x

Reasons to Read 

  • จากคนหนุ่มเป็นหนุ่มใหญ่ เติบโตขึ้นทั้งในฐานะผู้ชายและกลิ่นอายดนตรีที่มีตัวเชื่อมสำคัญของคำว่า "เพื่อน"  คำๆ นี้มีความหมายมากกว่าที่คิด
  • แม้ทุกอย่างบนโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่เมื่อ"เบิร์ดกะฮาร์ท" จับเครื่องดนตรีและร่วมบรรเลงเพลงด้วยกัน "เวลานั้นคือนิรันดร์สำหรับคนฟังโดยแท้จริง"

เสียงอันคุ้นเคยและสำเนียงกีตาร์ที่ทั้งอ่อนหวานและหนักแน่นของ เบิร์ด - กุลพงศ์ บุนนาค และ ฮาร์ท - สุทธิพงศ์ ทักพิทักษ์กุล กำลังร่วมบรรเลงเพลง "เพื่อนกัน" จากอัลบั้ม Moonlighting เมื่อปีพ.ศ. 2538 ใช่ครับ คุณกำลังอยู่กับศิลปินดูโอที่เป็นหนึ่งในตำนานของวงการเพลงไทยอย่าง "Byrd&Heart" และเมื่อคุณกำลังอยู่กับพวกเขา นั่นหมายถึงว่าคุณจะมีความทรงจำให้นึกถึงมากมาย ไม่ว่าจะนึกถึงความรู้สึกครั้งแรกๆ ที่คุณได้ฟังเพลงที่ "เบิร์ดกะฮาร์ท" ขับขานมานานกว่า 35 ปี หรือคิดถึงใครสักคนที่คุณไม่เคยลืม ผ่านเนื้อเพลงของสุภาพบุรุษทั้งสองคนนี้

หลายเรื่องที่นักฟังเพลงรุ่นเก๋าอาจทราบกันอยู่แล้ว ว่าพวกเขาพบกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส  (UCLA)  ความบังเอิญที่ว่าพวกเขาเกิดวันและเดือนเดียวกันคือวันที่ 27 พฤศจิกายน โดยอายุห่างกันแค่ปีเดียว นั่นก็ยังไม่เท่ากับความรักในดนตรีที่ทำให้พวกเขาถูกชะตากัน และจับคู่กันมาร่วมทำวงดนตรี ทำเพลง easy listening มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา ผ่าน 7 อัลบั้มและทำให้เพลง  "ลืม", "ไม่ลืม", "ฝน" และอีกหลายสิบเพลงที่กลายเป็นคลาสสิคของคนฟังเพลงยุคกลาง '80 จนถึงยุค '90 มาจนถึงตอนนี้ บางบทเพลงของพวกเขาก็มีศิลปินท่านอื่นหยิบยืมไปใช้ โดยที่บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเพลงของ "เบิร์ดกะฮาร์ท" เช่นเพลง "เพ้อ" ที่คุณแหม่ม - พัชริดา วัฒนา นำไปขับร้องใหม่จนโด่งดังในเวลานั้น หรือเพลง "รอรัก" ที่ศิลปินรุ่นใหม่อย่าง Sqweez Animal นำมา Cover อีกครั้งกลายเป็นเพลงฮิตตามมา

วันนี้เวลากว่าสามทศวรรษที่ผ่านไป "เบิร์ดกะฮาร์ท" เปลี่ยนผ่านจากคนหนุ่มเป็นหนุ่มใหญ่ เติบโตขึ้นทั้งในฐานะผู้ชายและกลิ่นอายดนตรี GM จะมาคุยกับพวกเขาถึงความเป็นเพื่อน ความฝัน และความรัก คุยไปร้องเพลงไป แม้ทุกอย่างบนโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่เมื่อทั้งคู่จับเครื่องดนตรีและร่วมบรรเลงเพลงด้วยกันแล้ว...เวลานั้นคือนิรันดร์สำหรับคนฟังโดยแท้จริง

