x

เราชอบพูดถึง ‘ความเท่าเทียม’ ราวกับว่ามันเป็นของสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นเฉพาะในยุคบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้วเท่านั้น แต่เอาเข้าจริง ย้อนกลับไปยุคโบราณ สมัยที่มนุษย์เรายังเป็น ‘นักล่าหาของป่า’ (Hunter-Gatherers) คือเป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่ไม่ได้ทำการเกษตรนั้น พบว่าสังคมยุคนั้น (หรือแบบนั้น) มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเท่าเทียม’ อยู่สูงมาก!
 
ในช่วงศตวรรษที่ 20 นักมานุษยวิทยาค้นพบชนเผ่าที่ยังคงดำรงชีวิตแบบนักล่าหาอาหารอยู่หลายเผ่า ในพื้นที่ต่างๆของโลกซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ห่างไกล ไม่ได้รับอิทธิพลจากวิถีชีวิตสมัยใหม่ ทั้งในแอฟริกา เอเชีย อเมริกาใต้ ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าที่อยู่ในทะเลทราย บนเกาะ หรือในป่า สังคมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีลักษณะคล้ายๆกัน เช่น อยู่กันเป็นกลุ่มเล็กๆ 20-50 คน และมีวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกัน
 
แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน และนักมานุษยวิทยาค้นพบด้วยความตื่นตะลึงก็คือ ชนเผ่าเหล่านี้มี ‘ความเท่าเทียม’ กันในเผ่า คือไม่ได้มีหัวหน้าหรือ ‘คนใหญ่คนโต’ ในเผ่า หรือหากจะมีก็มีอำนาจน้อยมาก โดยการค้นพบนี้ไม่ได้พบเฉพาะจากนักมานุษยวิทยากลุ่มสองกลุ่ม ทว่าพบทั่วไปหมด ก็เลยเกิดความสงสัยกันขึ้นมาว่า-ทำไมถึงเป็นแบบนั้น
 
มีนักวิชาการตั้งทฤษฎีขึ้นมา 3 อย่าง เพื่ออธิบายว่าทำไมคนที่อยู่ในสังคมนักล่าหาของป่า ถึงได้มีความเท่าเทียมสูงกว่าคนที่อยู่ในสังคมสมัยใหม่
 
1. ทฤษฎีแรกก็คือ ในสังคมของคนเหล่านี้จะมีระบบที่ป้องกันไม่ให้ใครมามีอำนาจเหนือคนอื่น เรียกว่าเป็นระบบ Reverse Dominance เช่นในบางเผ่า ถ้ามีคนไปล่าสัตว์ได้มา เวลาเอาสัตว์มาให้คนอื่นๆ จะต้องบอกว่ามันช่างเป็นสัตว์ตัวเล็ก เนื้อน้อยอะไรเช่นนี้ ถ้าไม่ทำ ก็จะถูกคนอื่นๆในเผ่าตำหนิด้วยวิธีต่างๆ โดยเผ่าที่มีวิธีแบบนี้บอกว่าถ้าคนหนุ่มไปล่าสัตว์มาได้ ส่วนใหญ่จะคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ และมักจะทำตัวเป็นหัวหน้า นั่นทำให้เผ่ายอมรับไม่ได้ จึงปฏิเสธคนที่จะคุยโวโอ้อวดความแข็งแรงของตัวเอง จึงเกิดวิถีปฏิบัติแบบนี้ขึ้น ซึ่งเป็นเพียงวิธีหนึ่งในหลากหลายวิธีเพื่อที่จะ ‘กลับข้าง’ การครอบงำ (Reverse Dominance) เสีย
 
2. ทฤษฎีที่สองก็คือ ชนเผ่าล่าหาของป่าจะรักษาความ ‘ขี้เล่น’ ของเผ่าเอาไว้ และความขี้เล่นนี้เองที่ช่วยให้เกิดความเท่าเทียม เพราะ ‘การละเล่นทางสังคม’ (Social Play) จะต้องเป็นการทำกันเป็นกลุ่ม เมื่อได้เล่นกันเป็นกลุ่ม (แบบที่ลิงหรือสัตว์ต่างๆเล่นกัน) ก็จะไม่เกิดการที่จะมีใครคนใดคนหนึ่งลุกขึ้นมามีอาการ ‘เหนือ’ กว่าคนอื่น
 
3. ทฤษฎีที่สาม เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงลูก เพราะชนเผ่าที่ล่าหาอาหารนั้นมักต้องย้ายถิ่นอยู่เสมอ การย้ายถิ่นทำให้ต้องพึ่งพากันและกันในการเลี้ยงดูลูกหลานในเผ่า การไม่ ‘ปักหลัก’ อยู่กับที่ (เหมือนสังคมเกษตรกรรม) ทำให้ไม่ต้องมีการสืบทอดทรัพย์สมบัติสู่ลูกของตัวเองในสายตรง แต่จะเป็นการช่วยกันดูแลแบบรวมกลุ่มมากกว่า ดังนั้นแม้จะเกิดความ ‘เหนือ’ ขึ้นมาอยู่บ้าง แต่ก็จะไม่สืบทอดต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานเหมือนคนที่อยู่ในสังคมเกษตรกรรม
 
ถ้ามองแบบนี้ ความเท่าเทียมก็น่าจะเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ใน ‘ราก’ ของความเป็นมนุษย์มาตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว
เพียงแต่มนุษย์ได้ทำมันหล่นหายไปในระหว่างวิวัฒนาการมาสู่ยุคปัจจุบัน,
ก็เท่านั้นเอง