ขายครีมออนไลน์ เป็นหนึ่งในอาชีพยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ที่เฟื้องฟูมากในยุคออนไลน์ สังเกตดูได้จากหน้าฟีด Facebook ที่รับรองได้เลยว่ารูดไปรูดมาแค่ไม่กี่ทีต้องเจอกับโฆษณาครีมจากแม่ค้าหน้าใสอย่างน้อยหนึ่งตัวแน่นอน แต่การขายครีมออนไลน์ที่หลายคนมองอย่างอคติว่าเป็นอาชีพที่ฉาบฉวยนี่แหละ ถ้าหากตั้งใจลงมือทำจริงจัง ตั้งแต่ทุ่มเทเวลาศึกษาหาความรู้อย่างจริงจังเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัยกับผู้บริโภค ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและในระดับสากลแล้ว ธุรกิจขายครีมออนไลน์ก็สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงมีอนาคต จนกระทั่งเข้าไปขายใน 7-11 รวมถึงร้านค้าชั้นนำได้เลยทีเดียว   
 
ถ้าหากวัดความสำเร็จก้าวแรกจากการได้มีโอกาสเข้าไปวางขายในร้านสะดวกซื้อที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในประเทศไทยอย่าง 7-11 แบรนด์ครีมบำรุงผิว “เดิมมาดิก” (Dermadict) ก็สามารถเป็นอีกตัวอย่างความสำเร็จได้ ไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้ เป็นเพียงแค่หญิงสาวธรรมดาที่มาจากต่างจังหวัด โดยไม่มีต้นทุนทางสังคมอะไรมากมาย แถมฐานะทางบ้านก็ไม่ดีจัดอยู่ในระดับที่เรียกว่าติดลบเป็นหนี้กว่า 2 ล้านบาท ซึ่งชื่อของเธอคือ คะน้า - ภัทร์ภัสสร ธนาเสฎฐ์หิรัญ 


ภาพ Patpatsorn Kanah Tanasethirun
 
จากจุดเริ่มที่ไม่มีอะไรเลยไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการเครื่องสำอางแบรนด์ “เดิมมาดิก” เธอตั้งผ่าฟันและผ่านประสบการณ์อะไรมามากมายอย่างที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะผ่านมันมาได้ เธอเคยทำอะไรมาบ้าง และใช้วิธีการและแนวคิดอะไรเพื่อพาตัวเองไปยังเป้าหมายข้างหน้าได้ ติดตามอ่านได้จากเรื่องราวของเธอ คะน้า - ภัทร์ภัสสร ธนาเสฎฐ์หิรัญ ที่หยิบมาจากหนังสือ  “อายุน้อย รวยพันล้าน : Young Billionaire” โดย ณัฐกร เวียงอินทร์ ดังนี้



ภาพ Patpatsorn Kanah Tanasethirun
 
ภัทร์ภัสสร ธนาเสฎฐ์หิรัญ : เริ่มต้นรวยจากการขาย “ขยะ”
 
หากพูดถึงเศรษฐีร้อยล้าน ภาพที่คุณจินตนาการไว้คงจะเป็นภาพของชายหรือหญิงวัยกลางคน หน้าตากร้านไปด้วยประสบการณ์ เขาและเธอคนนั้นใส่ทองเส้นใหญ่ๆ เต็มคอ เข้าไปดูห้องทำงานเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราโอ่อ่าที่เรียกว่า เฟอร์นิเจอร์สไตล์ “หลุยส์”
 
แต่พอได้รู้จักกับสาวสวยวัย 32 ปี คะน้า - ภัทร์ภัสสร ธนาเสฎฐ์หิรัญ ภาพจำที่มีต่อเศรษฐีร้อยล้านในข้างต้นคงจะหายไปอย่างสิ้นเชิง คะน้าเป็นเจ้าของแบรนด์ครีมบำรุงผิวอย่าง “เดิมมาดิก” (Dermadict) ที่วางขายอยู่ที่ร้าน 7-11 จำนวนกว่า 8,400 สาขาทั่วประเทศ 
 
ถ้ามีโอกาสเดินสวนกัน ความสวยของคะน้า อาจจทำให้คุณคิดว่าเศรษฐีร้อยล้านคนนี้ทำงานในวงการบันเทิงอย่างแน่นอน แต่ภาพที่เห็นดูจะขัดกับประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวคะน้าเอง เพราะก่อนที่เธอจะมาถึงจุดนี้ คะน้าเคยเก็บขยะตามข้างทางมาขายเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของทางบ้านมาก่อน
 
การเก็บขยะมาขาย มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย และมันไม่ใช่เรื่องการทำมาหากินของคนไม่มี “ทางเลือก” ตรงกันข้าม วิธีคิดของคะน้าที่นำไปสู่การเป็นเศรษฐีร้อยล้าน เธอมองกลับกันว่า การหาขยะมาขายคือ “ทางเลือก” แบบหนึ่งที่นำไปสู่ความร่ำรวย มันคือทางเลือกในมุมคิดที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว สามารถที่จะทำเงินให้เราได้
 
ขยะที่เธอพบข้างทางในสายตาของคนอื่น อาจจะเป็นของเสีย ของสกปรก แต่สายตาของคะน้า นี่คือขุมทรัพย์ที่นำไปสู่ความมั่งคั่ง
 
ได้เวลาเรียนรู้วิธีคิดของคะน้า ที่จะทำให้ “ขยะ” ในมือของเรากลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่ากันแล้ว


ภาพ Patpatsorn Kanah Tanasethirun
 
หนี้ 2 ล้าน VS ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเป็นเงินได้หมด
 
หากเห็นประวัติของคะน้า - ภัทร์ภัสสร ธนาเสฎฐ์หิรัญ ที่ให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ เรามักจะเห็นคำโปรยเรื่องทำนองว่า ชีวิตของคะน้าเริ่มต้นด้วยความยากไร้ ต้องเก็บขยะขาย ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะนี่เป็นการใช้คำโปรยเพื่อดึงจุดสนใจของผู้ชม 
 