GM : คุณทั้งสองคนนิยามความเป็นเพื่อนของพวกคุณไว้อย่างไร

เบิร์ด : บางทีเค้าเรียกสิ่งนี้ว่า destiny คือโดยชีวิตคนเราเนี่ย ในจังหวะที่เราได้มาเจอกัน ก็เหมือนคุณกับเพื่อนๆ ของคุณเจอกันตอนเรียนเพราะโดนจับมาอยู่ด้วยกัน จากนั้นก็อาจจะไปทำงานคนละที่ใช่ไหม ของผมกับฮาร์ทมันแปลกก็คือว่าตอนที่เรียนด้วยกันเนี่ย มันจะถูกดึงเข้าหากันด้วยดนตรี แต่จากนั้นพอพวกเราทำดนตรีในปี 1985 มันก็จะหายกันไปนิดหนึ่ง และก็ถูกดึงกลับมาด้วยดนตรีอีกนะ ซึ่งระหว่างทางจริงๆ แล้วมันไม่ได้หายไปไหน ช่วงที่ฮาร์ทไปเล่นดนตรีอยู่ใน Brown Sugar หรือ Hard Rock Café ผมก็จะตามไปดู

ฮาร์ท : เบิร์ดกับฮาร์ทนี่เราคบกันมานานจนกระทั่งเราสามารถที่จะแบ่งช่วงชีวิตของเราออกเป็นช่วงละสิบปี, สิบปี, สิบปี ผมคิดว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์เบิร์ดกับฮาร์ท สองเกลอยังอยู่ยงคงกระพันมากว่า 30 ปีเนี่ย เพราะว่าเราสร้างผลงานที่เป็น original ของเราเอง เบิร์ดแต่งเพลง พี่ฮาร์ทแต่งเพลง เบิร์ดก็มีเพลงที่หลายคนทุกวันนี้ก็ยังร้องได้ แล้วก็ไม่ใช่ร้องแค่คนเดียวนะ รุ่นพ่อร้อง รุ่นลูกก็ยังร้องตามได้ เพลงเหล่านี้เวลายิ่งผ่านไปมันก็จะกลายเป็นเพลงอมตะ แล้วมันก็มี demand จากคนฟังว่า เออ อยากจะฟังไอ้เจ้าของเพลงมาร้องด้วยกัน อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งนะที่ทำให้ผมกับเบิร์ดยังคบกันอยู่ เพราะเพลงเหล่านี้มันเป็นเพลงอมตะ มันมี demand มันมีความอยากรู้อยากเห็น อยากได้ฟังอยู่

GM : คบหากันมานานขนาดนี้ เบิร์ดกะฮาร์ทเคยมีวันที่ทะเลาะกันไหม

เบิร์ด : ไม่เคยฮะ (ตอบทันที)

ฮาร์ท : เคยเห็นแย้งกัน เคยแย่งผู้หญิงกัน (หัวเราะ)

เบิร์ด : มีบางทีที่ความเห็นต่างกัน ก็จะปล่อยมันไป เพราะว่าบางทีสิ่งที่พี่ฮาร์ทเห็นว่ามีค่า ไม่มีค่า หรือเห็นว่าสิ่งนี้สำคัญหรือไม่สำคัญเนี่ย เราก็แค่ให้ความสำคัญไม่เหมือนกัน

ฮาร์ท : เห็นต่างกัน แต่วันไหนที่ทะเลาะกัน ไม่มี

เบิร์ด : ไม่เคยตี ไม่เคยด่ากันหรอกครับ อยากจะบอกว่าพอเห็นต่างกันนี่ ส่วนมากก็จะปล่อย คือหมายความว่ากูเข้าใจมึง นั่นคือวิถีและวิธีการที่แก้ปัญหาหรือมองชีวิตแบบหนึ่ง เราจะไม่ก้าวก่ายตรงนั้น ส่วนมากจะสนับสนุนกันมากกว่า ที่จริงแล้ว ณ วันนี้ไม่ว่าพี่ฮาร์ทจะทำอะไร หรือผมจะทำอะไร พวกเราค่อนข้างจะอ่านใจกันออกแล้วว่าเหตุผลคืออะไร  มันไม่ต้องอธิบายแล้วว่าทำไมกูถึงเป็นแบบนั้น หรือทำไมมึงต้องทำแบบนี้ มันจะเข้าใจโดยที่มึงไม่ต้องเอ่ยปาก กูเข้าใจมึง แล้วมึงก็จะปล่อยให้มันผ่านไป เพราะบางทีความเป็นเพื่อน ถ้าเราไปจับตรงจุดนี้แหละว่าเราไม่ชอบ มันก็จะมานั่งขลุกอยู่กับจุดนั้น มันไม่มีความหมาย คนเราไม่ได้คบกันโดยจุดที่เรารักกันอย่างเดียวนะ มันต้องคบกันในจุดที่รู้สึกว่ามันไม่เหมือนกันด้วย ก็อย่าไปเน้นจุดนั้น เราก็แค่มองข้ามมันไป

