยมีความได้เปรียบ แต่ต้องเตรียมพร้อมเรื่องการตลาดหรือการค้าระหว่างประเทศตามการแข่งขันที่สูงขึ้น ผู้บริหารไฟแรงกล่าวเสริมว่า

“การทำให้ SMEs เข้าใจการค้าออนไลน์ หรือ E-commerce เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ สสว. มองว่าเป็นเรื่องของการพา SMEs เข้าสู่การค้าสากลด้วย ในเรื่องนี้เอง สสว. ทำอย่างจริงจังมาก ก็คลอดกระบวนการใหม่ๆ ขึ้นมาด้วย มีกิจกรรม SME 1 BAHT ขึ้นมา SME 1 BAHT ก็เป็นเหมือนตุ๊กตาที่เราให้ทีมงานเราเข้าใจกลไกว่าเรามีหน้าที่ส่งเสริม SMEs คือต้องเห็นปลายทางว่า เขาขายได้ ขายเป็น และรู้วิธีการขายจริง”

ผู้อำนวยการ สสว. อธิบายวัตถุประสงค์ และกระบวนการให้เห็นภาพตั้งแต่การซื้อขายขนส่งระบบโลจิสติกส์ การเก็บเงินจากผู้ซื้อ ซึ่งทั้งหมดจะอยู่ในแพลตฟอร์มแบบครบวงจร ซึ่งต่อไปจะทำการประชาสัมพันธ์ให้คนไทยซื้อสินค้าของ SMEs ไทย ผ่าน SME 1 BAHT มากขึ้น

“ด้าน Cooperative Network การไปสู่การค้าระหว่างประเทศ เราได้จับมือกับนานาชาติอย่างสินค้าฮาลาลเราก็พาไปมาเลเซีย กลุ่มอาหารเราพาไป Food Taipei ที่ไต้หวัน พาไป Food Hong Kong ที่ฮ่องกงด้วย เราพาไปญี่ปุ่น ที่นางาซากิก็เพื่อเป็นการเจาะลึก พาไปอินเดียสำหรับสินค้าพวกไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มคนที่เป็น Hi-end Luxury Product หรือสินค้า Creative คนอินเดียเขาจะซื้อไปตกแต่งบ้าน เราก็พาไปที่อินเดียด้วย เป็นต้น เราเลือกเจาะลึก และโฟกัสกรุ๊ปว่าอยู่ที่ไหน เราพาไปพบกลุ่มที่เหมาะสม พาไปหากลุ่มที่ใช่ สิ่งที่ทำให้เราดีใจคือว่าแต่ละรายที่ไปได้ลูกค้าในงานทันที” 

ผู้อำนวยการ สสว. เล่าความสำเร็จให้เราฟัง ที่ผ่านมาสุวรรณชัยมีประสบการณ์การเป็น SMEs โดยทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าและสิ่งทอมาก่อน เลยนำหลักการทำตลาด การบริหารจัดการ หรือการพัฒนาให้ดีขึ้นได้

“เส้นทางสู่ความสำเร็จของ SMEs แต่ละรายไม่เหมือนกัน เรา Customized Service นี่คือสิ่งที่ สสว. ทำในยุคนี้ และขยายผลต่อเนื่องให้เกิดเอ็กซ์คลูซีฟในการทำธุรกิจ ธุรกรรมให้ SMEs แต่ละกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน อะไรที่เป็น Platform เราออกแบบไว้เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาหาเราได้ง่ายขึ้น อะไรที่เป็นระบบส่งเสริมที่แตกต่างกัน สสว. ค่อยๆ คลอดระบบส่งเสริมออกมาในแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกันได้ เรามีโครงการ Train The Coach มีทั้ง Biz Mentor ให้คำปรึกษาพื้นฐาน Tech Expert แนะนำเครื่องมือ และ Biz Transformer กลุ่มนี้เป็น Visionary สร้างแรงบันดาลใจ แรงกระตุ้นให้ Biz Mentor กับ Tech Expert ได้เห็นอนาคต เป็นเหมือนพวก Futurist ที่มองไปไกลกว่าคนอื่นเขา” 

ส่วนใหญ่ SMEs คือการทำธุรกิจ ที่มีการแข่งขันเรื่องความลับทางการค้า สุวรรณชัยมีวิธีการอย่างไรให้คนในสงครามการค้ามาทำงานร่วมกันได้