ที่จริงแล้วคะน้าอยู่ในครอบครัวชนชั้นกลางที่ทั้งพ่อและแม่เป็นข้าราชการ ชีวิตในวัยเด็กที่มหาสารคามของเธอจึงไม่ลำบากมากนัก แต่จุดพลิกผันของชีวิตคะน้า เกิดขึ้นสมัยที่เธอเรียนระดับประถมศึกษา มันเป็นวิกฤติของครอบครัวที่ค่อยๆ ขัดเกลาชีวิตและวิธีคิดของคะน้าให้ต่อสู้และมองหาความมั่งคั่งที่มีอยู่รอบตัว
 
วิกฤตินี้เริ่มต้นจากการที่คุณพ่อของเธอไปค้ำประกันให้กับเพื่อนที่เชื่อใจกัน แล้วปรากฏว่าเพื่อนคนนั้นกลับเบี้ยวชำระหนี้ ราคาของความเชื่อใจกันในครั้งนั้นมีต้นทุนสูงถึง 2 ล้านบาท!
 
นี่คือจำนวนเงินที่สูงมากสำหรับครอบครัวข้าราชการที่แม้ว่าสวัสดิการต่างๆ ที่ได้จากอาชีพนี้จะค่อนข้างดีมากหากเทียบกับอาชีพอื่น แต่การแบกรับหนี้ในระดับนี้ทำให้ที่บ้านของคะน้าต้องกลับมาคิดว่าจะเดินต่อไปอย่างไรกันดี?
 
คะน้าเล่าว่า ข้อดีของครอบครัวเธอก็คือ หากเกิดอะไรขึ้นกับที่บ้าน พ่อแม่ของเธอไม่เคยปิดบัง ก็จะเล่าเรื่องให้ลูกๆ ฟัง (บ้านนี้มีลูก 2 คน นั่นคือ คะน้าเป็นพี่สาวคนโต และน้องชายซึ่งรับราชการทหาร) แม้ว่าในตอนนั้นคะน้าเป็นเพียงเด็กประถมฯ แต่เมื่อได้ยินเรื่องราวดังกล่าว มันทำให้เธอคิดว่า จะทำอย่างไรจึงจะคอยช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้ เธอจึงมองไปรอบๆ ตัว แล้วเกิดวิธีคิดที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ หากมองให้ดี ที่รอบตัวของเธอเต็มไปด้วยเงินมากมาย
 
ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่เธอเรียนระดับมัธยมศึกษา ด้วยความที่เธอเป็นเด็กที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ต้องหาอะไรทำ ในช่วงเวลาพักกลางวัน เด็กคนอื่นอาจจะไปทานข้าวแล้วเล่นกีฬาหรือพักผ่อนรอเรียนในรอบบ่าย แต่คะน้าสังเกตเห็นร้านอาหารในโรงอาหาร เวลาเที่ยงดูจะวุ่นวายมาก จึงเสนอตัวที่จะไปล้างจานช่วยร้านอาหารร้านหนึ่ง แล้วสุดท้าย เจ้าของร้านเกิดความเอ็นดู เลยให้เงินคะน้า 200 บาท เพื่อเป็นการขอบคุณ
 
หลักคิดหนึ่งที่คะน้ามักจะพูดผ่านสื่ออยู่เสมอก็คือ สิ่งสำคัญที่ทำให้เธอร่ำรวยมีเงินได้ นั่นก็คือการมีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน อย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะได้เงินตอนนั้น เงินไม่ใช่เรื่องหายาก การที่ผู้ใหญ่ให้คำแนะนำ ให้โอกาสที่ดีกับเรา เราได้ประสบการณ์ มันก็จะดีกับเรา แล้วสุดท้ายเรื่องเงินจะมาเองทีหลัง ขอให้สนุกกับการทำงานไว้ก่อน
 
มีประโยคหนึ่งที่เธอจำมาจากรายการเกมโชว์ นั่นคือประโยคที่ว่า “ทำให้ดี ทำให้ไว ถ้าทำได้ ให้ล้านหนึ่ง” มันทำให้เธอเกิดความคิดว่า หากทำงานให้ดี ทำงานให้ไว มันจะดีกับชีวิตของคะน้าเอง ในตอนที่ล้างจานที่โรงอาหาร คะน้าจึงทำงานค่อนข้างเร็ว เธอพยายามพัฒนาฝีมือในการล้านจานของเธอด้วยการจับเวลาว่า หากเก็บจาน 50 ใบ จะใช้เวลากี่วินาทีในแต่ละครั้ง 
 
และกับความสำเร็จในชีวิต หากมีโอกาสเข้ามา คงไม่น่าแปลกใจหากสาวสวยคนนี้จะหยิบฉวยมันให้กับตัวเองอย่างรวดเร็ว
 
นอกจากงานล้างจานแล้ว คะน้ายังทำงานหาเงินอีกหลายอย่าง รับจ้างล้างห้องน้ำก็ยังเคยทำ แต่ที่ดูจริงจังที่สุดก็คือ การช่วยคุณแม่ขายขนมปังอบ ในช่วงที่ครอบครัวประสบภาวะวิกฤติทางการเงิน หลังจากที่หมดภาระจากงานประจำในทุกเย็น คุณแม่ของคะน้าจะซื้อขนมปังมาโรยแยม ทาน้ำตาลแล้วอบ แล้วนำขนมมาห่อเป็นแพ็คอย่างสวยงามเพื่อเอาออกไปขาย
 
สิ่งที่แม่ทำอยู่ในสายตาของคะน้าทั้งหมด ทำให้เธอรู้ว่า แม่ทำงานหนักมาก หลังเลิกเรียน แทนที่คะน้าจะไปเที่ยวเตร็ดเตร่เช่นเด็กสาวทั่วไป เธอจึงกลับมาขลุกอยู่กับครอบครัว ด้วยความที่เป็นเด็กขยัน เด็กหญิงคะน้าจึงเสนอตัวช่วยงานแม่ทุกอย่าง ตั้งแต่ช่วยทำขนม ไปจนถึงเอาของไปส่งตามร้าน เธอบอกว่า หากสิ่งที่ทำจะทำให้ครอบครัวดีขึ้น อะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยกันได้ก็ต้องช่วยกันทำ
 
