x

“ Experience is not what happens to you; it’s what you do with what happens to you.”
 
เมื่อใกล้เวลาสิ้นปี 2556 สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนจะต้องคิดคือ เรื่องของกลยุทธ์การลงทุนในปีหน้า ซึ่งผมจะขอแลกเปลี่ยนกับท่านผู้อ่านในประเด็นนี้ดังนี้ กล่าวคือ เมื่อเอ่ยถึงการลงทุนในปีหน้า หรือในปีใดๆ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ท่านผู้อ่านใคร่ครวญใน 2 คำถามง่ายๆ คือ
1.สินทรัพย์ใดจะมีผลตอบแทนที่น่าสนใจในปีหน้าคำถามนี้จะเน้นไปที่การลงทุนระยะสั้น คือ ไม่เกิน 2 ปี หรือไม่เกิน 1 ปี เป็นต้น และ 2.ในปีหน้าควรเข้าลงทุนในสินทรัพย์ใด เพื่อที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากในระยะยาว (มากกว่า 2 ปีขึ้นไป) หรือเข้าซื้อสินทรัพย์ในปีหน้าที่ราคาต่ำกว่าพื้นฐาน เพื่อรอจังหวะขายในปีถัดๆ ไป หรือถือต่อเนื่องกัน 3 ปีขึ้นไป และทำการขาย เป็นต้น
 
คำถามข้อแรก สินทรัพย์ใดที่จะมีผลตอบแทนในปีหน้านั้นจะต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจภาวะเศรษฐกิจโลก ภาวะเศรษฐกิจไทย กระแสเงินทุนไหลเข้าก่อน แล้วจึงเลือกประเภทของสินทรัพย์ เช่น หุ้น (ไทย ยุโรป สหรัฐฯ จีน ฯลฯ) หรือสินค้าโภคภัณฑ์ (ทอง น้ำมัน สินค้าเกษตร เป็นต้น) หรือตราสารหนี้ (ตราสารหนี้ภาครัฐบาลไทย ภาครัฐต่างประเทศ หุ้นกู้เอกชน เป็นต้น) หรือสินทรัพย์ประเภท กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)
 
ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านมีความสามารถลงลึกในรายละเอียดของแต่ละสินทรัพย์จะดีมาก เช่น หุ้นไทย หุ้นในสหรัฐฯ เป็นหุ้นบริษัทใดอย่างไรก็ตาม ในส่วนของบทความนี้ผมจะเสนอในภาพกว้างๆเป็นสำคัญ ซึ่งแน่นอนอาจจะมีความเสี่ยงของการประเมินที่อาจจะคลาดเคลื่อน ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านจะเจาะลึกไปในรายละเอียดของสินทรัพย์แต่ละประเภทอาจจะต้องทำการบ้านมากกว่านี้โดยหาอ่านบทวิเคราะห์ของสำนักวิจัยต่างๆ ด้วยตนเอง ซึ่งในส่วนของหุ้นต่างประเทศรายตัวอาจจะเป็นการยาก เพราะความจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลของผู้อ่านที่เป็นนักลงทุนรายย่อย ซึ่งในกรณีนี้ผมจะเสนอเป็นกองทุนรวมของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต่างๆ แทน
 
การตอบคำถามข้อแรก ผมขอเริ่มต้นที่ ขณะนี้เราทราบดีกันอยู่แล้ว และบทความของผมได้เอ่ยไปในส่วนของตรงนี้หลายครั้งแล้ว (เช่น บทความ ‘ผลของการลด QE ต่อการลงทุน’ และบทความ ‘ข้อคิดสำหรับการลงทุนในยุคฟองสบู่’)ดังนั้นผมจะขอสรุปโดยย่อดังนี้ ภาวะระบบเศรษฐกิจการเงินโลกกำลังอยู่ในช่วงสภาพคล่องที่เคยถูกพิมพ์ขึ้นมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยสหรัฐฯ อังกฤษ และญี่ปุ่น กำลังลดลง โดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาติที่กระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุดผ่านนโยบาย QE กำลังจะเป็นชาติแรกที่ลดวงเงินการกระตุ้นลง ซึ่งอย่างเร็วจะเกิดขึ้นในเดือน ธ.ค. 56 นี้และอย่างช้าจะเป็น มี.ค. 57 ซึ่งการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะมีผลให้เกิดการปรับฐานของราคาหุ้นทั่วโลก ซึ่งระยะเวลาในการปรับฐานจะใช้เวลาสั้น (ไม่เกิน 6 เดือน) หรือยาว (มากกว่า 6 เดือน) และการปรับลงของราคาจะลงมาก (ดัชนีลดลงมากกว่า 20% ใน 6 เดือนนับจากระดับดัชนีสูงสุดในรอบ 1 ปี)หรือลงน้อย (ดัชนีลดลงน้อยกว่า 20% ใน 6 เดือนนับจากระดับดัชนีสูงสุดในรอบ 1 ปี) ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจพื้นฐานและดุลบัญชีเดินสะพัด ตลอดจนทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศนั้นๆ
 
