โอมากาเสะ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบวัฒนธรรมอาหารชั้นสูงของญี่ปุ่น โดยเชฟจะเป็นผู้ครีเอทเมนูพิเศษให้จากวัตถุดิบที่ดีที่สุด เราจะได้เห็นฝีมืออันละเมียดละไม พิถีพิถันในทุกๆ กรรมวิธี ตลอดจนการจัดวางเมนูอาหาร ราวกับเป็นการแสดงระหว่างมื้อ พูดให้เห็นภาพง่ายๆ ก็เหมือนกับเชฟเทเบิลในวัฒนธรรมอาหารตะวันตกนั่นแหละ ซึ่งในเมืองกรุงของเรา มีร้านที่เสิร์ฟโอมากาเสะอยู่ไม่กี่ที่ และ Ichika ร้านที่มีความหมายว่า "ดอกไม้ที่ดีที่สุด" ก็เป็นหนึ่งในนั้น
 
บอกก่อนว่า เนื่องจากช่วงที่เรามาชิม เป็นเดือนมกราคม อาหารที่เชฟรังสรรค์ให้ก็จะขึ้นอยู่กับวัตถุดิบตามฤดูกาล นั่นแปลว่า ถ้าคุณแวะมาที่ร้านเดือนมีนาคม อาจจะไม่ได้เห็นเซ็ตเมนูเหล่านี้ แต่จะเป็นเมนูอื่นๆ ที่ต่างไป แต่รับรองได้ว่าจะสร้างความประทับใจไม่แพ้กัน 
 
คอร์สที่เรารับประทาน คือ Fugenzo ปริมาณความอิ่มของคอร์สนี้ คือ 18 คำ มาเริ่มกันเลย
 
คำที่ 1 – Mozuku Junsai (โมซูกุ จุนไซ)
 
 
เรียกน้ำย่อยด้วยสาหร่ายกับยอดบัว รสชาติออกเปรี้ยวๆ หนึบๆ และเย็นๆ ที่ต้องสร้างสรรค์ให้รสชาติเป็นเช่นนี้ก็เพื่อปรับบาลานซ์ของลิ้นก่อน
 
คำที่ 2 – Tororo Combu (โทโรโร่ คอมบุ)
 
 
เนื้อปลารวมห่อสาหร่ายโทโรโร่ คอมบุ ทาวาซาบิเพื่อเพิ่มรสชาติ สาหร่ายโทโรโร่ คอมบุนั้น เป็นที่นิยมในครัวเรือนญี่ปุ่นมาก แถมคุณค่าทางโภชนาการสูง ส่วนเก็บตกของมื้อนี้คือ ตอนแรกเราแอบใช้ตะเกียบคีบเข้าปาก เชฟเห็นเข้าเลยบอกว่า ตามธรรมเนียมโอมากาเสะแบบญี่ปุ่นนั้น หากเป็นซูชิ หรือซาชิมิที่เป็นคำๆ นักชิมจะใช้มือหยิบจากถาดที่เชฟจัดวางให้ ไม่นิยมใช้ตะเกียบ
 
คำที่ 3 – Ginnan Tempura (กินนัน เทมปุระ)
 
 
มันคือ แปะก้วยญี่ปุ่นชุบแป้งทอด ก่อนเชฟจะส่งสู่ถาดของเรานั้น ได้นำเกลือมาโรยจนทั่ว โดยเกลือที่นำมาใช้ คือ เกลือหิมาลายัน ซึ่งเป็น ซูเปอร์เกลือ (เราขอเรียกแบบนี้นะ) เพราะอุดมไปด้วยประโยชน์แบบล้ำเลิศมาก การนำเกลือหิมาลายันมาปรุงอาหาร เราก็ได้รับประโยชน์ต่างๆ ที่อยู่ในเกลือโดยตรง แถมเกลือชนิดนี้ยังดูดกลิ่นคาวได้ดีอีกด้วย
 
คำที่ 4 – Shirako Ponsu (ชิราโกะ พอนสึ)
 