ความประหยัด คือคุณสมบัติที่ติดตัวของคะน้ามาตั้งแต่เล็กจนโต มองในมุมกลับกัน ความประหยัด มันคือการเพิ่มรายได้ทางหนึ่ง เพราะหากเราประหยัด เราไม่จำเป็นต้องไปจ่ายอะไรให้เงินในกระเป๋าเราลดลง คะน้าเป็นคนที่มีนิสัยประหยัดมาตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าครอบครัวเธอจะไม่ยากไร้ขนาดที่ไม่สามารถซื้อเสื้อนักเรียนมาใช้เอง แต่คะน้าก็ไม่อายที่จะไปขอเสื้อผ้าบริจาคของคนยากไร้ ที่กรมประชาสงเคราะห์ ได้ชุดนักเรียนมาใส่ฟรี และไม่รู้ว่าชื่อคะน้าได้มาจากที่ใด แต่เธอเป็นคนชอบปลูกผักมากๆ ถึงกับมีกระถางปลูกผัก ปลูกคะน้า ผักกาด กระเพราไว้ทานเอง เรียกได้ว่า ประหยัดในทุกทางที่จะเป็นไปได้
 
แต่ที่กลายเป็นภาพจำของคะน้ามากที่สุดตามสื่อต่างๆ นั่นก็คือ การเก็บขยะมาขาย ในตอนเลิกเรียน ทำไมต้องเป็นขยะ?
 
จุดเริ่มต้นของการขายขยะก็คือ คะน้าอยากแบ่งเบาภาระของทางบ้าน มองไปรอบตัวทั้งที่โรงเรียนหรือระหว่างทางเดิน เธอเห็นทั้งกระดาษ ขวด และกระป๋อง เธอจึงเก็บรวบรวมมาขาย บางครั้งหากในถังขยะมีสิ่งของพวกนี้อยู่มาก เธอจะเข้าไปค้นและคัดแยกขยะเลย ซึ่งรวมๆ แล้ว แต่ละวัน คะน้าสามารถหาเงินได้จากกองขยะถึงวันละ 40 บาท มันอาจจะไม่มากในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับเด็กหญิงคะน้าในวัยมัธยมฯ มันคือเงินที่มากพอที่อย่างน้อยก็ช่วยที่บ้านเรื่องค่าน้ำค่าไฟได้ เมื่อมีคนถามเธอว่า ในตอนนั้นเธออายหรือเปล่าที่ต้องมาเก็บขยะ เธอบอกว่าไม่อาย ภูมิใจเสียด้วยซ้ำที่มีโอกาสหาเงินช่วยเหลือพ่อแม่
 
ครั้งหนึ่งคะน้าเคยให้สัมภาษณ์ว่า “เรานั่งตรงไหนก็ได้ เงินมีอยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นหรือเปล่า” นี่คือวิธีการมองโลกของเธอ ด้วยวิธีการมองเช่นนี้ ทำให้สายตาที่เธอมองสิ่งต่างๆ หรือหยิบจับอะไรแม้แต่ขยะ ดูจะกลายเป็นอีกทางเลือกในการหาเงินของเธอไปเสียหมด
ที่สุดแล้ว เรื่องการเสียเงิน การได้เงิน จึงขึ้นอยู่กับวิธีคิดของเราเท่านั้น จริงอยู่ที่ครอบครัวของคะน้าต้องประสบกับการเป็นหนี้จำนวนถึง 2 ล้านบาทที่ทางครอบครัวไม่ได้ก่อขึ้น แต่หากมัวแต่นอนก่ายหน้าผากคิดว่าทำไมเราจึงมีหนี้มากขนาดนี้ คงจะไม่สามารถแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
แต่หากเปลี่ยนมุมคิดว่า รอบตัวของเรามีความเป็นไปได้ที่สามารถหยิบจับมาทำเงินได้อยู่เต็มไปหมด บางทีศักยภาพและของรอบตัว แม้กระทั่งขยะ เมื่อรวมๆ กันแล้วอาจจะมีศักยภาพซ่อนอยู่มากกว่าเงิน 2 ล้านบาทก็เป็นได้
สำคัญคือ คะน้าบอกว่า ถ้าเจอโอกาสนั้นแล้ว ต้องลงมือทำเลย อย่าไปคิดว่าต้องรอให้ทุนพร้อม เงินพร้อมก่อน จึงจะเริ่มลงมือทำ เริ่มทำจากเล็กน้อยแล้วค่อยผสมให้มากขึ้นเรื่อยๆ จะดีกว่า เธอเปรียบให้เห็นว่า เวลาก่อกองไฟ เราเริ่มจากการใช้กิ่งไม้เล็กก่อกันก่อน เพราะถ้าเริ่มต้นใช้กิ่งไม้ใหญ่ก่อกองไฟเลย มีความเป็นไปได้ว่าไฟกองนั้นก่อไม่ติดแน่ แต่พอเริ่มด้วยกิ่งไม้เล็กๆ ที่สุดแล้วมันก็จะกลายเป็นไฟกองใหญ่ในที่สุด เรื่องการทำมาหากินก็เช่นกัน หากเรามีน้อย ก็เริ่มต้นน้อย เงินบาทสองบาท หากรวมกันเข้าก็เป็นเงินหลายร้อยหลายพันบาท ที่สุดแล้วโอกาสของความสำเร็จก็จะเปิดประตูให้กับเราเอง


ภาพ Patpatsorn Kanah Tanasethirun
 
หลักการเพิ่มมูลค่าแบบ “คะน้า” 
 
