x

การเติบโตของเศรษฐกิจฝากฝั่งตะวันออกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แกนเศรษฐกิจโลกเริ่มเคลื่อนตัวลงทุนเข้าสู่โซนเอเชียและรวมถึงอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่เริ่มมีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจจากตัวเลือกของประเทศต่างๆ ที่มีศักยภาพในการเข้าไปตั้งฐานการผลิตและกระจายสินค้า จึงปฏิเสธไม่ได้ที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวกับภูมิภาคนี้ ซึ่งหมายรวมถึงประเทศไทย ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับโอกาสต่างๆ พร้อมทั้งสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้สมบูรณ์แบบ 



กลุ่มบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ในฐานะส่วนหนึ่งของฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงและเริ่มขยับตัวอย่างครั้งใหญ่อย่างน่าสนใจ
แน่นอนว่าทุกๆ ภารกิจต้องผู้นำคนสำคัญและในการเปลี่ยนแปลงของอมตะฯ ครั้งนี้ ก็ได้ ลีน่า อึ้ง ผู้บริหารด้านการลงทุน (Chief Investment Officer) ที่อยู่เบื้องหลังการการรีแบรนด์ครั้งและการปรับโฉมให้อมตะฯ ดำเนินธุรกิจได้อย่างก้าวกระโดด 
 
Q : ภาพการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างทางธุรกิจใหม่ หรือการรีแบรนด์ ครั้งใหม่ ของกลุ่มอมตะ มีวัตถุประสงค์ของการสื่อสารทางธุรกิจอย่างไร
ลีน่า : เราได้ปรับในส่วนของภาพลักษณ์เพื่อให้มีความสากลมากขึ้น ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนชื่อโครงการใหม่ให้เป็นสากลมากขึ้น จาก “อมตะนคร” เป็น “อมตะซิตี้ ชลบุรี” และ “อมตะซิตี้” เป็น “อมตะซิตี้ ระยอง”เพื่อให้สอดคล้องไปกับโครงการอื่นๆ ที่อมตะไปลงทุนในต่างประเทศ ขณะเดียวกันในส่วนของโลโก้ เราก็ได้ปรับรูปฟันเฟืองเกียร์ออกไป สื่อให้เห็นถึงการก้าวสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ และเพิ่มลายเส้นแสดงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มอมตะฯ ทั้งหมดนี้ เพื่อสื่อสารว่าเราเปลี่ยนจากนิคมอุตสาหกรรมให้เป็นเมืองอัจฉริยะที่ทันสมัย หรือ สมาร์ทซิตี้ (Smart City) ที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และการพัฒนาอย่างไม่สิ้นสุดของกลุ่มอมตะฯ ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่จะมาลงทุนในโครงการ และพร้อมรองรับการลงทุนที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สมัยใหม่ รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตตามการเจริญเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืน มีทั้งโรงเรียนชั้นนำ และโรงพยาบาลที่ทันสมัยที่ประชาชนโดยรอบสามารถเข้ามาใช้บริการได้ตลอดเวลา รวมไปถึงการสร้างงานสร้างอาชีพ มีการจ้างงานให้กับชุมชนโดยรอบมากยิ่งขึ้น 


 
Q: สมาร์ทซิตี้ หรือเมืองอัจฉริยะของกลุ่มอมตะฯ ได้กำหนดแนวทางพัฒนานับจากนี้อย่างไร ในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้อย่างสมบรูณ์แบบ เพื่อมุ่งสู่สมาร์ทซิตี้ระดับโลก
ลีน่า : แนวทางพัฒนาเมืองอัจฉริยะจะครอบคลุมใน 8 ด้านสำคัญ ได้แก่ 
  1. Smart Energy ที่เน้นพลังงานหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน อย่างเช่นการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในโรงงาน มีโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ (Waste-to-energy) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  2. Smart Mobility จัดการจราจรด้วยระบบขนส่งที่ทันสมัย และมีแอปพลิเคชันที่ร่วมมือกับสิงคโปร์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีโรงงานเกี่ยวกับรถ EV มาตั้งอยู่ในโครงการ
  3. Smart Community มีชุมชนที่พักอาศัย ร้านอาหาร ธนาคารรับรองภายในโครงการ
  4. Smart Environment ใช้เทคโนโลยีสะอาดเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม ที่จะทำให้ขยะเป็นศูนย์
  5. Smart Education มีโรงเรียนที่มีคุณภาพตั้งอยู่ภายในโครงการ
  6. Smart Manufacturing โรงงานอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่
  7. Smart Aerospace City เป็นศูนย์กลางชิ้นส่วนอะไหล่อากาศยานของอาเซียน 
  8. Smart Innovation (Amata Science City) ศูนย์รวมงานวิจัยและพัฒนาเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

 
Q : การพัฒนาเป็นสมาร์ทซิตี้ ของกลุ่มอมตะจะสร้างโอกาสทางการลงทุน และความได้เปรียบของ Location ได้อย่างไร
ลีน่า : ที่ตั้งจุดนี้มีศักยภาพในการเป็นฮับสำหรับการขนส่งโลจิสติกส์ที่สำคัญของภาคตะวันออก โดยกลุ่มอมตะฯ ของเรามีจุดแข็งที่โลเคชั่นที่ได้เปรียบทั้งการขนส่งทางทะเล ทางอากาศ และระบบรางที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อีกทั้งยังเป็นพื้นที่เป้าหมายของการพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ของรัฐบาล
 
Q : กลุ่มอมตะฯ มองโอกาสการเติบโตอย่างไร กับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน
ลีน่า : เราให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอย่าง Internet of Things (IoT) ตอนนี้บริษัทฮิตาชิ จากประเทศญี่ปุ่น ได้เริ่มวางระบบ IoT ให้กับบริษัทญี่ปุ่นที่ตั้งในประเทศไทย ต่อไปจะเป็นโรงงานอัจฉริยะที่สั่งงานได้จากที่ไหนก็ได้ ดังนั้นเรื่องการเก็บรวบรวมข้อมูลจึงสำคัญ ในสมาร์ทซิตี้ของเราเลยมี Data Center หรือศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นอาคาร 4 ชั้น รองรับตู้แร็คได้มากถึง 1,400 ตู้ ซึ่งมีความปลอดภัยสูงที่จากน้ำท่วม แผ่นดินไหว และภัยธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งความมั่นคงของระบบ Data Center ของเรานี้จะมีส่วนสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างเช่น การผลิต สถาบันการเงิน สายการบิน และผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถดำเนินธุรกิจไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจมากยิ่งขึ้น