x

 
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2560 คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป มีมติรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองกับรัฐบาลไทย โดยในแถลงการณ์จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่างประเทศอียู มีมติออกมา 14 ข้อหลัก ๆ โดยมีใจความว่า อียูตกลงที่จะรื้อฟื้นและปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทย โดยทางอียูยังคงยืนยันข้อเรียกร้องให้ไทยการยกเลิกข้อจำกัดเสรีภาพ ตามหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็น ตลอดจนเสรีภาพในการชุมนุมและการรวมกลุ่ม ซึ่งทั้งหมดถูกปิดกั้นนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารปี 2557
 
นอกจากนี้มติดังกล่าวยังพูดถึงเรื่อง การเจรจาความตกลงการค้าเสรี ความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ กับรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลายคนมองว่าการที่อียูหันมารื้อฟื้นความสัมพันธ์ในครั้งนี้ เนื่องมาจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาประกาศว่าจะให้มีการเลือกตั้งในปี 2561
 
ในวันนี้เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ อาจาย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาเหตุใดกันแน่ที่ทำให้อียู หันมารื้อฟื้นความสัมพันธ์ในครั้งนี้กับไทย
 
GM Live: เหตุใดอียู ถึงมีท่าทีในการปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทย
จันจิรา: อียูคงรู้ข้อมูลภายในบางอย่าง คงรู้ว่าการเลื่อนการเลือกตั้งคงจะเกิดขึ้นได้ยาก และมีสัญญาณว่ากระบวนการเลือกตั้งคงมีความเป็นไปได้ ตามหลักมาตราการทางการทูต อียูคงอยากแสดงการสนับสนุนมากกว่าที่จะลงโทษ อยากจะผลักดันให้กระบวนการเลือกตั้งโปร่งใส ทำให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองต่าง ๆ หรือภาคประชาสังคมแสดงความเห็น แล้วแสดงแคมเปญการเลือกตั้งมากขึ้น อีกทั้งอียูคงคิดว่า การลดระดับความสัมพันธ์ในหลายปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีขึ้น ในแง่การเมืองภูมิภาค ไทยก็หันไปพึ่งจีนมากขึ้น มันก็เหมือนเป็นการสนับสนุนการเมืองที่ไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย 
 
GM Live: หลายคนตั้งคำถามว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของอียู มีอะไรแอบแฝงหรือไม่
จันจิรา: อย่างที่พูดไปตอนต้น กลไกทางการทูตกดดันที่อียูใช้ ทำมาหลายปีก็ไม่ได้ผล ไทยแคร์แรงกดดันจากนานาชาติก็จริง แต่ว่าไทยมีที่พึ่งอื่น อียูก็อาจจะเห็นจังหวะเหล่านี้ แทนที่จะดำเนินนโยบายปิดเหล่านี้ ก็เปิดซะดีกว่า จริงอยู่ไทยอาจจะได้รับประโยชน์จากผลพลอยได้ทางการค้าขายกับอียู แต่อย่าลืมว่าตลาดบ้านเราเล็กมาก เราไม่เหมือนประเทศอย่างจีนหรืออินเดีย ที่ทำกำไรทางการค้าระดับประเทศได้เยอะ
 
GM Live: ถ้าอ่านจากมติ ที่อียู ประกาศออกมา ดูเหมือนว่ามติดังกล่าวจะมีลักษณะ เป็นเงื่อนไขและข้อบังคับ ที่เรียกร้องให้รัฐบาลไทยทำตาม
จันจิรา: มันเป็นกึ่งกดดันเหมือนกันนะ ทางอียูปรับความสัมพันธ์ก็จริง แต่ข้อแม้ก็คือคุณก็ต้องทำให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นด้วย มันก็เปรียบเหมือนเป็นมาตราการป้องกันไม่ให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งไปอีก
 
