x

ประภาส ทองสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สื่อสารองค์กร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย บุคคลสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์โฆษณาฟีลกู๊ด Hero In You ที่ปลุกพลังมนุษย์คนทำงานและส่งสารแห่งความสุขสู่สังคมไทย เขาสั่งสมพลังบวกในการใช้ชีวิตและหลักคิดในการบริหารงานบริหารคนแบบไหนไว้บ้าง 
 
 
เบื้องหลัง Hero In You คืออะไร สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นอย่างไร
 
     “กลุ่ม CIMB มีคอนเซปต์ที่ใช้กันทั่วโลก คือ Forward ขณะที่ CIMB THAI เองก็ต้องการเติบโตแบบก้าวกระโดด  คุณกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จึงเริ่มต้นโครงการ ที่ชื่อว่า Fast Forward ให้สอดคล้องในทิศทางเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในองค์กร โดยเฉพาะบุคลากรซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ผมมีหน้าที่ดูแลเรื่องการสื่อสาร จึงทำการตีโจทย์ Fast Forward ว่าทำอย่างไรที่จะสร้าง Involve ให้คนทั้งองค์กรได้เข้ามามีส่วนร่วม 
     “ดังนั้น ก็กลับมาที่รากฐานสำคัญ คือทุกคนในองค์กรล้วนเป็นคนสำคัญ เราจึงเริ่มเลือกคนสองกลุ่ม คือกลุ่มคนที่มีอายุงานสิบกว่าปีขึ้นไป เราต้องการเปลี่ยนความรู้สึกของเขาจาก Deadwood ให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นสมบัติล้ำค่าของบริษัท กับกลุ่มน้องใหม่ในองค์กร เด็กรุ่นใหม่มักไฟแรง มีความรู้ มีความสนใจเรื่องต่างๆ ที่ทันสมัยอยู่ตลอด เราต้องการพลังอันสดใหม่ แต่ก็ต้องคอยดูว่าจะควบคุมไฟให้ไปในทิศทางไหน ที่สำคัญในทุกๆ องค์กรมักจะมีคนตัวเล็กๆ ที่ทำงานเงียบๆ อยู่ในโซนที่เราอาจละเลยความสนใจไป เราเข้าไปคุยกับพนักงานทุกกลุ่ม เข้าให้ถึงปัญหา ความรู้สึกของพวกเขาที่มีในการทำงาน เรา Honor ว่าคนนี้มีความดีงามอย่างไร มอบโอกาส มอบของขวัญให้ ส่งสารจากซีอีโอ ทำให้เขารู้สึกว่าเรามองเห็นคุณค่าในตัวที่เขามี ทำให้เขารู้สึกถึงความมีตัวตน สิ่งเหล่านี้คือกำลังใจ และจะเป็นพลังเพื่อขับเคลื่อนองค์กรต่อไป เราจึงได้สื่อสารแนวคิดนี้ผ่านชิ้นงานภาพยนตร์โฆษณา โดยหยิบยกมุมเล็กๆ เหล่านี้มานำเสนอ ผลปรากฏว่ากินใจคนดู พนักงานที่ดูแล้วบอกว่ารู้สึกมีกำลังใจขึ้น เราเองพอได้ฟังก็มีกำลังใจที่จะทำงานต่อไปด้วย กลายเป็นว่าเราให้กำลังใจเขา เขาให้กำลังใจเรา เกิด Law of Attraction ดึงดูดความรู้สึกดีๆ สร้างบรรยากาศดีๆ ในที่ทำงาน ผมชอบฟีลลิ่งนี้ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคืออย่าหยุด ทำให้ต่อเนื่อง ผมคิดว่าเมื่อเราเข้าใจสิ่งที่มนุษย์ต้องการ ทำให้เขาภาคภูมิใจในตัวเองได้แล้ว เขาจะทำสิ่งดีๆ ให้องค์กร”
 