สมัยที่คะน้าเรียนอยู่ ม.4 เธอซื้อฝรั่งจากตลาดสดมาแช่บ๊วย แล้วนำไปแพ็คขายตามจุดที่มีคนเยอะๆ อย่างเช่น ตามสถานที่ราชการ โรงพยาบาล เธอเริ่มต้นมองก่อนว่า จุดไหนมีคนสนใจฝรั่งแช่บ๊วยบ้าง แล้วเธอก็เอาไปขาย ซึ่งมีผลตอบรับค่อนข้างดี
 
นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คะน้าสนใจในเรื่องการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเป็นพิเศษด้วยความคิดที่ว่า “ฝรั่งไม่แช่บ๊วย ลูกละ 10 บาท แต่ถ้าเอามาแช่บ๊วย มันจะมีราคา 25-30 บาท บ๊วยเราไปซื้อมาแค่ถุงละ 10 บาทเอง”
 
และวิธีคิดในการทำธุรกิจของเธอที่ถูกต่อยอดมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้การค้าขายในแบบคะน้าจะคิดอยู่ 2 เรื่องหลัก นั่นคือ ขายสินค้าให้กับใคร? และเพิ่มมูลค่าสินค้าแบบไหนได้บ้าง?
 
ในช่วงตอนที่คะน้าเรียนที่คณะสถาปัตยกรรม ภาคออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในเรื่องเรียนหนังสือ เธอตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน เพราะทางบ้านยังประสบภาวะลำบากที่สืบเนื่องมาจากการติดหนี้ 2 ล้านบาทเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ทำให้คะน้าต้องประหยัดอดออมด้วยการไม่เช่าหอพัก เดินทางไปกลับจากบ้านและมหาวิทยาลัยหลายสิบกิโลเมตรด้วยรถสองแถว แล้วกลับมาทานข้าวที่บ้าน
 
นอกจากเรื่องประหยัดแล้ว คะน้ายังคิดถึงเรื่องการหารายได้เสริมเพื่อช่วยเหลือครอบครัว แต่จะกลับมาขายขยะ คงเป็นไปได้ยากแล้ว เพราะรายได้ที่ได้รับและเวลาคงไม่เอื้ออำนวย
 
“เรานั่งตรงไหนก็ได้ เงินมีอยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นหรือเปล่า” ความคิดนี้ยังคงแว่บขึ้นมาในหัวคิด คะน้าจึงมองไปรอบๆ ตัว เธอไปเห็นเศษผ้าโรงงานที่เขาไม่ใช้แล้ว จึงเกิดความคิดว่าจะเอาไปทำอะไรดี ในตอนแรกเธอคิดถึงความเป็นไปได้ที่หลากหลาย จะทำพรม ทำหมอน ทำนั่นโน่นนี่

แต่สุดท้าย พอคะน้ามองไปเห็นกระเช้าของขวัญ และเห็นโบว์ที่ติดกระเช้าประดับอยู่ เธอจึงเกิดความคิดที่ว่าหากนำเศษผ้าเหล่านี้มาทำเป็นกระเช้า คงเป็นลู่ทางการหาเงินที่น่าสนใจ เพราะโบว์ประดับชิ้นหนึ่ง ราคาขายก็เกือบร้อยแล้ว คะน้าจึงนำแบบของโบว์ที่เธอทำ ไปเสนอตามร้านค้าต่างๆ โดยเสนอราคาส่งประมาณ 30-40 บาท ปรากฏว่า มียอดสั่งให้ทำโบว์จากร้านผลไม้ ร้านห่อของขวัญ ร้านขายเครื่องดื่ม และเครื่องเขียน ถึงเดือนละหมื่นชิ้น กลายเป็นว่าในทุกเย็นหลังเลิกเรียนและวันเสาร์-อาทิตย์ ครอบครัวของเธอจะวุ่นอยู่กับการทำโบว์ติดกระเช้าส่งร้านค้า ทำให้คะน้ามีรายได้ในขณะที่เรียนหนังสือถึงเดือนละ 1 หมื่นบาท ซึ่งพอกันกับเงินเดือนของคนที่เริ่มทำงานใหม่เลยทีเดียว
 
วิธีคิดในการทำธุรกิจของคะน้าเริ่มต้นจากความคิดว่า จะขายสินค้าให้กับใคร? นั่นคือการหาตลาดที่เหมาะสม ที่จะซื้อของของเธอ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือร้านค้าในจังหวัดมหาสารคามที่ต้องใช้กระเช้าของขวัญ จากเดิมต้องสั่งสินค้าจำพวกโบว์ผูกของขวัญทีละมากๆ จากแถวเยาวราช คราวนี้ก็เปลี่ยนมาสั่งโบว์ติดของขวัญจากคะน้า ซึ่งสะดวกกว่าในแง่การส่งสินค้าแทน

ส่วนจะเพิ่มมูลค่าสินค้าแบบไหนได้บ้าง? ต้องบอกว่าในกรณีนี้ สินค้าที่เธอไปนำเสนอมาจากเศษผ้าที่เหลือจากโรงงานจึงแทบไม่มีต้นทุนอะไรเลย

นอกจากใช้เวลาในการประดิษฐ์โบว์ติดของขวัญเพียง 1 นาที ก็มีสินค้าไปขายที่ร้าน จึงนับว่าคะน้าเป็นนักธุรกิจที่สมองเพชรมากๆ ที่เสกของที่ไม่มีอะไรเลยให้มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างชาญฉลาด
 
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ตอกย้ำว่าคะน้าฉลาดในการมองหาว่าสินค้านั้นๆ จะขายให้ใคร ครั้งหนึ่งมีคนให้เครื่องปริ้นท์เตอร์เธอมา คะน้าจึงคิดแผนการทำธุรกิจมาได้อย่างหนึ่ง คะน้าไปคุยกับเพื่อนๆ ในชั้นเรียนเพื่อเสนอบริการรับจ้างพิมพ์งานให้ มีเพื่อนมาจ้างเธอพิมพ์งานมากมาย ซึ่งนอกจากจะได้ค่าพิมพ์งานแล้ว คะน้ายังเสนอบริการปริ๊นท์งานและรวมเล่มรายงานให้ ทำให้เธอมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก ใครจะคิดเล่าว่าปริ้นท์เตอร์ได้มาฟรีๆ จะเป็นเสมือนตู้เอทีเอ็มขนาดเล็กที่ช่วยเธอปั๊มเงินออกมาใช้จ่ายส่วนตัวได้ระดับหนึ่ง
 
จากขยะที่คนอื่นทิ้ง คะน้าเอามาขาย จากเศษผ้าที่ดูเหมือนจะไม่มีค่า เธอสามารถนำมาเพิ่มมูลค่าด้วยการทำโบว์ติดกระเช้าได้ ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ หากเธอจะเปิดร้านสักร้านขึ้นมา หน้าร้านของเธอจะเป็นเช่นไร?
 