ฮาร์ท : ยอมรับทั้งจุดดีและจุดด้อยของเราทั้งคู่

เบิร์ด : ไม่งั้นมันเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมละครับ มันจะมีใครที่เพอร์เฟกต์ไปหมดไหมล่ะ

GM : มีเหตุการณ์ไหนในระหว่างทางความเป็นเพื่อนกว่า 35 ปี ที่ต่างฝ่ายประทับใจในตัวอีกคนมาก แต่ไม่เคยได้บอกกันมาก่อนบ้างไหม

เบิร์ด  : ไม่เคยบอกเลยเหรอ... อาจจะเคยบอกก็ได้ แต่ไม่เคยลงรายละเอียดเยอะ

ฮาร์ท : สำหรับผมนะ เบิร์ดเป็นคนที่คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ แล้วก็เป็นคนที่จะให้ความสำคัญกับวันเกิด ผมเนี่ยได้ของขวัญวันเกิดจากเบิร์ดมาตลอด คือพวกเราเกิดวันเดียวและเดือนเดียวกันนะ วันที่ 27 พฤศจิกายน แต่คนละปี ตั้งแต่ผมรู้จักเขาตั้งแต่ปีแรกๆ เลยเนี่ย เขาจะมีของขวัญให้ผมในวันเกิดอยู่เสมอ ล่าสุดวันเกิดที่เพิ่งผ่านไปเมื่อพฤศจิกายน (2018) ผมอายุ 54 เขาอายุ 55 เขาก็ซื้อแท็บเล็ทของ Samsung ให้เป็นของขวัญวันเกิด คือเขารู้ว่าผมชอบอะไร แล้วผมเป็นคนขี้เหนียวน่ะ ไม่ค่อยจะซื้ออะไรให้ตัวเอง เขาก็เลยซื้อให้ผม

เบิร์ด : ถามว่ามีอะไรในตัวพี่ฮาร์ทที่ประทับใจ ผมประทับใจ 2-3 อย่างเลยล่ะ อย่างแรกตอนสมัยหนุ่มๆ ผมถือว่าพี่ฮาร์ทเก่ง คือเขาเล่นกีตาร์ทีหลังผมอีกนะ แต่ตอนนี้ฮาร์ทเล่นกีตาร์ได้เก่งกว่าผมอีก หรือตอนสมัยที่เรียนด้วยกัน สมมติว่าผมเรียนเลข เขาก็จะเก่งเลขกว่าผม ตอนสมัยที่ผมพยายามจะไปเรียนทักษะทางดนตรี ก็จะเรียนไม่เข้าใจจนต้องมานั่งถามฮาร์ทตลอด แค่ถามไม่พอ มึงไปสอบแทนกูให้หน่อยเว้ย (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นผมจะประทับใจในความสามารถของพี่ฮาร์ทเสมอ

แต่อีกอย่างที่ไม่เคยบอกใครเลย คือผมรู้สึกว่าตัวเองมีที่พิเศษในหัวใจของพี่ฮาร์ท เป็นความกรุณาของเขาอย่างหนึ่งเลย คือที่ผ่านมาไม่ว่าผมจะต้องการความช่วยเหลือ ถ้ามันไม่เหลือบ่ากว่าแรง หรือบางทีมันอาจจะเหนือบ่ากว่าแรง เขาก็ไม่เคยปฏิเสธ อย่างสมัยก่อนที่ขอให้ช่วยไปสอบแทนกูได้ไหม ซึ่งอาจทำให้โดนไล่ออกได้ทั้งคู่ (หัวเราะ) หรือบอกว่าขอยืมตังค์หน่อยเว้ย ขอคำแนะนำหน่อย เพราะฉะนั้นผมจึงรู้สึกว่าการที่เรามีชีวิตแบบนี้ได้ ก็ยอมรับว่าถ้าผมไม่ได้มีพี่ฮาร์ทเป็นเพื่อน ผมคงไม่ได้อยู่ในฐานะหรืออยู่ในจังหวะของชีวิตที่มีความสุข มีความสำเร็จได้แบบนี้ถ้าไม่มีเขา ผมประทับใจในความเป็นเพื่อนที่ดูแลซึ่งกันและกันมา

GM : พวกคุณผ่านชีวิตมาถึงวัยกลางคนแล้ว ผ่านความสำเร็จ ได้ทำทุกอย่างมาหมดแล้ว และทุกวันนี้พวกคุณยังมีความฝันอยู่ไหม?