 
ประสบการณ์ตรงของคุณเกี่ยวกับ Hero In You  
 
     “ตลอดชีวิตการทำงาน ผมเรียนรู้จากบุคคลอื่นมามาก ได้เริ่มต้นทำงานฝ่ายสื่อสารองค์กร ได้พบปะพูดคุยทำความเข้าใจกับคนทำงานหลากหลายตำแหน่ง มีโอกาสทำงานใกล้ชิดผู้ใหญ่ ขณะเดียวกันก็เจอกับคนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ในองค์กร ไม่มีค่า ไม่สำคัญ ผมสังเกตว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความนอบน้อมถ่อมตน ซึ่งเป็นข้อดี แต่หากมีมากเกินไป อาจเป็นตัวฉุดรั้งให้คนรู้สึกตัวเองไม่มีค่า ยกตัวอย่าง เวลาคนไทยเข้าคลาสเรียน จะชอบไปนั่งหลังห้อง ไม่นั่งข้างหน้า ผมสอนหนังสือมาสิบกว่าปี ถามลูกศิษย์เสมอว่ามีอะไรสงสัยไหม น้อยคนมากที่จะยกมือถาม แม้เขาไม่ได้ทำอะไรผิด ภาวะนี้สั่งสมมานานในสังคม จะทำให้คนถดถอยตัวเองลงไปเรื่อยๆ” 
 
เป็นตัวเราหรือคนรอบข้างที่จะบอกว่าเราสำคัญ เรามีคุณค่า 
 
     “หลักคิดของผมคืออย่าฝากความหวังไว้กับใคร ต้องดูแลตนเองก่อน เหมือนเวลานั่งเครื่องบิน หากเกิดเหตุฉุกเฉินเราจำเป็นต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ก่อนแล้วจึงยื่นมือไปช่วยคนข้างๆ เราควรแยกระหว่าง ‘ความหวัง’ กับ ‘การคาดหวัง’ ถ้าเราคาดหวัง เราจะเริ่มมีคำถามว่าทำไมไม่เข้ามาช่วยเรา? เกิดเป็นการเรียกร้อง ถ้าไม่ได้ก็กลายเป็นผิดหวัง แต่ถ้าเรามีจุดยืนของตัวเองก่อน พึ่งพาตนเองก่อน หากเราได้รับความช่วยเหลือก็ให้เปรียบเสมือนว่าเป็นวิตามินเสริมที่ทำให้เราแข็งแรงได้เร็วขึ้น อย่านำพาตัวเองไปในจุดที่มีแต่คนคิดมองอะไรลบไปหมด อยู่แบบเบื่อๆ ไปวันๆ จะทำให้เราจิตตก หมดแรงลงไปเรื่อยๆ หากเราขาดกำลังใจหรือแรงบันดาลใจ ก็หาแรงจูงใจมาเพิ่มเติมกันบ้าง เช่น อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว หรือการได้คุยกับคนดีๆ มีสติ มองโลกเชิงบวก ไม่ใช่เครียดก็กินเหล้า จมอยู่กับปัญหา ตื่นเช้ามาก็เบื่อไม่อยากไปทำงาน ซึ่งผมมองว่ามันก็ยังดีกว่าตื่นเช้ามาเบื่อไม่มีงานทำ ใช้ชีวิตไร้จุดหมาย  เราเป็นมนุษย์ทำงาน ทุกคนมีหลากหลายทางความคิด สิ่งที่เหนื่อยอาจไม่ใช่ตัวงาน แต่คือการอยู่กับคนที่แตกต่างทางความคิดกับเรา เราต้องฝ่าฟัน บางวันอาจแพ้ บางวันอาจชนะ ไม่ว่าแพ้หรือชนะ มันมีผลต่อกำลังใจ โดนเจ้านายด่า ทำงานไม่สำเร็จ ใจแฟบลงไปบ้าง ก็ต้องปลุกเร้าใจตัวเองก่อน ไม่ต้องรอให้ใครมาจุดไฟในตัวเรา ” 
 