“เราต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน เราจะบอกทุกๆ คนไว้ว่า อะไรที่เป็น Confidential มาก ฃๆ ตัดสินใจเองได้ว่าเปิดเผยได้ขนาดไหน เราจะให้เกียรติซึ่งกันและกัน และคีย์เวิร์ดที่เราใช้ตลอดเวลาการทำงานตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาคือ ใช้คำว่า Win-Win ระหว่างเราและสังคม ระหว่างองค์กรกับประเทศ ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน ระหว่างกับคนรู้จักที่ทำงานของงาน เพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อนของผลประโยชน์ แต่เอาจริงตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ยิ่งให้ยิ่งได้รับ ยิ่งเปิดยิ่งได้รับ สิ่งที่กว้างกว่า โอกาสจะมากขึ้น โลกมันได้เปลี่ยนแปลงไปเห็นผ่านคนรุ่นใหม่ที่เขากล้าแสดงออก กล้าเปิดทาง สสว.จึงมองว่าเราจะเป็นเหมือนสะพานเชื่อมความสำเร็จ เรามีหน้าที่ทำสองด้านคือ สร้างสะพานนั้นขึ้นมาใหม่ ถ้ายังไม่มีใครเคยสร้างสะพานเลย กับสองเราเปลี่ยนกำแพงเป็นสะพาน โดยพื้นฐานของ SMEs เวลาเจออุปสรรค มันจะมีกำแพงกั้นอยู่ เราจะบอกทุกคนว่า ในเมื่อมีกำแพงกั้นอยู่ เราก็ทุบมันสิ ให้กำแพงมันหายไป”

แม้โครงการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นส่วนวิธีการส่วนใหญ่จะมาจากแนวคิดของเขา แต่ผู้อำนวยการหนุ่มก็ให้เครดิตทีมงานที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังด้วย 

“ผมต้องขอบคุณ สสว. จริงๆ ที่มีคนเก่งหลายประเภท คนเก่งคิด ฝ่ายแผนช่วยผมได้มาก คนเก่งเชื่อมโยงระหว่างประเทศช่วยผมได้มาก คนเก่งเชิง Operation ช่วยผมได้มาก อีกทั้งหน่วยสนับสนุนเก่ง Support ก็ช่วยทุกคนทุกฝ่ายได้ด้วย ทั้ง 4 กลุ่มนี้เป็น 4 กลุ่มหลักของ สสว. แต่ว่าผมต้องได้ DNA เดียวกับผมให้ได้คือ กล้าทำ กล้าคิด คิดแล้วทำทันที ผมกำลังรวบรวมคนแบบนี้ 

ปีแรกที่ผ่านมาผมกำลังรวบรวมคน กล้าคิด กล้าทำ ผมเอาแบบนี้ก่อนเลย กล้าคิด กล้าทำก่อนเลย คือเพราะไม่ต้องห่วง ผมเป็น ผอ. ที่พลาดได้ แต่ขอให้เป็นการพลาดด้วยสุจริตใจ เป็นการพลาดบนเนื้องาน ไม่ใช่เป็นการพลาดทำคนอื่นเดือดร้อน ไม่ใช่การพลาดด้วยกลไกของการไม่ซื่อตรง สสว. ยุคนี้ เพราะว่าอะไร เพราะว่าเราต้องทำให้กลุ่มของ SMEs รู้ไงว่า ต้องกล้าพลาด ถ้าคุณอยากเติบโตแล้วไม่กล้าพลาด อยู่ในคอมฟอร์ตโซนแล้วจะโตได้อย่างไร จะสำเร็จได้อย่างไรในเมื่อไม่กล้าพลาด เราต้องเริ่มต้นก่อน จึงมีกลไกปฏิบัติการบนแผน เราจะสร้างแผนหนึ่งขึ้นมา เราทดลองก่อน สสว. จึงทำกลไกนี้ผ่าน ปีที่ผ่านมา คือที่ผมกล้าพูดแบบนี้เพราะว่า ปีที่แล้ว ผม Invent ไปเรียบร้อยแล้ว ผมทำโมเดลธุรกิจ ผมต้องการสร้างระบบส่งเสริม SMEs ขึ้นมา ผม Invent แต่ละเรื่องผ่านกลไกปี 2561 เพื่อประกาศเป็นตัวอักษรว่า ตอนนี้ สสว. พร้อมแล้วที่จะพา SMEs สู่ SPEED : Smart Proactive Exclusive Digital SMEs พา SMEs สู่ SMEs Modernization”