ฮาร์ท  : ผมฝันว่าจะไปเล่นดนตรีในต่างประเทศกับพี่เบิร์ด ไปกัน 2 คนกับกีตาร์ตัวเดียวเนี่ยแหละ ไปเล่นให้แฟนๆ เบิร์ดกะฮาร์ทฟังทั่วโลก ไม่ว่าที่ไหนที่มีแฟนเบิร์ดกะฮาร์ท เราอยากจะไป ซึ่งเป็นความฝัน

เบิร์ด : พอจะนึกภาพออก มันไม่ได้จำเป็นที่ไปเล่นแล้วต้องมีคนดู 1,000 หรือ 500 คน แค่เป็นร้านเล็กๆ มีคนดูอยู่ 20-30 คน ที่อยากจะมานั่งฟังเรา ไม่จำเป็นต้องแสดงด้วยดนตรีเต็มวง แค่นั่งร้องเพลงด้วยกีตาร์ตัวเดียว อาจจะเป็นบรรยากาศที่ไหนก็ได้

ฮาร์ท : ผมอยากจะไป Chicago  อยากจะไป Boston อยากจะไป Texas อยากจะไป Washington DC ไปกับอีตาเบิร์ดเนี่ยแหละ แล้วก็ไปเล่นเพลงเหล่านี้

เบิร์ด : ความฝันของผมก็ยังพอมีอยู่นะ นึกถึงวันที่เราไม่ต้องกังวล ไม่ต้องมานั่งเป็นห่วงว่าจะมีประชุมบอร์ดรึเปล่า หรือว่าไม่ต้องเป็นห่วงว่าลูกๆ จะเป็นยังไง ใครจะไปรับไปส่ง หรือไม่ต้องให้ใครกังวลว่าเราจะกลับกี่โมงกี่ยาม ในความฝันมันเหมือนเราได้กลับไปเป็นหนุ่มๆ อีกครั้งหนึ่ง... อีกอย่างผมเคยนึกภาพว่า เออ มันคงดีนะ ถ้าได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง เพื่อสังคม เพื่ออะไรที่เรารู้สึกว่ามันมีค่ามากกว่าความสุขของเราเอง นั่นก็เป็นอีกความฝันที่ผมอยากจะฝันถึง แต่ถ้าจะบอกง่ายๆ เลยตอนนี้ที่ชีวิตมันมาถึงจุดนี้ ไม่ว่าจะไปกับพี่ฮาร์ทหรือจะไปกับครอบครัว ผมอยากจะเห็นโลกใบนี้ให้ได้มากกว่าเดิม ก่อนที่จะไม่สามารถเดินทางไปหามันได้แล้ว แบบว่าไปดูแสงเหนืออะไรอย่างเนี้ย

ฮาร์ท : เราก็แค่เข้าไปดูใน YouTube ได้นะ (หัวเราะ)

เบิร์ด : พี่ฮาร์ทเป็นคนไม่ค่อยชอบเดินทางน่ะ

ฮาร์ท : เราอยากไปเจอคน ไม่ได้อยากไปเจอแสงออโรรา

เบิร์ด : ผมน่ะชอบไป สมมติว่าผมอยากไปเห็นความอลังการของ Iceland หรือสิ่งก่อสร้างอย่าง Grand Canyon นึกออกไหมครับ แต่พี่ฮาร์ทอยากจะไปเจอผู้คนมากกว่า

ฮาร์ท : ในขณะที่เบิร์ดเขาอยากไป Osaka ญี่ปุ่น ผมอยากไป Osaka พัฒนาการ

เบิร์ด : ไม่มีใครรู้จัก เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว (หัวเราะ)