โดยที่ผมประเมินว่า การปรับฐานของหุ้นมากกว่า 20% ขึ้นไปจากระดับดัชนีสูงสุดในรอบ 1 ปี จะเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรปจะมีการปรับฐานสั้นๆ ประมาณ 3-7% จากระดับดัชนีสูงสุดในรอบ 1 ปี ซึ่งนั่นจะเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ หรือยุโรปผ่านกองทุนรวม ในประเทศไทย
 
เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่า 1.เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง จากการกระตุ้นเศรษฐกิจ (นโยบาย QE) และการค้นพบแหล่งพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน (Shale Oil / Gas) และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้เข้าสู่สังคมฐานความรู้(Knowledge Economy) อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะสหรัฐฯ สามารถทำการผลิตสินค้าและบริการได้เท่ากับก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2551 โดยใช้แรงงานน้อยกว่าเดิมมากดังจะเห็นจากอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 7%การผลิตที่มากขึ้นนั้นอาศัยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีหลายประการตามที่ผมได้เอ่ยไปในบทความนี้ในตอนก่อนหน้า ตอน ‘นวัตกรรมเทคโนโลยีพลิกโลกเศรษฐกิจและธุรกิจ (Disruptive Technologies)’ ซึ่งจากการประเมินของบริษัท McKinseyในภาพที่ 1 พบว่า นวัตกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบพลังงาน (Energy) การค้าระหว่างประเทศ (Trade) จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของ GDP สหรัฐฯ แต่การใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) มีผลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไล่เลี่ยกัน และลำดับท้ายที่สุดคือ แรงงานมีความรู้ (Talent) ทั้งนี้ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากที่สุดจะมาจากการค้นพบแหล่งพลังงานของสหรัฐฯ
 
จากตรงนี้เราพอจะประเมินภาวะพื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเบื้องต้นดังนี้ “เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกากำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็งมากขึ้นตามลำดับ อันเป็นผลจากการค้นพบพลังงานในประเทศและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Disruptive Technologies) นอกจากนี้การค้นพบพลังงานในประเทศจนทำให้แนวโน้มต้นทุนพลังงานในประเทศเริ่มลดต่ำลง สหรัฐฯ สามารถเป็นผู้ส่งออกพลังงานขายในตลาดต่างประเทศได้ซึ่งมิเพียงแต่ทำให้สหรัฐฯ ลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศหากแต่ยังส่งผลให้สหรัฐฯ สามารถขายพลังงานเป็นรายได้ต่างประเทศ ผลคือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดตามลำดับ ต้นทุนการผลิตลดลงและการขาดดุลการคลังมีแนวโน้มลดลง แต่ยังคงเป็นปัญหากดดันงบประมาณในระยะยาวอยู่ ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังไม่ขึ้นภาษีและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในประเทศ”
 
ด้วยเหตุนี้ การปรับฐานของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง S&P 500 และ Dow Jones Index ในช่วงปลายปี 2556 ต่อเนื่องไปต้นปี 2557 จึงเป็นโอกาสให้ผู้อ่านได้พิจารณาลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งในส่วนของผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เน้นไปยังตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาประเภทกองทุนรวมโดยเฉพาะนั้น มีเบื้องต้นดังนี้ บลจ.กสิกรไทย (กองทุนเปิด เค ยูเอสเอ หุ้นทุน), บลจ.ทิสโก (กองทุนเปิด ทิสโก้ยูเอส อิควิตี้ ฟันด์), บลจ.แมนูไลฟ์ (กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็งค์ อเมริกัน โกรท เอฟไอเอฟ), บลจ.กรุงศรี (กองทุนเปิดกรุงศรียูเอสอิควิตี), บลจ. อเบอร์ดีน (กองทุนเปิด อเบอร์ดีน อเมริกัน โกรท ฟันด์), บลจ.แอสเซทพลัส (กองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอสแอนด์พี 500) ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถติดต่อข้อมูลและศึกษาเอกสารชี้ชวนและรับการประเมินความเสี่ยง จากทุก บลจ.ที่มีผลิตภัณฑ์ในการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ตามที่กล่าวมาในข้างต้น