ถึงตรงนี้ เธอคงจะตอบว่า หน้าร้านอยู่ที่ตัวเธอเอง


ภาพ Patpatsorn Kanah Tanasethirun
 
การตลาดแบบคะน้า: ตัวเราเองคือหน้าร้านที่ดีที่สุด
 
หากคิดจะเปิดร้านค้าขึ้นมาเองสักร้าน เราอาจจะคิดถึงรายละเอียดสารพัดที่จะทำให้ร้านนั้นมีคนเข้ามาซื้อสินค้าและบริการ เราจะลงทุนในหลักพัน สำหรับการเปิดแผงร้านแบบง่ายๆ เราอาจจะลงทุนเป็นหลักล้าน เพื่อทำหน้าร้านเป็นสโตร์ที่สวยงาม
 
แต่สำหรับคะน้า (อีกแล้ว) หน้าร้านของเธอไม่มีต้นทุนใดเลย เพราะเธอมองว่า ตัวเธอเองคือหน้าร้านที่ดีที่สุด อาจจะสงสัยว่า ตัวเราเองจะเป็นหน้าร้านได้อย่างไร? ลองมาดูกรณีตัวอย่างที่คะน้าทำแล้วประสบความสำเร็จกันมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กประถมฯ กันดู
 
ตอนที่คะน้าเป็นเด็ก ขณะที่เธอไปโรงเรียน เธอเห็นคนหาบขนมมาขาย ในใจจึงคิดว่า ถ้าเรามีโอกาสขายของแบบนั้นบ้างคงจะดี จึงไปรับขนมที่ร้านค้าส่งมาจำนวนหนึ่งเพื่อเอามาขาย
 
แต่เด็กหญิงคะน้าไม่มีตะกร้าไว้ขายขนม หรือไม่มีหน้าร้าน เธอจึงใช้กระเป๋านักเรียนเก็บขนมนั้นไว้ แล้วทำเหมือนว่าซื้อขนมมาเกิน พอเพื่อนๆ มาเห็นเข้า อยากทานขนมแบบเธอบ้าง เท่านี้ก็ปิดการขายแบบเด็กๆ ได้แล้ว ซึ่งแม้ว่าอาจจะดูเป็นเรื่องเล็ก เรื่องธรรมดามากๆ แต่สิ่งที่เล็กๆ ในอดีตนั่นล่ะ ที่ปูนิสัย ปูวิธีคิดเรื่องการค้าขายของเธอเรื่อยมาจนมาถึงตอนโตที่เธอเรียนจบออกมาจากมหาวิทยาลัย
 
ในช่วงแรกของชีวิตหลังการเรียนปริญญาตรี คะน้าเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อทำงานประจำตามสาขาที่เรียนมา ในตอนแรกเธอเงินเดือนที่เธอได้รับก็คือ 18,000 บาท แม้ว่าสำหรับพนักงานออฟฟิศระดับเริ่มต้น นี่คือเงินเดือนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เมื่อมาคิดดูแล้ว เงินจำนวนเท่านี้ไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลือที่บ้านได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะลำพังค่าครองชีพในกรุงเทพ ทั้งค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่าเดินทางค่อนข้างสูง คะน้าจึงไปเดินดูของแถวๆ สวนลุมไนท์บาร์ซ่าเพื่อนำมาขายหารายได้เสริม
 
ขณะที่เธอเดินดูของขายในตลาด พลันสายตาหันไปเห็นคนญี่ปุ่น คนเกาหลีมุงดูร้านร้านหนึ่ง ด้วยความสงสัยเธอจึงเข้าไปดูในร้าน ร้านนี้ขายสบู่ที่มีกลิ่นหอมมาก หอมจนคนต่างชาติมามุงดู คะน้าจึงเกิดความคิดว่า ถ้าคนต่างชาติชอบสบู่ร้านนี้ขนาดนี้ เราเอาสบู่นี้มาห่อสวยๆ แล้วส่งไปขายทางอีเบย์น่าจะเข้าที คะน้าจึงลงทุนไป 5,000 บาท เพื่อซื้อสบู่จากร้านนี้ไปขายในเว็บไซต์
 
แต่ยังไม่ทันจะได้ขายให้ชาวต่างชาติ ขณะที่เธอพกสบู่ใส่กระเป๋าไปไหนมาไหนด้วย กลิ่นหอมของสบู่ทำให้ผู้คนสนใจและถามซื้อสบู่จากเธอ จนในที่สุด แทนที่จะได้ลูกค้าชาวต่างชาติ จึงเบนเป้าหมายมาขายสบู่กับคนไทยแทน ต่อมาเธอต่อยอดด้วยการเปิดเว็บไซต์ขายสบู่นี้ให้กับคนไทยด้วยกันเองอีกต่อ ทำให้คะน้ามีรายได้จากการขายสบู่วันละ 1 พันบาทต่อวัน ซึ่งรวมๆ แล้วเยอะกว่าเงินเดือนที่ได้จากงานประจำเสียอีก
 
