x

The Legacy of Heroic 
 
เคยเกิดเหตุการณ์พนักงานประจำร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่งในเมืองฟิลาเดลเฟียสหรัฐอเมริกา เรียกตำรวจมาจับกุมชายผิวดำสองคนที่มานั่งภายในร้าน โดยไม่ได้สั่งเครื่องดื่ม จนเป็นชนวนเหตุให้เกิดการประท้วงเพื่อแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว 
 
จึงเกิดเป็นคำถามทำให้นึกถึงความเสมอภาคทางสังคม ทั้งในเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนาและเพศ ซึ่งมีหลายคนออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน บางครั้งมนุษย์มักสำคัญตนเหนือกว่าสิ่งใด ปัญหาของการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติจึงกลายเป็นปัญหาหลักที่ยากต่อการแก้ไข แต่กลับมีหนึ่งบุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลก ด้วยการฝ่าแรงตึงเครียดของการแบ่งแยกเชื้อชาติและความทุพพลภาพ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคเพื่อสร้างความฝันอันยิ่งใหญ่ให้กลายเป็นจริงของ คาร์ล บราสเชียร์ (Carl Brashear) นาวิกโยธินเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกา คนแรก และยังเป็นนักประดาน้ำฝีมือเยี่ยมถึงแม้จะพิการไร้ขาแต่ก็ไม่สิ้นหวัง 
 
 
 
คาร์ล บราสเชียร์ เกิดที่รัฐเคนทักกี (Kentucky) สหรัฐอเมริกาในปี 1931 หลังจากสิ้นสุดการแบ่งแยกเชื้อชาติในกองทัพสหรัฐฯ เขาได้ตัดสินใจเข้าสมัครเป็นนาวิกโยธินในปี 1931 และจบการศึกษาโครงการประดาน้ำของกองทัพเรือในปี 1954 แม้ว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาของการแบ่งแยกเชื้อชาติก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้เขากลายเป็นนักประดาน้ำลึกฝีมือเยี่ยม แต่โชคชะตากลับไม่เป็นใจ เขาต้องเสียขาทั้งสองข้างจากอุบัติเหตุในการทำภารกิจเก็บกู้ระเบิดไฮโดรเจน หลังจากระยะฟื้นฟูสมรรถภาพ เขากลับไม่ละทิ้งความฝัน ยังคงดำน้ำและกลายมาเป็นนักประดาน้ำคนแรกที่พิการขา ด้วยความสามารถและเชี่ยวชาญการดำน้ำ เขาจึงกลายเป็นคนแอฟริกัน-อเมริกาคนแรกที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ ซึ่งการฝึกเพื่อได้ประกาศนียบัตรผู้เชี่ยวชาญการประดาน้ำนั้น ต้องผ่านหลักสูตรการประเมินผลที่ทรหด รวมถึงการดำน้ำในระดับความลึก 300 เมตร ซึ่งคาร์ล บราสเชียร์ ก็ทำสำเร็จด้วยขาเทียม
 
 
เรื่องราวของคาร์ล บราสเชียร์ ได้เป็นแรงบันดาลใจจนกลายมาเป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายในปี 2000 เรื่อง Men of Honor ซึ่งบทของคาร์ล บราสเชียร์ ได้รับการแสดงโดยนักแสดงรางวัลออสการ์อย่างคูบา กูดิง จูเนียร์ (Cuba Gooding Jr.) และเพื่อเป็นเกียรติแด่นาวิกโยธินผิวสีชาวแอฟริกัน-อเมริกา คนแรก ทาง โอริส (Oris) จึงรังสรรค์ผลงานรุ่นพิเศษ โอริส คาร์ล บราสเชียร์ โครโนกราฟ ลิมิเต็ด เอดิชัน (Oris Carl Brashear Limited Edition) ผลงานรุ่นที่สองด้วยการต่อยอดเพิ่มฟังก์ชันโครโนกราฟ บนตัวเรือนของโอริส ไดเวอร์ส ซิกซ์ตี-ไฟฟ์ (Oris Divers Sixty-Five) ที่หล่อขึ้นรูปจากทองบรอนซ์ วัสดุที่สื่อถึงอุปกรณ์ในการดำน้ำของคาร์ล บราสเชียร์ การเลือกใช้วัสดุทองบรอนซ์จะทำให้สภาพตัวเรือนเปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยู่กับความชื้นของอากาศและระดับความเป็นกรดด่างจากเหงื่อผู้สวมใส่ จึงทำให้ตัวเรือนที่ผลิตจำนวนจำกัด 2,000 เรือนของรุ่นนี้ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
 
 
 
คู่หน้าปัดน้ำเงิน จัดวางหน้าปัดย่อยแบบสมมาตร มีความสมดุลที่เรียกว่า 'bicompax' จึงทำให้เกิดมุมมองของหน้าปัดย่อยโครโนกราฟที่คลาสสิก แสดงค่าวินาทีในตำแหน่ง 9 นาฬิกา และจับเวลาแบบ 30 นาทีในตำแหน่ง 3 นาฬิกา ภายในบรรจุกลไกอัตโนมัติ Oris Calibre 771 บนพื้นฐานของเครื่อง Sellita SW 510 ซึ่งปรากฏในนาฬิกาโอริสเป็นครั้งแรก พร้อมคุณสมบัติสามารถสำรองพลังงานได้นาน 48 ชั่วโมง 
 
 
ฝาหลังมีจุดที่น่าสนใจเช่นกัน ด้วยการแกะสลักรูปหมวกประดาน้ำตามแบบดั้งเดิม พร้อมข้อความ ‘It is not a sin to get knocked down. It's a sin to stay down’ วลีเด็ดที่กลายเป็นแรงบันดาลใจผลักดันให้คาร์ล บราสเชียร์ ประสบความสำเร็จ