บทความนี้มีการเปิดเผยสาระเรื่องราวในภาพยนตร์

หลังฉากสุดท้ายจบลง จากที่คิดว่าจะไม่อินก็กลายเป็นอิน เพราะช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้ส่งให้เรื่องราวตลอดทั้งเรื่องเกิดเป็นเอกภาพขึ้นมา

พูดเร็วๆ สมุยซองคือหนังที่เล่าเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่ถูกเสียดทานด้วยโลกที่มีแต่ผู้ชายรายล้อม หันไปทางไหนก็ไม่สามารถหลุดจากอำนาจของเหล่าผู้ชายได้ แม้แต่ในความฝันของเธอก็ตาม...

This is a Man's, Man's, Man's World.

นั่นเป็นความเศร้าของหนัง

ละครบทที่โลกของหนังขีดเขียนขึ้นมามันเป็นโลกแห่งผู้ชาย ผัว เจ้าสำนัก มือปืน นักฆ่า ผู้กำกับ ฯลฯ ผู้ชายทั้งหมดนี้ดำรงบทบาทเป็นผู้เคลื่อนไหวเรื่องราวความแค้น ความละโมบ และตัณหา

แล้วพื้นที่ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน...

แล้วสำหรับวิยะดา(พลอย เฌอมาลย์) หรือ วิ นักแสดงสาวสวย โลกนี้คืออะไร?

อย่างที่เป็นเอกเคยว่า ผู้หญิงไทยเต็มไปด้วยบทบาท พวกเธอเต็มไปด้วยสคริปต์ที่ต้องแสดง ไม่ว่าจะอยู่กับสามี พระ ลูก หรือแม้แต่กับผู้ชายใส่สูทที่เดินเข้ามาขอบุหรี่

"โลกคือละคร ทุกตอนต้องแสดงทุกคนทนไป อย่าอาลัย ยิ้มกันสู้ไปจะได้สบาย...”

หลังดูสมุยซองจนจบ ผมได้ยินเสียงเพลงของสุนทราภรณ์ท่อนนั้นในใจ

บทบาทแรกของวิคือการเป็นเมียฝรั่ง ฉากบนโซฟาที่เธอนั่งตัดเล็บเท้าให้สามีนั้นเล่าสถานะของเธอในบ้านได้เป็นอย่างดี เธอคือภาพที่สมบูรณ์แบบของหญิงไทย เป็นผู้หญิงที่คอยปรนิบัติสามี ซื้อข้าว ซื้อน้ำ และอยู่ภายใต้อาณัติของเจอโรม คนรักที่ลุ่มหลงมัวเมากับลัทธิประหลาดที่มีเจ้าสำนักเป็นชายที่มีอำนาจพิเศษ(วิทยา ปานศรีงาม) เจอโรม ลุ่มหลง และศรัทธาถึงขนาดเชิญ 'ท่าน' เข้ามาที่บ้านเพื่อร่วมกินดื่ม และรวมไปถึงเข้าไปในห้องนอนของวิด้วย และนั่นเป็นอีกครั้งที่หนังตอกย้ำถึงการถูกกระทำของผู้หญิง และความบ้าบอของผู้ชาย

แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้เธอตกเป็นฝ่ายถูกกระทำเพียงอย่างเดียว ผู้หญิงก็ต่อสู้ในแบบของผู้หญิง หลังจาก 'ท่าน' เสร็จกิจจากห้องนอนของวิ ฟางเส้นสุดท้ายของเธอกับสามีก็ได้ขาดลง เธอตัดสินใจมุ่งไปหาหนุ่มนักฆ่าหน้ามน กาย สเปนเซอร์(เดวิด อัศวนนท์) และร่วมปลงใจในการฆาตกรรมสามีของเธอ หนีจากเหล่าผู้ชายเลวร้าย ไปพึ่งผู้ชายที่เลวร้ายอีกคน

โลกของวิ... หรือโลกของผู้หญิงบางคนเป็นเช่นนั้น ทั้งชีวิตเจอแต่ผู้ชายเลว มันจึงเป็นคำถามเสมอว่าโลกมันโหดร้าย หรือเพราะเธอเป็นส่วนหนึ่งที่ดึงดูดผู้ชายเหล่านั้นเข้ามา