หลังอยู่ในตำแหน่งแม่ทัพ SMEs ไทยทำงานมาได้ปีเศษ สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล มีแผนการขับเคลื่อนอย่างไรต่อไปในอนาคต  

“ผมก็มาจาก SMEs นะ ผมเป็น SMEs ที่มาทำเพื่อ SMEs ผมว่าหน้าที่หลักของผมในการทำงานเพื่อ สสว. ในวันนี้เป็นหน้าที่เดียวที่ทำเพื่อ SMEs ในวันหน้า ผมต้องสร้างบุคลากรที่เข้มแข็งและแข็งแกร่ง ให้มีกระบวนการที่เป็นคนกล้าคิดกล้าทำ กล้าสร้างสรรค์และไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นผมจะไม่ได้ดูอายุตัวเองว่าต้องทำงานกี่ปี แต่ทำทุกวันให้ดีที่สุด ทำทุกวันนี้ให้มีค่า และมีหน้าที่สร้างคนให้เติบโต ไปพร้อมกับความที่ผมกล้าคิด กล้าทำ ดังนั้น จริงๆ ผมแค่มีความคิดว่าผมอยากทำทุกวันให้ดีที่สุด ผมเหมือนได้รับพรจากพระที่ท่านนายกฯ ได้แต่งตั้งให้เป็น ผอ. ผมรู้สึกว่า สำหรับคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นสิ่งที่มันเกินตัว เป็นสิ่งที่ไม่คิดว่านี้จะได้รับโอกาสได้ทำงานเพื่อแผ่นดินมากขนาดนี้ เดือนแรกที่เข้ามาทำงานได้เข้าร่วมพระราชพิธีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผมก็ประกาศเองว่าผมจะทำให้ฟ้าภูมิใจ ผมจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อคนไทย จึงไม่คิดว่าจะต้องอยู่กี่ปี ไม่สำคัญหรอก ทำวันนี้ให้ดีก็พอแล้ว เพราะอนาคตสร้างด้วยกลไกอย่างพวกเรา”

สุวรรณชัยมองว่าหนึ่งในนิยามความสำเร็จของ SMEs อยู่ที่การเพิ่มสัดส่วนให้ได้ 45% ภายในปี 2564 จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 42.8% ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะตอนนี้งบประมาณที่ลงไปที่ SMEs ทำให้ต้องคิดองค์ประกอบให้ครบและมองบนยุทธศาสตร์เดียวกัน

“การทำงานแบบร่วมกันแบบบูรณาการเป็นสิ่งสำคัญ ปีนี้ผมจึงทำงานหนักมากกว่าความเป็นจริง 5 เท่า ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แก้อดีตเพื่อสร้างระบบ ทั้งองค์กร ทั้งเรื่องไอที เพราะอนาคตเราจะทำเป็น Big Data ให้ได้ โดยสร้างอนาคตผ่านกลไกใหม่ๆ ที่ สสว. กำลังออกแบบผ่าน SMEs Modernization รวมถึงโจทย์ที่รัฐบาลสั่ง ที่เป็นโจทย์เร่งด่วน ที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนด้วย จึงต้องทำ 5 เรื่องนี้ ต้องแบบปรับเร็ว เป็นข้อดีที่พระให้พรผมมา ผมเป็นคนปรับโหมดได้ไว ผมเป็น Action Man ผมเป็นคนปฏิบัติการมาตลอดชีวิต ผมคนคิดและทำ”

ในประเด็นที่ว่า Startup กับ SMEs แตกต่างกันนั้น ผู้อำนวยการ สสว. กลับมองต่างว่า จริงๆ แล้วมันมีส่วนที่เหมือนกันได้