GM Live: เงื่อนไขที่อียูประกาศออกมา ดูเหมือนจะเรียกร้องให้ยกเลิกข้อจำกัดด้านเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และที่สำคัญคือไม่ให้เอาผิดมาตรา 112 ด้วยมองเรื่องนี้อย่างไร
จันจิรา: สหภาพยุโรป ประเด็นที่เขาสนใจที่สุดคือการปกป้องสิทธิมนุษยชน ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการใช้กฏหมายของเราหลาย ๆ ข้อเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นพ.ร.บ.คอมพ์ หรือกฏหมายที่ลงโทษคนข้อหากบฎ ซึ่งอียูก็ออกมาประณามข้อกฏหมายเหล่านี้มานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีแถลงออกมาแบบเป็นทางการ กลไกที่อียูทำงานกับรัฐบาลไทย ก็เป็นในทำนองกดดันมานานแแล้ว 
 
แต่ส่วนตัวมองว่าการประกาศที่ออกมาล่าสุด เหมือนเป็นการยื่นหมูยื่นแมว อารมณ์ประมาณ เราปรับความสัมพันธ์มาเป็นปกติแล้วนะ แต่คุณก็ต้องทำตามหลักการสิทธิมนุษยชน หรือการเคารพกฏหมายระหว่างประเทศด้วย 
 
เพราะฉะนั้น ถ้าประกาศออกมาเป็นสาธารณะแบบนี้ ถึงแม้ใจไม่อยากจะทำเท่าไหร่ แต่ยังไงก็ต้องแสดงออกให้โลกเห็นว่าเราเคารพสิทธิมนุษยชน ลดการดำเนินโทษ ลดคดีความด้วยกฏหมายพิเศษต่าง ๆ ให้น้อยลง
 
GM Live: ไทยจะได้รับอะไรกลับมาบ้าง  จากท่าทีในครั้งนี้ของ อียู
จันจิรา: เราก็คงมีการกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีและปกติ ในแง่ภาพลักษณ์ก็คงดีขึ้น แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเยอะ ถ้าสังเกตได้จากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่เราถูกลดระดับความสัมพันธ์ ในทางการอาจจะใช่ แต่ถามว่ามันกระทบเราเยอะไหม บอกเลยว่าไม่ขนาดนั้น
 
GM Live: แสดงว่าสถานการณ์การเมืองในไทยเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ในมุมมองของอียู
จันจิรา: คงไม่ถึงกับยอมรับที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่ส่วนตัวมองว่าอียู คงมองไปช่วง 2-3 ปี ข้างหน้า ต้องมีการเปลี่ยนไปเป็นระบบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการประกาศแบบนี้เหมือนเป็นการรับรองระบอบการเมืองหลังการเมืองระบอบทหาร
 
GM Live: ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ทำให้ต้องมีการเลื่อนการเลือกตั้ง จะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น
จันจิรา: อียู เป็นกลุ่มทางการเมืองของโลกที่สำคัญก็จริง แต่ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ของการเมืองระหว่างประเทศ ที่ทางของไทยในการเมืองโลก ประเทศที่สำคัญที่สุดก็คือสหรัฐฯ ซึ่งตอนนี้ทางสหรัฐฯไม่ได้กดดันไทย หรือมีเงื่อนไขอะไรแบบนี้กับไทย ซึ่งการทื่อียูทำแบบนี้ มันก็เป็นเรื่องวิธีทางการทูต มากกว่าการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ที่จะกระทบสลักสำคัญในแง่การเมืองภายในของไทย
 
ส่วนตัวมองว่าการประกาศของอียู ในครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนของจุดเปลี่ยนที่กำลังจะเกิดขึ้นมากกว่า มันไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยน แต่การเปลี่ยนกำลังจะเกิดขึ้น อียู เหมือนผลักให้การเปลี่ยนให้ครั้งนี้มันมีความแน่นอนมากขึ้น นี่คือหน้าที่ของนโยบายแบบนี้ 
 
แต่ถามว่าถ้าไม่มีการประกาศของอียู หรือมีเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงอื่นที่สำคัญ แรงกดดันในประเทศสำคัญกว่า ประเทศไทยไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงได้ด้วยพลังจากภายนอกเพียงอย่างเดียว ถ้ามันไม่ได้เป็นพลังจากภายในก็คงต้องเป็นพลังจากทั้งสองฝ่ายรวมกัน
 
 
ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ อาจาย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์