 
ไอเท่มนี้บอกเลยว่าในบ้านเราไม่ได้หารับประทานกันง่ายๆ นะ แถมยังถูกยกเป็นหนึ่งในอาหารแปลก เพราะมันทำมาจากสเปิร์มของปลาตัวผู้จ้า ซึ่งในที่นี้ใช้ปลาหิมะ จะมีให้รับประทานปีละครั้งเท่านั้นนะ
 
คำที่ 5 – Kampachi Cappaccio (คัมพาชิ คาปาชิโอ)
 
 
ปิดท้ายช่วงเรียกน้ำย่อยด้วยเมนูลูกผสมระหว่างญี่ปุ่นกับอิตาเลียน โดยใช้ปลาคัมพาชิแทน (จริงๆ เมนูคาปาชิโอ สามารถเปลี่ยนเนื้อสัตว์เป็นเนื้ออื่นๆ ได้ตามใจชอบ) ขอบอกเลยว่าเมนูนี้เรียกความสดชื่นได้ดีทีเดียว
 
จบแอพพิไทเซอร์ ต่อด้วยขบวนซูชิ
 
คำที่ 6 – Kampachi (คัมพาชิ)
 
 
ซูชิคำแรก เริ่มต้นที่ปลาคัมพาชิ (คำที่ 5 นั้นแค่เรียกน้ำย่อย แต่คำนี้ของจริง) โดยคัมพาชินั้น เป็นปลาตามธรรมชาติที่พบได้ใน จ.ฟุกุโอกะ มีรสชาติที่เข้ม กรุบกรอบ และมันใสกว่าฮามาจิ ซึ่งต้องบอกตั้งแต่ซูชิคำแรกนี้เลยว่า ข้าวปั้นของ Ichika เป็นอะไรที่เลอค่ามาก เข้ากับปลาทุกชนิดได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นสูตรการหุงที่ใช้น้ำส้มแดง ทรงพลังทางรสชาติมากจริงๆ และมันทำให้คนที่เคยร้องยี้กับปลาดิบ รับประทานได้อย่างเมามันจนถึงคำสุดท้าย (นี่ยังแทบไม่เชื่อตัวเองเลยนะ)
 
คำที่ 7 – Shima-aji (ชิมาอะจิ)
 
 
ซูชิปลาชิมาอะจิ ตระกูลเดียวกับปลาทูญี่ปุ่น แต่จะมีรสชาติหวานอร่อยเนื้อแน่นกว่า วางบนข้าวปั้น ปาดวาซาบิอย่างพิถีพิถัน เวลาเอาซูชิเข้าปากนั้น ต้องให้เนื้อปลาสัมผัสลิ้นเป็นอันดับแรก แล้วค่อยตามด้วยข้าว
 
คำที่ 8 – Madai (มาได)
 
 
ปลามาได เรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่าเป็นปลากะพงแดงญี่ปุ่น อยู่ในน้ำลึก เนื้อปลาจะเคี้ยวมัน หนึบนุ่ม เทคนิคเล็กๆ ในการรับประทานมาไดให้อร่อย คือ โรยเกลือหิมาลายันลงไปนิดๆ พร้อมเพิ่มความหอมด้วยเปลือกส้มยูสุ ซึ่งจะเหลืองทองในช่วงนี้เป็นพิเศษ คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานมาไดมาช้านาน ตั้งแต่โบราณกาล
 
คำที่ 9 – Ika (อิกะ)
 
 
เดินทางมาถึงครึ่งทางแล้วกับอิกะ หรือหมึกกระดอง ความเหนียวหนุบ และเนื้อที่มัน คือเสน่ห์ที่เมื่อเวลากินร่วมกับวาซาบิ ไข่ปลา และซอสโชยุนิดๆ จะดาเมจมาก
 
 
คำที่ 10 – Kinki (กินกิ)
 
 
ปลาน้ำลึกเนื้อมันอร่อย แถมนุ่มเป็นเอกลักษณ์ พบได้ในน่านน้ำฮอกไกโด หรือในน้ำที่เป็นกระแสน้ำเย็นในญี่ปุ่น คำนี้มีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ไข่ปลาที่ท็อปอยู่บนซูชิ ซึ่งเชฟเอาไปเผาไฟพอให้มีกลิ่นไหม้หอมๆ เมื่อหยิบเข้าปาก
 
คำที่ 11 – Foie Gras Miso Soup (ฟัวกราส์ มิโซะซุป)
 