บทบาทต่อมาคือคนรัก องค์ต่อมาของหนัง เป็นช่วงเวลาที่สงบที่สุด ผ่อนคลายที่สุด ราบเรียบที่สุด หลังจากเหตุการณ์ฆาตกรรมเจอโรม วิก็ได้หนีออกมาจากเมืองใหญ่ แปลงโฉมหน้าผ่านการศัลยกรรม และหยุดชีวิตไว้บนเกาะสมุย ณ ที่แห่งนี้ เหมือนจะเป็นที่แห่งเดียวที่เธอไม่ต้อง 'แสดง' แต่ใครจะรู้

เธอทำงานเป็น NGO กลุ่มอนุรักษ์วาฬ ซึ่งจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชนอยู่บ่อยครั้ง วิใช้ชีวิตอยู่กับลูกชายอย่างเรียบง่าย ในบ้านหลังเล็กที่ต่างจากบ้านของเจอโรมราวฟ้ากับดิน บนเกาะนี้ ดูเหมือนว่าตัวตนของเธอจะค่อยๆ สามารถฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง จนวันหนึ่งวิก็ได้ไปมีสัมพันธ์กับเด็กสาวบนเกาะที่มีความหลังเจ็บช้ำจากผู้ชายที่มาปล้นเอาความสุขจากหว่างขาของเธอ ผู้หญิงในเรื่องนี้ดูท่าจะเป็นคนมีบาดแผลกันมามากมาย และเมื่อคนที่มีบาดแผลมาพบกัน เธอทั้งสองก็ผลัดกันเลีย รักษา ปลอบประโลมกันและกัน และในฐานะคนดู ผมสัมผัสได้ว่าเธอมีความรัก แต่ก็จนเมื่อเหล่าผู้ชายรุนแรง บ้าๆ บอๆ เดินทางมาพบเข้าอีกครั้ง

กาย ตามหาวิอยู่หลายปี จนพบเธออีกครั้งหนึ่งในบ้านบนเกาะสมุย ครั้งนี้เขาตามมาล้างแค้นที่วิได้หายตัวไปโดยที่ยังไม่ได้ชำระเงินค่าจ้าง ซึ่งเขาเคยต้องการเพื่อนำไปรักษาโรคร้ายของแม่ก่อนที่เธอจะเสียชีวิต กายเดินทางมาถึงพร้อมปืนพกกระบอกสีดำ แต่ครั้งนี้วิไม่เลือกการหนีอีกต่อไป เธอต่อสู้ สู้อย่างสมน้ำสมเนื้อเสียด้วย จนเมื่อเธอใกล้จะพลั้งพ่าย หนังก็เลือกที่จะให้กระสุนปืนของตำรวจทะลุร่างของกายไป วิ รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด

"หากชีวิตฉันอยู่กับทะเล จิตใจฉันก็คงเบิกบาน และคงแจ่มใส...” ใครก็ตามหากได้ร้องเพลงนี้ เขาคงรู้ตัวแล้วว่าชีวิตของเขาคงไม่ได้อยู่ร่วมกับทะเล

ก็ 'ชีวิต' มันเลือกอะไรได้ที่ไหน ตัวละครทุกตัวในหนังเรื่องนี้ แทบจะไม่มีใครได้ หรือเป็นในสิ่งที่ต้องการเลยสักคน ชะตามันพัดพาให้ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ ไม่ควรทำ มนุษย์เราอ่อนแอ โดยเฉพาะกับเรื่องที่หมายถึงชีวิตของตัวเอง หรือคนรัก มันทำให้เราต้องเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ มันทำให้เราปลิดชีวิตผู้คนได้เป็นผักปลา และมันก็ทำให้เราต้องอยู่กับคนที่ไม่ได้รัก-เกลียด ทั้งหมดนี้เราต่างทำไปเพื่อความปลอดภัย หรือถ้าจะให้ถูกต้องกว่านั้นก็คือความเชื่อว่ามันจะทำให้เราปลอดภัย