“จริงๆ ความเชื่อมโยงคือคำว่าผู้ประกอบการเหมือนกัน แต่คำว่า Startup มาเกิดบนโลกปัจจุบันที่เป็น Technology Oriented เวลาพูดถึง Startup เลยอยากให้คนมองแบบ Tech Startup มากกว่า เพราะมันจะทำให้รู้ว่าความเป็นเทคโนโลยีมันทำให้ Startup สามารถเติบโตเป็นห้าเท่า สิบเท่าผ่านเทคโนโลยีที่ทำให้ไปได้เร็ว ไปได้ไกลว่า ไปได้โตกว่าแต่ขณะเดียวกัน SMEs ก็อยากเริ่มต้นเหมือนกัน ใช้ Digital เหมือนกัน แต่ว่าอาจจะไม่ได้เป็นโมเดลที่ปูแบบห้าเท่า สิบเท่าแบบนั้น แต่ว่าอยากจะค่อยๆ โต เดิมเราเรียกกลุ่มนี้ว่า SMEs ไทยมอง Startup มันมีตัวเชื่อมอยู่ เราก็เลยขอเติมคำว่า SMEs เข้าไปหน่อยหนึ่ง ปีหน้าผมก็เลยเปลี่ยนคำว่า Startup ผมอยากให้เป็น Tech Startup ถ้าเป็น SMEs Startup ผมขอเรียกเต็มๆ เป็น SMEs Startup แบบนี้ ปีหน้าเราใช้ Key ของคำว่า Born เป็นตัวแทนเริ่มต้น ในปี 2562 นี้ เราริเริ่ม ร่วมมือ สร้างเสริมโครงการใหม่ๆ ออกมา เริ่มจาก Born Global ที่จะชวนให้ SMEs ไทย มาปรับ Mindset ให้กล้าเป็น The Entrepreneur of ASIA เป็นผู้ประกอบการแห่งเอเชีย เราจึงมีการสร้างโมเดลธุรกิจเพื่อการค้าระหว่างประเทศ ให้ SMEs ที่พร้อมได้เข้ามาเรียนรู้และพัฒนาต่อไป กลุ่มที่ 2 Born Strong สสว. ร่วมกับ สวทช. วช. สกว. เป็นต้น โดยนำเอางานวิจัยมาขยายผลให้ธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นมาเกิดมูลค่าเพิ่ม มี Value-Added กลุ่มที่ 3 พิเศษขึ้นมาหน่อย เราร่วมสร้างสรรค์ธุรกิจให้กับคนที่เตรียมพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณให้แข็งแรง เป็น Born@50+ โมเดลให้กับกลุ่ม SMEs ที่อยากเริ่มธุรกิจเมื่ออายุมากกว่า 50 และที่สำคัญที่สุดคืออยากชวน SMEs ทุกคนทั่วประเทศมา Born Digital กันครับ”

เนื่องจากเขาถูกเรียกว่าเป็น Man of SMEs เราอยากรู้ว่าเขาได้ให้คำนิยาม ความสำเร็จของ SMEs ว่าอย่างไร

“สำหรับ SMEs ผมคิดว่าเป็นความสำเร็จบนเป้าหมายที่เรากำหนดไว้ บางคนกำหนดเป็นธุรกิจร้อยล้าน ความสำเร็จก็คือเมื่อวันที่ธุรกิจถึงร้อยล้านคือความสำเร็จของ SMEs บางคนกำหนดว่า เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เป็นความสำเร็จของ SMEs นั่นคือเป้าหมายความสำเร็จของเขา แต่บางคนมองว่ายอดขาย 5 ล้าน แต่มีชีวิตที่สมดุล มีความพอเพียงกับการเติบโตของตนเอง มีความสุขกับการใช้ชีวิตที่ Work-life Balance แล้ว แล้ววางเป้าหมายแบบนั้น ผมว่าคนนั้นก็สำเร็จเช่นเดียวกัน ผมจึงบอกกับผมและคนอื่นๆ เองว่า ความสำเร็จ คือ บรรลุเป้าหมายที่ตนเองตั้งเอาไป เพื่อเป็นกลไกให้มีการกำหนดให้คนไทยลุกขึ้นมาตั้งเป้าหมาย เริ่มต้นจากตั้งเป้าหมายตัวเอง ตั้งเป้าหมายองค์กร ตั้งเป้าหมายชุมชน ตั้งเป้าหมายสังคม ตั้งเป้าหมายประเทศ ผมว่าผมร้อยเรียงคำว่า เป้าหมาย ผ่านการสร้างความสำเร็จ เมื่อไหร่เราบรรลุเป้าหมายนั่นคือสำเร็จ ดังนั้น เป้าหมายจึงมีได้หลายเป้าหมาย เป้าหมายส่วนตัว เป้าหมายการทำงาน เป้าหมายทำเพื่อสังคม แต่ถ้าเป็นธุรกิจ SMEs คือ เป้าหมายของธุรกิจคืออะไร นั่นคือคุณประสบความสำเร็จบนเป้าหมายของคุณเองครับ” 