ในวันที่คุณหมดกำลังใจ มีวิธีจัดการตัวเองอย่างไร
 
     “ผมเป็นลูกทหาร พ่อผมแข็งแรงทางความคิดเรื่องนี้มาก สอนผมตั้งแต่เด็กให้สู้ไม่อ่อนแรงง่ายๆ เกิดเป็นคนก็ต้องเจอสภาพชีวิตเช่นนี้ โดยเฉพาะการเป็นคนธรรมดา มีแพ้ มีชนะ ต้องอดทน ถ้าผมได้ทุกสิ่งที่อยากได้ ไม่รู้จักการรอคอย ไม่รู้จักความผิดหวัง ก็จะไม่แกร่งพอมาถึงทุกวันนี้ เราไม่มีทางได้ในสิ่งที่เราอยากได้ด้วยเหตุผลอะไร สมหวังเพราะอะไร ตัวผมเองถูกถ่ายทอดความรู้สึกให้เข้าใจและมีภูมิต้านทานในการใช้ชีวิต ผมจึงมีความเชื่อว่า ไม่ว่าเจอปัญหาเล็กใหญ่แค่ไหน คนเราควรพึ่งพาตัวเอง เริ่มแก้ด้วยตนเองก่อน บางทีก็ต้องแก้ที่ความคิดในใจของคุณด้วย และอย่าจมอยู่กับปัญหา เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ความช่วยเหลือจากคนอื่นก็สูญเปล่า บ่อยเข้าก็ไม่มีใครเขาอยากมาช่วยคุณ ในเมื่อคุณไม่แก้ปมในใจ และถ้าเราหวังพึ่งพาคนอื่นตั้งแต่ต้น ความรู้สึกอยากพึ่งพาตนเองก็จะค่อยๆ ลดลงไป ขาดความภาคภูมิใจ ด้อยค่า”
 
การมีฮีโร่ที่เป็นต้นแบบกับ Hero In You อย่างไหนดีกว่ากัน
     
     “ผมเชื่อว่ามันคงไม่สามารถบอกได้ว่าอันนี้ดีกว่าอันนั้น ทั้งสองมันจะ Complement ซึ่งกันและกัน ถ้าเรามีตัวตนที่แข็งแรงอยู่แล้ว และได้รับแรงบันดาลใจจากคนอื่นมาเสริม จะทำให้เราเติบโตแข็งแกร่งได้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าวันๆ จะเอาแต่นั่งรอหาแรงบันดาลใจ รออ่านว่าใครเขียนคำคม ข้อความปลุกใจแล้วก็ตามเขาไปหมด จนไม่เป็นตัวของตัวเอง วิธีดีที่สุดในยามที่คุณท้อแท้จิตตก หากคุณพอจะมีกำลังความคิดที่รู้เท่าทันความรู้สึกจิตตกของตัวคุณเองอยู่บ้าง ลองถามตัวเองว่าเบรกสักพักไหม หาจังหวะปรับ Mode ของตัวเองให้ได้ ผมเรียกสิ่งนี้ว่าประสบการณ์ คือมีความชำนาญในการใช้ชีวิต รู้จักถอย ปล่อย วาง พักบ้าง ควรจะไปหากำลังเสริมเพิ่มแรงบันดาลใจบ้าง บางคนดูหนัง ฟังเพลง ไปเที่ยว ผมเรียกว่าเป็นการหา Source of Inspiration” 
 