บทบาทสุดท้ายของวิคือการเป็นภรรยาและแม่ของลูก มันไม่มีหรอกสมุยสำหรับวิ เธอเดินทางกลับไปหาเมือง โดยมี 'ท่าน' ที่เธอเกลียดนักหนา เปิดประตูต้อนรับ แล้วเธอก็เดินเข้าไปในประตูของสำนักนั้นอย่างจำยอม เพราะนั่นคือหน้าที่ของแม่ แม่ที่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเสียสละความสุขส่วนตัวให้กับลูก เด็กหนุ่มในวัยกำลังซนผู้นี้เป็นลูกของวิกับเจ้าสำนัก ตั้งแต่วันที่เขาได้เข้าไปปลดเปลื้องอารมณ์ในห้องนอนของเธอ

เพื่อให้ลูกได้เติบโตมาในสังคมที่มีพ่อแม่อยู่พร้อมหน้า เธอจึงต้องกลับมารับหน้าที่การแสดง อันเป็นอาชีพที่เธอทำมันได้ดีที่สุด ทั้งในด้านของการงานและชีวิตจริง

"โลกคือละคร ทุกตอนต้องแสดง ทุกคนทนไป อย่าอาลัย ยิ้มกันสู้ไปจะได้สบาย...” ภายใต้รอยยิ้มของนักแสดงนั้นคือใบหน้าของวิในฉากสุดท้าย เป็นฉากที่ตราตรึง และกอดหนังทั้งเรื่องไว้ให้เป็นหนึ่งเดียว

บทบาททั้งสามแบบของวิในหนังของเป็นเอก เป็นบทบาทของผู้หญิงที่เราเห็นได้ทั่วไปในสังคม และเป็นเอกได้นำเสนอสิ่งเหล่านี้ผ่านตัวละครของเขา ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่มันก็ได้สะท้อนออกมาจากบทอย่างเข้มข้น

นอกจากเนื้อเรื่องหลักๆ แล้ว การดูสมุยซองก็ทำให้ได้ตั้งคำถามว่า หรือผมจะไม่ใช่คนที่พิสมัยกับมุขบางอย่างของเป็นเอกนัก ทำให้ช่วงกลางๆ ของหนัง ก็เกือบจะเบื่ออยู่เหมือนกัน หากพูดอย่างตามตรงมุกหลายๆ อันก็ออกจะเชยๆ ไปบ้างสำหรับผม แต่ความเชยๆ แบบนั้นคงเป็นรสนิยมของผู้กำกับและเป็นกลิ่นของหนังเป็นเอกหลายๆ เรื่อง

ขณะเดียวกันก็ได้ประทับใจกับฉากน่ารักๆ ของเป็นเอก และทำให้เชื่อได้ว่าเขายังคงทำหนังที่มีคนจีบกันได้น่ารักเหมือนเดิม โดยเฉพาะในซีน 'หนังกลางแปลง' ที่เป็นชายหนุ่มกับหญิงสาวชาวบ้านยักคิ้วหลิ่วตาให้กัน ความเขินอายของผู้หญิงแรกรุ่น เป็นเอกยังกำกับออกมาได้ดีไม่แพ้ 'สะเดา' ในมนต์รักทรานซิสเตอร์ แม้เขาจะทำลายความน่ารักหลังจากนั้นแทบจะทันทีก็ตาม

อย่างที่จั่วไว้ในช่วงต้นของบทความว่าโลกของสมุยซองคือโลกที่มีผู้ชายเป็นใหญ่ กระนั้นตัวละคร 'แม่' ของกาย สเปนเซอร์ ก็ได้พิสูจน์ให้เราได้เห็นแล้วว่า แม้โลกจะเต็มไปด้วยผู้ชายโหดเหี้ยมที่พยายามจะยืนอยู่เหนือผู้หญิง

But It Wouldn't Be Nothing Without A Woman or A Girl.

 

ปล.หลังจากเขียนถึงบรรทัดสุดท้าย ด้วยเหตุผลบางอย่างผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ 'ของฝากจากทะเล' ของ แอนน์ มอร์โรว์ ลินด์เบิร์กห์ หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือการบอกว่าผู้หญิงควรมีเวลาให้กับตัวเองเพื่อตัวเองเท่านั้นบ้าง เพราะในชีวิตประจำวันของพวกเธอเต็มไปด้วยการเสียสละและบทบาทหน้าที่มากมาย จนทำให้ผู้หญิงลืมไปว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นใคร

สำหรับวิ เธอควรได้มีสมุยสำหรับตัวเอง แต่นั่นคงเป็นโลกที่สมบูรณ์แบบเกินไป