สุวรรณชัยเชื่อว่าประสบการณ์และความรู้ที่เขาได้สั่งสมมาตลอดทั้งชีวิตเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการทำงานใน 2 ปีที่ผ่านมานี้ และเขายังเสริมอีกว่าลำพังความรู้อย่างเดียวไม่พอ เราต้องมีความรักต่อคนอื่นด้วย การทำให้คนอื่นเติบโตไปพร้อมกับเราเป็นโจทย์ของสังคม เราไม่สามารถเติบโตไปคนเดียว หรือว่ากดใครตกต่ำเพื่อให้ตัวเองได้เติบโต เราควรจะโตไปด้วยกันและยกระดับกันขึ้นมาเรื่อยๆ 

“ผมมีความเชื่อว่า ผมมีหน้าที่แบ่งปันความรู้และความรักให้คนอื่น ก่อนที่ผมจะเป็น ผอ. สสว. ผมเดินสายแบ่งปันความรู้มากว่า 50 จังหวัด ผมต้องการเห็นอนาคต SMEs ผ่านคนรุ่นใหม่ สิ่งที่ผมคิด และผมทำเองได้แค่เป็นขั้นตอนของการสร้างสะพานไม่กี่ขั้น แต่คนรุ่นใหม่ต้องขยายผลเติบโตให้เป็นสะพานที่ยาวและทอดให้ไกลมากขึ้น ผ่านความคิดดีๆ ที่ตั้งใจให้สังคมดีเพื่อลูกหลานของเรา ผมรู้ว่าเราเป็นคนเล็กแค่นี้ เราเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้มีบทบาทและมีอำนาจมากมาย แต่สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราทำ ถ้ามันเกิดผลจริง ผลลัพธ์มันออกเสียงได้ดังกว่า กังวานกว่า ก้องกว่า และสร้างโมเมนตัมให้คนหมู่มากได้มากกว่า การช่วยเชิงจังหวัดจึงสำคัญสำหรับผม การเดินทางไปต่างจังหวัดผมจึงให้ความสำคัญค่อนข้างมาก ผมจึงต้องไปสร้างทีมเวิร์กคนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจแบบเรา ว่าอยากทำให้บ้านเขาดีขึ้น ทำให้ท้องถิ่นเขาดีขึ้น อยากสร้างกลุ่มเครือข่ายเขาให้ดีขึ้นผ่าน Transformation Internationalization Cooperative Networking ผมทำระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่นด้วย ผมคิดและทำจริงๆ ในหลายเรื่องที่คนคิดเขาสงสัยว่า ทำไมผมถึงบ้าคลั่งทำงานในสองปีเสมือนว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้าย ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ ว่า ถ้าพรุ่งนี้คือวันสุดท้าย ผมจะได้เดินออกไปไม่ต้องเสียใจใดๆ ว่า รู้อย่างนี้ทำไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ผมไม่คิดแบบนั้น ผมคิดแต่ว่า ทำให้มันจบ”

การทำงานหนักแบบเต็มที่ตลอดเวลาทำให้เราอดห่วงเขาไม่ได้ เลยแอบถามถึงการบริหารชีวิตว่าตอนนี้เขาคิดว่าชีวิตตัวเองยังอยู่ในสมดุลหรือไม่