ฮาร์ท : อ้าว เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วเหรอ (หัวเราะ)

GM : ในฐานะที่เป็นคนทำเพลงรักมาตลอด มุมมองความรักของพวกคุณเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหนในปัจจุบัน

เบิร์ด : ความรักในสมัยวัยรุ่นมันคือความรักที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรักในสมัยนี้เป็นความรักที่เต็มไปด้วยเหตุและผล แล้วก็ความสมควร ไม่สมควร การดูแลกัน การเอาใจใส่กัน มันไม่ได้มาด้วยอารมณ์อย่างเดียวแล้ว

ฮาร์ท : สำหรับผม ความรักมันเป็นเรื่องของจิตใจ บังคับกันไม่ได้ แล้วก็รักในวันนี้อาจจะไม่ได้รักในวันพรุ่งนี้ และรักก็มีหลายแบบนะ รักพ่อ รักแม่ รักเมีย รักแฟน รักกิ๊ก รักเพื่อน รักลูก ไม่เหมือนกัน เราเรียกเหมือนกัน คล้ายๆ คำเดียวกัน แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนกัน รักบางอย่างเรารักแบบหวังผลตอบแทน แต่รักบางอย่างนี่ไม่ได้หวังอะไรเลย หวังแต่จะให้เขามีความสุข มันก็แล้วแต่

เบิร์ด : ตอนเราเด็กๆ อารมณ์ความหวงมากกว่าห่วง ณ วันนี้ความรักที่ผมมีให้กับภรรยาและลูกๆ มันคือความห่วง ตอนสมัยก่อนนั้นความรักต้องเป็นของฉัน ต้องหึงหวง

ฮาร์ท : ความรักมันเป็นเหมือน give & take นะ พี่เบิร์ดคือประเภท give รักเพื่อให้ ส่วนผมเนี่ยรักเพื่อ take หรือรักเพื่อเอา คนนี้เขาชอบให้ ผมชอบเอา เหมือนกันแหละถึงอยู่ด้วยกันได้ (หัวเราะ)

GM : ถามคุณฮาร์ทว่าความรู้สึกของคนที่สามารถรักใครได้มากกว่า 1 คนในเวลาเดียวกันนั้นเป็นอย่างไร

ฮาร์ท : ความรักมัน Infinite สำหรับผมนะ ความรักไม่เหมือนขนมเค้กที่ว่ามี 8 ชิ้น เรากินไป 1 ชิ้นเหลือ 7 ชิ้น ความรักมันเป็นอะไรที่เป็นอนันต์ เราสามารถที่จะรักได้ไม่สิ้นสุด ในความเห็นของผมนะ ซึ่งไม่ได้หมายถึงจำนวนคน ผมหมายถึงความรู้สึก เหมือนเรามองดูพระอาทิตย์ตก จะมองคนเดียวก็สวย จะเอาอีกร้อยคนมามองก็สวยเหมือนกัน  พระอาทิตย์ก็ไม่ได้สวยน้อยลงหรือสว่างน้อยไป ความรักก็คล้ายๆ กัน Love is like the Sun แต่ถ้าไปมองตอนเที่ยงมันก็อาจจะแผดเผาคุณได้ ทำให้ตาคุณบอดได้ (หัวเราะ)

เบิร์ดกะฮาร์ททิ้งท้ายไว้เป็นการชวน GM และทุกๆ คน ไปชมคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งล่าสุดของพวกเขา นั่นก็คือ  AUDI PRESENTS BYRD&HEART HIGH SCHOOL CLASS REUNION CONCERT  ในวันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 ณ รอยัล พารากอน ฮอล์ล เวลา 19.00 น. จำหน่ายบัตรแล้วที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา คุณเบิร์ดบอกว่าถ้าอยากฟังเพลงพวกเขา แค่เปิด YouTube เอาก็ได้ แต่ถ้าอยากเจอเพื่อน รำลึกถึงความทรงจำ และอยากให้เบิร์ดกะฮาร์ทเป็นส่วนหนึ่งในความรู้สึกของคุณในวันนั้นกับคนที่คุณคิดถึง จงพาใครคนนั้นมาดูคอนเสิร์ตนี้ด้วยกัน

และบทเพลงแบบ "Byrd&Heart" จะทำให้เวลาของพวกคุณกลายเป็นนิรันดร์