x

ร.ต.อ. วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ ผู้เบนสายจากเส้นทางธุรกิจ สู่การอนุรักษ์สัตว์ป่าเพื่อสังคม 

จากความชื่นชอบและใฝ่ฝันอยากทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เยาว์วัย ร.ต.อ. วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ และเจริญเติบโตอย่างเข้มแข็งภายใต้เส้นทางสายธุรกิจ ตัดสินใจละทิ้งตำแหน่ง CEO จากบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ชั้นนำในประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะเมื่อพิจารณา และย้อนมองดูความต้องการของตนเองอย่างรอบคอบ จึงเล็งเห็นว่าตนเอง ณ ขณะนั้นกำลังยืนอยู่ผิดตำแหน่ง และตัดสินใจเบนเข็มเส้นทางเดินของชีวิต เพื่อกลับมายังประเทศไทย และเดินหน้าแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มตัว

ผมเคยเป็นนักธุรกิจมาก่อน ทำงานทางด้านบริหารในหลายระดับ และหลายองค์การ ก่อนจะสิ้นสุดอาชีพในสายธุรกิจด้วยตำแหน่ง CEO ของบริษัทจำหน่ายรถยนต์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะเป็นการทำงานที่ดีมาโดยตลอด แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจผมเสมอมาคือ ความคิดที่อยากทำอะไรเพื่อช่วยเหลือสังคม ให้มากกว่าที่เคยเป็นอยู่

หน้าที่หลักๆ ของผมเกี่ยวกับการป้องกันปราบปราม อาชญากรรมเกี่ยวกับการค้าสัตว์ป่า และพันธุ์พืชที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก และองค์กรต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งในอีกแง่หนึ่งก็คือการฝึกอบรมและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ กรมศุลกากร กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ ไปจนถึงอัยการ และผู้พิพากษา โดยที่ปัจจุบันได้ให้การอบรมมาแล้วทั้งหมดกว่า 62 ประเทศ จาก 6 ทวีป ทั่วโลก

อนเปลี่ยนสายงาน มีคำถามจากทางบ้านก่อนเป็นอันดับแรก ด้วยความสงสัยว่าทำธุรกิจก็รายได้ดี และมีความมั่นคงอยู่แล้ว ทำไมถึงเลือกที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ส่วนตัวผมกลับมองว่าเมื่อทำงานทางด้านนี้ก็มีรายได้เพียงพอ และด้วยความชื่นชอบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เด็ก เลยทำให้ตัดสินใจได้ไม่ยาก

ประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม สวนทางกับประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากประเทศที่กำลังเจริญเติบโตจำเป็นต้องพึ่งกลไกลสำคัญทางเศรษฐกิจ รัฐบาลของประเทศนั้นย่อมถ่ายน้ำหนักไปแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเสียส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งระบบนี้ทำให้ประชาชนไม่ตระหนักรู้ถึงปัญหาเหล่านี้เท่าที่ควร และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไซเตสกำหนดให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะ ‘เฝ้าระวังอย่างยิ่ง’ จากการค้าขายสัตว์ป่า และเป็นเส้นทางขนส่งของสินค้าที่ผิดกฎหมายจำนวนมาก

การที่สัตว์ชนิดหนึ่งสูญพันธุ์ จะเป็นการทำลายห่วงโซ่อาหาร สมมุติว่าในอดีตเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เรามีเสือที่เป็นสัตว์ป่าในประเทศไทยถึง 1,000 ตัว ในปัจจุบันนี้อาจจะไม่ถึง 100 ตัวด้วยซ้ำ ถ้าหากว่าต่อไปเราไม่มีการอนุรักษ์ หรือทำให้สังคมตระหนักรู้ ในอนาคตข้างหน้าเสือก็ย่อมสูญพันธ์ุไปอย่างแน่นอน ซึ่งการขาดนักล่าไป แม้จะเพียง 1 สายพันธ์ุ ก็จะทำให้วงจรชีวิตของสัตว์ในป่าเปลี่ยนไป จนเกิดผลกระทบมากมายตามมา

เราควรกำหนดให้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เป็นนโยบายแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากฎหมายให้ทันสมัย หรือบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังก็ตาม แม้กระทั่งการฝึกอบรมหรือการประชาสัมพันธ์ ซึ่งควรจะร่วมมือกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยเริ่มต้นจากการปลูกฝังเยาวชนให้มีความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะพวกเขาเหล่านี้จะเติบโตมาและแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

จุดมุ่งหมายในอาชีพของผมคือ ต้องการให้การล่า การค้า และการรับประทานสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย แม้กระทั่งการบุกรุกพื้นที่ป่า ไม่ว่าในเชิงของการสร้างที่พักอาศัย หรือการท่องเที่ยวในเขตป่าสงวน มีปริมาณลดลง และสามารถยุติไปได้ในสักวันหนึ่ง