 
มันยากที่จะบอกตัวเองว่าฉันอยากตื่นมาทำงานทุกวัน เราจะจัดการความรู้สึกนี้อย่างไร
 
     “เราต้องเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะอยากตื่นมาทำงานทุกวัน แต่อย่าลืมว่า เอาเข้าจริงๆ ในวันที่คุณไม่มีงานทำ คุณจะเบื่อมาก เบื่อกว่าวันที่คุณมีงานทำ เพราะสุดท้ายทุกคนต้องการ Self-esteem มีผู้บริหารท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า ต่อให้โดนด่า เจอเรื่องงี่เง่า แต่การได้มาทำงาน มันคือการได้ใช้ชีวิต ถ้าวันหนึ่งคุณไม่มีงานทำ ไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้าเบียดคนในบีทีเอส ฝ่ารถติดมาเพื่อเข้าประชุมตอนแปดโมง ตื่นมาแล้วก็นั่งเฉยๆ ไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีอาชีพ ไม่มี Achievement อะไรเลย คุณไม่เหลืออะไรเลย คุณจะเศร้ามาก การได้แพ้ ชนะ หงุดหงิดบ้าง หัวเราะบ้าง ในแต่ละวันมันคือเสน่ห์ของชีวิต 
     “อย่างตัวผมเดินทางค่อนข้างมาก ไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่กับลูกๆ เพื่อนถามว่าไม่เหนื่อยหรือ ไม่รักครอบครัวหรือ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าเขามีชีวิตที่ต่างจากเรา ประการแรก ถ้าผมรักครอบครัวแล้วเอาแต่อยู่ด้วยกันทั้งวัน งานการไม่ทำ มันจะเป็นอย่างไร นั่นแปลว่าผมก็ไม่ได้รักครอบครัวเลยนะ สอง, พอผมเริ่มเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ผมคิดแล้วว่า เมื่อผมอายุ 60 ปีิ พ้นหน้าที่การงาน ไม่มีใครจ้างก็จะได้พักแล้ว  วันนี้ถ้าคุณยังไม่เกษียณ ยังมีแรงทำงานได้ ทำไปเถอะ ทำให้ดีให้เต็มที่ พอผมคิดแบบนี้ ผมจะไปทำงานทันที เพราะผมรู้ว่าวันหนึ่งผมไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว วันนี้ผมทำได้ ผมรีบทำ พอคิดสองข้อนี้ ใครจะว่าอะไรผมไม่สน ผมว่านี่คือชีวิตเรา” 
 
คุณสมบัติข้อไหนที่ทำให้คนยอมรับและเคารพในตัวผู้นำ
 
     “ข้อแรกคืออดทน เราต้องเข้าใจว่าความหลากหลายของมนุษย์เป็นเรื่องธรรมชาติองค์กร เข้าใจว่าเราไม่สามารถคาดหวังให้ทุกคนมารักเรา เราไม่ได้มีหน้าที่ไปทำให้ใครมาชอบ เรามีหน้าที่ช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนไปได้ในบริบทของความรับผิดชอบ หน้าที่ผมคือสร้างชื่อของธนาคารให้เป็นที่รู้จัก สร้างการสื่อสารที่แข็งแรงในองค์กร สร้างสุขภาพองค์กรที่แข็งแรง ในแง่ของการมีส่วนร่วมเป็นงานที่ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีสิ่งที่เราทำไปนั้นได้รับการตอบสนองที่ดี ทำให้มีกำลังใจ ผมก็เหมือนคนอื่นๆ ต้องการกำลังใจ งานสื่อสารใครๆ ก็วิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่คุณต้องอดทนกับความเจ็บช้ำน้ำใจในเรื่องพวกนี้ระดับหนึ่ง ต้องยืนหยัดว่าสิ่งที่คุณทำนั้นจำเป็นเร่งด่วน ผมไม่สามารถเอาใจใครได้หมด การสร้างหนัง Hero In You เรื่องนี้ บางคนก็ตั้งคำถาม ทำไมไม่ใช้ดารา ทำไมโน่นนี่นั่น ทุกสิ่งที่ทำ เราก็มีเหตุผล ต้องเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ขององค์กร ”
 
หลักการบริหารคน
 
   ต้องยอมรับก่อนว่า เราอยู่กับความหลากหลายของมนุษย์ จะไปคาดหวังให้คนอื่นคิดเหมือนเราไม่ได้ พื้นฐานแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราไม่ใช่เขา เขาก็ไม่ใช่เรา แต่เราจะปรับตัวอยู่ร่วมกันได้อย่างไรมากกว่า
     ในฐานะที่เรามีหน้าที่ตรงนี้ ให้มองกลุ่มคนที่เขายอมรับและพร้อมให้กำลังใจ เพราะงานที่เราทำมีแรงต้านอยู่เสมอในหลายรูปแบบ อย่าท้อถอย สร้างกำลังใจจากกลุ่มคนที่เขาสนับสนุนและให้กำลังใจเรา แต่ก็รับฟังว่าคนที่ต้านหรือไม่เห็นด้วย เขามีประเด็นไหนอย่างไร