นี่เป็นการขายที่ไม่มีหน้าร้าน เพราะหน้าร้านของคะน้าอยู่ที่ตัวคะน้าเองที่เลือกของที่ดึงดูดใจผู้คนใส่กระเป๋าหิ้วไปหิ้วมา มีคนสนใจแล้วขายได้ในที่สุด
สิ่งที่เรียนรู้จากกรณีการทำธุรกิจของคะน้าตรงนี้ คือการเปลี่ยนภาพความคิดเสียใหม่ว่า หากคิดจะทำธุรกิจอะไร ไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นด้วยการลงทุนแบบใหญ่โต เริ่มจากต้นจากก้าวเล็กๆ หากลูกค้าตอบรับสินค้านั้น สักวันหนึ่งธุรกิจนั้นจะเติบโตอย่างแน่นอน ธุรกิจระดับโลกหลายธุรกิจ อย่างเช่น บริษัทแอปเปิ้ล ก่อนที่จะมีสินค้าเขย่าโลกอย่าง ไอโฟน สตีฟ จอบส์เริ่มต้นทำธุรกิจนี้ด้วยการประกอบคอมพิวเตอร์กับเพื่อน 2-3 คน โดยใช้โรงรถเล็กๆ ที่บ้านเป็นทั้งหน้าร้าน โรงงานเฉพาะกิจ และสำนักงาน
 
แม้ว่าเราจะไม่มีทุนในการค้าขายมากมาย ขอเพียงมีวิธีมองโลกในแบบคะน้า อย่างความคิดที่ว่า ทุกอย่างรอบตัวเป็นเงินได้เสมอ, รู้ว่าจะขายสินค้าให้กับใคร, รู้จักการเพิ่มมูลค่าสินค้า และใช้ตัวเองเป็นหน้าร้านได้
 
เราก็สามารถเริ่มต้นได้เสมอ แม้ว่าทุนที่เรามีจะเท่ากับ 0 ก็ตาม


 
รู้จักสร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง
 
ความสำเร็จจากการขายสบู่หอม เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คะน้าเข้ามาทำธุรกิจเครื่องสำอางอย่างเต็มตัว ลูกค้าของเธอเริ่มถามหาผลิตภัณฑ์เสริมความงามอื่นๆ อย่างเช่นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้ามาขาย
 
เมื่อเธอมองเห็นกลุ่มคนซื้อแล้ว คะน้าจึงไม่ลังเลที่จะเอาบัตรเครดิต 3 ใบ มารูดซื้อครีมบำรุงผิวซึ่งลงทุนไปถึง 150,000 บาท แม้ว่าจะเป็นสินค้าธรรมดา แต่ก็ได้รับผลตอบรับที่ดี คะน้าคิดว่ามาถูกทางแล้ว เธอจึงทบทวนตัวเองว่า ควรจะทำอะไรต่อจึงทำให้เธอไปถึงเป้าหมายได้
 
แล้วคะน้าก็ค้นพบว่า คนที่เข้าใจในเรื่องเครื่องสำอางจริงๆ ในบ้านเรา ไม่ได้มีเยอะมาก เธอเลยสร้างจุดแข็งให้กับตัวเองด้วยการกลับไปเรียนระดับปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วิทยาเขตกรุงเทพฯ เพื่อศึกษาในด้านนี้อย่างจริงจัง 
 
คะน้าเกิดความสงสัยว่า ทำไมผิวของคนฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น จึงดูขาวนวลต่างจากผิวคนไทย เธอจึงทำวิทยานิพนธ์เรื่องปัญหาสภาพผิวของคนเอเชีย แล้วพบว่าปัญหาสภาพผิวของคนไทยมีปัญหามาจากเรื่องอากาศร้อน เมื่ออากาศร้อน ไม่ว่าเราจะทาครีมบำรุงผิวอย่างไรก็ไม่เห็นผล ครีมไม่ซึมลงสู่ผิวเพราะความร้อนไปทำลายสารสกัดที่ทาเข้าไป
 
เธอจึงศึกษาเรื่องเครื่องสำอางที่ช่วยเก็บความความชุ่มชื้นในบรรยากาศและกระชับรูขุมขนอย่างจริงจัง โดยเข้าไปศึกษาในห้องแล็บฯ จนรู้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมความงามแบบใดที่เหมาะกับคนไทย
 
แล้วครีมบำรุงผิวหน้า “เดิมมาดิก” ก็ถือกำเนิดขึ้นมา
 
พูดได้อย่างเต็มปากว่า ครีมบำรุงผิวหน้าแบรนด์นี้ เกิดขึ้นมาจากการขวนขวายศึกษาหาความรู้ในด้านที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เธอจะทำจนกลายเป็นจุดแข็งในการทำธุรกิจของเธอ
 
ยิ่งไปกว่านั้น ในเรื่องของการออกแบบผลิตภัณฑ์ ด้วยความที่ว่าสมัยปริญญาตรี คะน้าเรียนทางด้านการออกแบบนิเทศศิลป์มาโดยตรง และสมัยเรียนเธอได้ทำงานออกแบบไปประกวดอยู่เรื่อยๆ จนมีความเชี่ยวชาญหรือมีจุดแข็งในด้านนี้พอสมควร เมื่อถึงเวลาที่เธอจะปล่อยผลิตภัณฑ์ที่เธอทำขึ้นออกขาย คะน้าจึงเลือกที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์เอง
 
ที่น่าทึ่งก็คือ ต้นทุนในการออกแบบของเธอ ดูง่ายๆ ต้นทุนต่ำ อย่างภาพนางแบบที่ติดอยู่ตรงกล่อง เธอใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือถ่าย แล้วนำมาตกแต่งในคอมพิวเตอร์โดยใช้เพียงโปรแกรมตัดต่อภาพขั้นพื้นฐาน แม้จะดูเรียบง่าย แต่การออกแบบกล่องของเธอคิดมาดีมาก ตัวกล่องวางให้เครื่องสำอางนี้ลอยตัวอยู่กลางกล่องซึ่งป้องกันแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี 
 
การออกแบบของคะน้า ทำให้เห็นว่า ของบางอย่างไม่ต้องมีต้นทุนที่สูงมาก แต่สามารถทำให้มันดูดีได้ ขึ้นอยู่กับวิธีคิดของเราเอง
ถึงจุดนี้ หน้าร้านของคะน้าต้องขยายจากการใส่กระเป๋าของตัวเองแล้วหิ้วไปขายแล้ว เพราะมันกำลังจะขยายจากธุรกิจเล็กๆ ส่วนตัว กลายเป็นธุรกิจที่ผลิตสินค้าส่งไปทั่วประเทศ
 