 
เป็นเมนูที่มาคั่นก่อนไปต่อกับซูชิคำต่อไป ใครที่ยังนึกไม่ออกว่าฟัวกราส์จะมาอยู่ในมิโซะซุปแล้วให้รสชาติที่กลมกล่อมลงตัวได้ยังไง อยากให้ลองชิมเมนูนี้ โดยเป็นซุปที่มีเลเยอร์ ด้านบนเป็นซุปซอสตับห่าน ผสมกลิ่นทรัฟเฟิลเล็กๆ ส่วนด้านล่างเป็นไข่ตุ๋น มันอร่อยจนอยากจะขออีก ขออีก ขออีก
 
คำที่ 12 – Hotate (โฮตาเตะ)
 
 
ล้างปากด้วยซุปสุดอร่อยมาแล้ว ต่อด้วยโฮตาเตะ หอยเชลล์ตัวเบิ้มจากฮอกไกโด ขวัญใจสายเฮลตี้ เพราะแคลเลอรี่น้อย คำนี้เพิ่มรสชาติโดยท็อปด้วยไข่หอยเม่นอบแห้ง
 
คำที่ 13 – Akami (อกามิ)
 
 
เป็นส่วนของเนื้อแดงปลามากูโร ซึ่งไร้ไขมัน ให้รสสัมผัสที่นุ่มและแน่น ท็อปด้วยงาบด
 
คำที่ 14 – Otoro (โอโทโร)
 
 
พระเอกของคอร์สนี้ ซึ่งก็คือมากูโรแบบไข้มันสูง เป็นฟินาเล่ในหมู่ซูชิ อร่อยละมุนลื่นลงคอ แทบละลายบนลิ้น การจัดวางมาอย่างสวยงาม ท็อปด้วยคาร์เวียร์ วาซาบิ และทองคำเปลว สมกับเป็น King of Set
 
คำที่ 15 – Uni (อูนิ)
 
 
นางเอกของคอร์สนี้ คือ ไข่หอยเม่น ว่ากันว่าเป็นของหาทานยากประจำท้องทะเล แต่มีให้ทานตามฤดูกาลที่ Ichika หลายคนปรารถนาที่จะได้ชิมอูนิสักครั้ง ทั้งที่แท้จริงแล้ว มันคืออัณฑะ หรือรังไข่ของหอยเม่น รสชาตินุ่มลื่น ไม่แปลกใจที่ทำไมคออาหารญี่ปุ่นหลายคนติดใจ
 
คำที่ 16 – Tamago Yaki (ทามาโงะ ยากิ)
 
 
จบซูชิแล้ว เหลืออีกไม่กี่คำก็จะปิดจ๊อบโอมากาเสะนี้แล้ว คำนี้ก็คือไข่ม้วน ที่เนื้อนวนเนียนมากมายมหาศาล คล้ายเบเกอรี่ รสชาติพาหวนคิดถึงขนมไข่ในวันวานมากทีเดียว
 
คำที่ 17 – Osuimono Soup (โอซุยโมโนะ ซุป)
 
 
ซุปใสร้อนๆ คล่องคอ ล้างปากล้างท้องก่อนพาลิ้นไปสัมผัสกับของหวานเมนูสุดท้าย
 
คำที่ 18 – Ichiko (อิชิโกะ)
 
 
สตรอเบอรี่ญี่ปุ่นลูกยักษ์ รสเปรี้ยวหวาน อร่อยฟินสุดๆ 
 
ปิดจ๊อบโอมากาเสะวันนี้ที่ราคา 4,700 บาท (ใครอยากรับประทานเมนูแบบเดียวกับเราเป๊ะๆ แนะนำให้ไปภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพราะวัตถุดิบอัพเดทตามฤดูกาล)
 
 
ใครอยากมีมื้อไพรเวท ได้พูดคุยกับเชฟอย่างใกล้ชิด พร้อมชิมวิถีอาหารแบบโอมากาเสะ เชิญโทรจองที่นั่งที่ Ichika บัดเดี๋ยวนี้ (รับจำนวนต่อวันจำกัด เพราะมีที่นั่งแค่ 12 ที่เท่านั้น และปิดทุกวันพุธ)