“ตอนนี้พูดตรงๆ ไม่ Balance ตอนที่อยู่ที่เก่าทำงานหนักแบบต้องหางบประมาณ ผมต้องเชื่อมโยงกับอีกหลายหน่วยงานที่มีงบประมาณ พอย้ายงานไปสร้างหน่วยงานใหม่ที่ใกล้บ้านขึ้น เลยมีเวลาออกกำลังกาย ผมเคยคิดว่าจะ Transform ต้องทำกับตัวเองให้ได้ก่อน จากที่อ้วนอีกสี่โลฯ ร้อย (หัวเราะ) ผมบอกตัวเองว่าผมจะเริ่มลดความอ้วนเดือนกุมภาพันธ์ (ปีที่แล้ว) ประกาศเป็นทางการจริงๆ คือเดือนเมษายน ผมใช้เวลาประมาณถึงตุลาคม ผมลดได้ถึง 13 กิโลฯ ผมลดจริงจังมากเลย แต่พอมาอยู่นี่ อยู่ สสว. ผมเลยไม่มีเวลาออกกำลังกาย ผมกินข้าวดึกมาก ชีวิตเริ่มต้นงาน 7 โมงเช้า เลิกงาน 4-5 ทุ่มจะกินข้าวเย็นก็ดึก เวลาออกกำลังกายก็ไม่มี Work-life Balance ไม่ค่อยมี แต่เผอิญว่าผมมีความสุข ผมรู้ว่าเป็นหน้าที่ที่มีเกียรติ ผมรู้ว่าเป็นบทบาทที่สำคัญ ดังนั้น คงไม่มีใครได้ทุกเรื่องในทุกเวลาหรอก บางครั้งจำเป็นจะต้องเลือกและทุ่มกับบางอย่างที่สำคัญกว่า วันนี้ผมจึงมองว่าบทบาทผมในหน้าที่ สสว. สำคัญกว่า ถึงแม้จะไม่ได้สมดุล แต่ผมมีความสุข ผมสุขได้คิดได้ทำ ผมสุขที่ได้เชื่อมโยง สุขที่ได้ทำงานกับหลายๆ คนที่เกี่ยวข้อง ผมสุขที่ได้ขยายในสิ่งที่ผมเคยคิดอยากจะทำในอดีตแต่ทำไม่ได้ แล้วผมมีโอกาสสร้างอนาคต ได้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ทำให้ผมสนุกกับทุกวันนี้ และมีความสุขกับบทบาทหน้าที่อย่างเต็มที่ และผมก็แค่คิดว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราได้ทำสิ่งในที่มากกว่าฝัน ก็เป็นสิ่งที่เหนือกว่าฝันแล้วละครับ วันหนึ่งเมื่อเรากลับไปเป็น SMEs เหมือนเดิม เราก็กลับไปใช้เวลาได้อย่างเต็มที่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นในช่วงหนึ่งที่พระให้พรมาได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศ จึงขอทำตรงนี้ให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุดครับ”

สุวรรณชัยเปิดเผยว่าเคล็ดลับที่ทำให้เขาเป็นคนมีพลังทำงานตลอดเวลา ส่วนหนึ่งมาจากการเป็นคาทอลิก และเชื่อว่านี่เป็นงานที่พระกำหนด 

“ผมรู้สึกว่าพระนำทางผมตลอดเวลา ผมผ่านเรื่องต่างๆ มากมาย อุปสรรคต่างๆ นานา ทำให้ผมเป็นคนแบบนี้ในวันนี้ จากเส้นทางที่พระนำทางมา ผมเชื่อว่าทุกปัญหาถึงแม้ไม่มีคำตอบ แต่ทุกปัญหามีทางแก้ จะช้าจะเร็วจะเมื่อไหร่ก็ตาม จะด้วยใครก็ตามทุกปัญหาสามารถแก้ได้ เรื่องนี้เองผมก็ใช้ในองค์กรนี้นะ ผมว่าปัญหาองค์กรคือปัญหาของทุกๆ คน ไม่ใช่ปัญหาคนใดคนหนึ่ง อะไรที่เป็นขององค์กรไม่ใช่ปัญหาของคนอื่น เป็นปัญหาของเรา เราต้องช่วยกันแก้ จากกระบวนการคิดเราก็คือ ผมมองว่าในเมื่อเราเลือกได้ที่จะมีความสุข เราจะทุกข์ทำไม ในเมื่อชีวิตมันก็ต้องเจอปัญหาอุปสรรค เจอความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลง ในเมื่อเราเลือกได้ที่จะสุขล่ะ แล้วบังเอิญผมมีพลังแห่งความรักอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา ผมโตมาท่ามกลางความรักของพ่อแม่ พี่สาว พี่ชาย พอเติบโตขึ้นมาแต่งงานมีลูกมีครอบครัวที่เรารัก เราเติบโตมาท่ามกลางความรักที่คนรอบข้างให้ ต่อให้เจอวันที่แพ้ วันที่ล้มเหลว วันที่เราไม่มีอะไรเลย เราก็มีความรักจากคนรอบข้างที่เต็มเปี่ยมตลอดเวลา ซึ่งคือครอบครัวของเรานี่แหละ พลังมันไม่มีวันหมด ผมเชื่อว่าพลังของครอบครัวเป็นพลังที่สำคัญที่สุด เป็นหลักสำคัญของพลังชีวิต”