และที่ที่เหมาะสมที่สุดที่จะวางสินค้าในแบรนด์ “เดิมมาดิก” นั่นก็คือ ร้านค้า 7-11 ที่มี 8,400 กว่าสาขาทั่วประเทศ


ภาพ Patpatsorn Kanah Tanasethirun
 
“ต๊อบ เถ้าแก่น้อย” คือไอดอลของคะน้า
 
ในภาพยนตร์เรื่อง “Top Secret วัยรุ่นพันล้าน” ที่เข้าฉายในปี พ.ศ.2554 เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงประวัติชีวิตของ ต๊อบ – อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ เจ้าของแบรนด์สาหร่ายทอด “เถ้าแก่น้อย” ที่เคยเป็นเด็กติดเกมมาก่อน แต่ที่สุดแล้วก็สามารถสร้างธุรกิจพันล้านใหกับตัวเองได้ตั้งแต่อายุก่อน 30 ปี ต๊อบเองเป็นแรงบันดาลใจของคนหลายคน รวมทั้งคะน้าที่ฝันอยากลุกขึ้นมาทำธุรกิจของตัวเอง 
 
ฉากที่สำคัญฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ ฉากที่ต๊อบหอบผลิตภัณฑ์สาหร่ายของเขาไปเสนอวางขายใน 7-11 แต่ก็ถูกปฏิเสธและแก้ไขตัวผลิตภัณฑ์หลายต่อหลายครั้ง แต่ต๊อบก็ไม่ยอมแพ้ เขาต่อสู้เพื่อพัฒนาสาหร่ายทอดให้กลายเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานและสามารถนำไปขายใน 7-11 ได้ในที่สุด
 
ฉากนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คะน้ากล้าที่จะนำเสนอครีมบำรุงผิว “เดิมมาดิก” กับ 7-11 ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าต๊อบทำได้แสดงว่าเธอก็มีลู่ทางในการนำสินค้าของเธอไปวางขายในร้านสะดวกซื้อที่มีเครือข่ายมากที่สุดในประเทศไทยร้านนี้เช่นกัน
 
ในช่วงเวลาที่เธอกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวของเธอ คะน้ารู้จักกับรุ่นพี่ที่เรียนมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงด้วยกัน รุ่นพี่คนนี้มีโรงงานผลิตสินค้าที่ให้กับทางบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) เธอจึงขอเข้าไปทำงานฟรี โดยการรับจ้างออกแบบแพ็กเกจ
 
คะน้าทำงานจนชนะใจรุ่นพี่ ซึ่งเห็นว่าเธอเป็นเด็กที่ตั้งใจจริง เขาจึงให้โอกาสเธอนำเสนอผลิตภัณฑ์ของเธอเองกับ 7-11 มาถึงจุดนี้หลายคนอาจจะคิดว่าเส้นทางทางธุรกิจของเธอคงง่ายขึ้นแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่เพราะว่าผลิตภัณฑ์ของเธอถูกส่งกลับให้มาแก้ครั้งแล้วครั้งเล่านับรวมกันแล้วถึง 6 ครั้ง ทั้งเรื่องการดีไซน์สินค้า เรื่องกล่อง ไปจนถึงเรื่องหลอดบรรจุผลิตภัณฑ์ ซึ่งใช้เวลามากกว่าครึ่งปีกว่าจะทำให้ 7-11 ยอมรับได้
 
ถามว่าตอนนั้นเธอท้อไหม? คะน้าเป็นหญิงสาวที่มองโลกในแง่ดีมากๆ แม้ว่าช่วงนั้นเธอจะลำบาก และต้องประหยัดในระดับที่ว่าต้องทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทนข้าวอยู่ทุกวันเพื่อเก็บเงินมาทำฝันให้เป็นจริง แต่คะน้าไม่เคยท้อถอย เธอคิดว่า เพราะเราหายใจอยู่จะหยุดไม่ได้ ต้องสู้ต่อไป วันหนึ่งจะถึงเส้นชัยของเราเอง 
 
จนในที่สุดเดือนตุลาคม 2556 สินค้าแบรนด์ “เดิมมาดิก” ได้มีโอกาสวางขายในแคตาล็อกของ 7 -11 ผ่านไปเพียง 2 เดือน กลายเป็นสินค้าขายดี จนทาง 7-11 นำสินค้าของเธอมาขึ้นชั้น และกระจายไปทั่วเครือข่ายร้าน 7-11 ที่มีมากถึง 7 พันกว่าสาขาทั่วประเทศไทย


ภาพ Patpatsorn Kanah Tanasethirun
 
คะน้าในวันนี้
 
ธุรกิจของคะน้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากครีมบำรุงผิวหน้า สินค้าในแบรนด์ของ “เดมมาดิก” แตกไลน์มาเป็นเซรั่มหน้าใส ครีมกันสิว ครีมกันฝ้า ซึ่งมีผลประกอบการสูงถึงหลักร้อยล้านและอีกไม่นานก็คงจะพุ่งทะยานถึงหลักพันล้าน
 
แน่นอนว่า หนี้สินของพ่อแม่ที่เคยมีถึงหลักล้าน ในวันนี้ถูกชำระไปหมดสิ้น พ่อกับแม่ลาออกจากงานมาอยู่บ้านใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ที่จังหวัดมหาสารคามและมาเยี่ยมลูกสาวบ้างเป็นบางครั้งบางคราว
 
จากเด็กที่เคยขายขยะเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ในวันนี้เธอกลายเป็นคนดัง มีรายการโทรทัศน์มากมายติดต่อขอสัมภาษณ์ มีค่ายหนังจะเอาประวัติของเธอมาสร้างเป็นหนัง และด้วยความที่เธอเป็นเด็กสาวหน้าตาดี เธอจึงมีเสี่ยมาทาบทามขอเลี้ยงดู แต่เธอคิดว่า เธอพอใจกับเงินที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงมากกว่า จึงขอไม่ยุ่งกับเรื่องพวกนี้
 
ด้วยชีวิตที่ฝ่าฟันอุปสรรคมาเยอะมาก คะน้าบอกว่า เธอยินดีมากหากสถานศึกษาหรือบริษัทเอกชนใดจะเชิญเธอไปเป็นวิทยากร โดยคะน้าไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะเธอเพียงอยากถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของเธอเองเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนหลายคนลุกขึ้นมาสู้เพื่อทำความฝันของตนให้เป็นจริง
 
และแม้ว่าในวันนี้ คะน้าจะกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้าน แต่ความร่ำรวยไม่สามารถเปลี่ยนเธอได้ สาวสวยคนนี้ก็ยังทานข้าวที่ร้านข้างถนน และนั่งรถเมล์ไปไหนต่อไหนได้อย่างไม่เคอะเขิน เธอบอกว่าธรรมะประจำใจอย่างหนึ่งของเธอก็คือ การยอมรับความจริง
 
“การไม่ปฏิเสธความจริงจะไม่ทุกข์ ถ้าเราเข้าใจความเป็นธรรมชาติของตัวเองตั้งแต่แรกว่าเป็นอย่างไร เช่น เป็นคนจนแต่สามารถค่อยๆ พัฒนาจนรวยได้ จะทำให้เราก้าวไปได้อย่างมั่นคง แต่สุดท้ายแล้วความรวยไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น หรือความจนไม่ได้ทำให้เรามีความทุกข์มากขึ้น คนเรามีความสุขเท่าเดิมไม่ว่าจะรวยหรือจน เพราะถ้ายอมรับความจริงในชีวิตได้ก็แปลว่ามีความสุขอยู่แล้ว” 
 

ภาพ Patpatsorn Kanah Tanasethirun
 
ที่ผ่านมา คะน้า - ภัทร์ภัสสร ธนาเสฎฐ์หิรัญ มีหลักในการใช้ชีวิตอยู่หลายข้อไม่ว่าจะเป็น การมองว่าทุกอย่างที่อยู่รอบตัวสามารถที่จะเป็นเงินได้หมด ขึ้นอยู่กับวิธีคิดของเราเอง อย่างเช่นที่เธอมองเห็นว่า สิ่งรอบตัว แม้แต่ของไร้ค่าที่ทุกคนทิ้งมันไปอย่าง ขยะ มองในมุมหนึ่งมันสามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับเราได้เหมือนกัน
 
การที่มีหลักคิดว่าสินค้าที่เราจะขาย ต้องรู้ว่าเราจะขายให้กับใคร? แล้วเราจะเพิ่มมูลค่าให้กับมันได้อย่างไรบ้าง? เช่นเดียวกันกับคะน้าที่มองเห็นเศษผ้าที่ทิ้งแล้วจากโรงงาน เธอคิดไปถึงการทำโบว์ติดกระเช้าของขวัญเสนอขายกับร้านของขวัญทั่วจั้งหวัดมหาสารคาม โดยมียอดสั่งมาเดือนละหมื่นชิ้น ซึ่งตัวสินค้าแทบไม่มีราคาอะไรเลยเพราะเป็นเศษผ้าที่ถูกทิ้ง แต่คะน้ากลับทำให้มันมีมูลค่าขึ้นมา
 
ในเรื่องการทำทำธุรกิจ ถ้าอยากทำต้องเริ่มต้นทำเลย อย่ามัวแต่รอทุน รอจังหวะ เพราะมีเงินน้อยก็สามารถทำได้เช่นกัน เหมือนอย่างเรื่องหน้าร้านของคะน้า ในตอนเริ่มต้นทำธุรกิจ คะน้าไม่ได้ลงทุนใดๆ เกี่ยวกับหน้าร้านแต่ใช้ตัวเองเป็นหน้าร้าน เธอเพียงแต่หิ้วสินค้าไปด้วย ถ้ามีลูกค้ามาสนใจ ก็ขายได้ทันที
 
และยังต้องรู้จักสร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง จุดแข็งของเราจะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อย่างเช่นกรณีของคะน้า ที่เมื่อเลือกจะทำธุรกิจด้านความสวยความงามแล้ว เธอจึงเสริมความรู้ความชำนาญด้วยการเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางจนสามารถปั้นแบรนด์ “เดิมมาดิก” ได้สำเร็จ
 
แนวคิดท้ายที่สุดของเธอคือเชื่อว่าชีวิตคนเรา ถ้ายังหายใจอยู่ อย่าท้อถอย ต้องสู้ต่อไป กว่าที่คะน้าจะนำแบรนด์ “เดิมมาดิก” เข้าสู่ร้านค้าของ 7-11 ได้ เธอต้องแก้ไขผลิตภัณฑ์ครั้งแล้วครั้งเล่า จนวันหนึ่ง ความฝันของเธอก็เป็นจริงในที่สุด
 
ปัจจุบันแบรนด์ครีมบำรุงผิว “เดิมมาดิก” (Dermadict) ของ คะน้า - ภัทร์ภัสสร ธนาเสฎฐ์หิรัญ กำลังไปได้สวยโดยวางขายในหลายช่องทาง และผลิตภัณฑ์ได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย รวมถึงกำลังมีแผนจะขยายตลาดไปยังประเทศจีนในอนาคต ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บริษัท เอเชีย คอสเมติกส์ กรุ๊ป จำกัด มีผลประกอบการที่ผ่านมาดังนี้
 
  • ปี 2557 รายได้ 13 ล้านบาท กำไร 1 ล้านบาท
  • ปี 2558 รายได้ 38 ล้านบาท กำไร 8 ล้านบาท
  • ปี 2559 รายได้ 24 ล้านบาท กำไร 6 แสนบาท
 
 
 
ที่มา :
หนังสือ อายุน้อย รวยพันล้าน : Young Billionaire โดย ณัฐกร เวียงอินทร์