ป๊อก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินหนุ่มจากรั้วศิลปากรผู้ออกตามหาแรงบันดาลใจในต่างแดน ด้วยการใช้ฝีแปรงและปลายพู่กันสร้างงานศิลปะเพื่อช่วยเหลือเหล่าคนไร้บ้านในนิวยอร์กเป็นเวลากว่า 5 ปี หลังพบกับเหตุสะเทือนใจจนเขารู้สึกว่าไม่สามารถนิ่งเฉยกับปัญหานี้ได้อีกต่อไป 

ป๊อกบินลัดฟ้าจากอเมริกา เพื่อกลับมายังบ้านเกิด พร้อมหอบหิ้วเอาความฝัน พกพามาในรูปแบบของงานศิลปะติดตัวมาด้วย โดยจัดแสดงที่ Numthong Gallery (นำทอง แกลอรี) ซอยอารีย์ 5 (เหนือ) ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 กุมภาพันธ์ สามารถเข้าชมได้ทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 11.00-18.00 น.

(Positivity scrolls ม้วนกระดาษของความหวัง)

 ภาพวาดบันทึกเรื่องราวของคนไร้บ้านที่ยาวกว่า 10 เมตร ที่เคยกางขวางทางเดินฝูงคนใจกลางมหานครนิวยอร์กเพื่อให้ ทุกคนเดินช้าลงและหยุดเพื่อสังเกตถึงปัญหาของคนไร้บ้าน 

เป็นศิลปินนี่มันช่วยเหลือใครไม่ได้เลยหรือ ?
คืนหนึ่งในขณะที่กำลังเดินจากสตูดิโอกลับไปยังที่พัก (ตอนนั้นผมเรียนป.โทอยู่ที่ซานฟรานซิสโก) ผมพบคนไร้บ้านกำลังถูกทำร้าย ยืนช็อกอยู่พักหนึ่งก่อนตัดสินใจเดินหนีเพราะกลัวว่าหากเข้าไปช่วยจะพลอยโดนทำร้ายไปด้วย แต่ในระหว่างเดินกลับบ้านก็ได้แต่คิดและตั้งคำถามกับตัวเองตลอดทั้งคืน “ทำไมเราไม่ช่วยเขา ? ศิลปินนี่ไม่สามารถช่วยอะไรใครได้เลยหรือ ? ได้แต่วาดรูป กินเหล้า แล้วก็แสดงงานโชว์หญิง ?” สุดท้ายตัดสินใจเดินกลับไปที่สตูดิโอ หยิบอุปกรณ์วาดรูปออกตามหาคนไร้บ้านที่ถูกทำร้ายแต่สุดท้ายก็หาไม่เจอ ถามใครก็ไม่มีใครเห็น งั้นไม่เป็นไรผมจะเริ่มช่วยคนไร้บ้านคนอื่น ๆ แล้วกัน

ครั้งแรกก็กลัวว่าเขาจะด่าหรือหนีไป จึงเลือกเข้าไปหาคนพิการเพราะไม่สามารถลุกหนีไปไหนได้
ผมใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการรวบรวมความกล้าเข้าไปขอวาดภาพ ซึ่งเค้าก็อนุญาตแบบงง ๆ เพราะไม่มีใครเคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ผมมักจะชวนคุยและถามไถ่เรื่องราวของเขานำมาถ่ายทอดลงในภาพด้วยโทนสี ลายเส้น และเน้นอารมณ์ผ่านสายตาเพื่อสื่อสารถึงเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป ในตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่างานที่วาดน่ะช่วยได้จริงรึเปล่า แต่กว่าที่รูปวาดจะเสร็จสมบูรณ์ก็ใช้เวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมงอย่างน้อยการได้คนนั่งคุยเป็นเพื่อ ก็คงช่วยเยียวยาจิตใจได้บ้าง

เริ่มแรกผมวาดเป็นแผ่นเล็ก ๆ ประมาณกระดาษ a4 อยู่ 4-5 เดือน
จึงตัดสินใจเปลี่ยนขนาดให้ใหญ่ขึ้นพร้อมเขียนข้อความเชิญชวนคนมาบริจาคให้กับคนไร้บ้าน รู้สึกว่าเมื่องานของเรามีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะใช้เวลาวาดมากขึ้น บทสนทนาก็จะมีเรื่องราวเยอะขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญคือผู้คนที่เดินผ่านก็จะให้ความสนใจและให้ความช่วยเหลือเพราะสังเกตได้ง่าย ส่วนภาพที่วาดเสร็จก็จะให้กับคนไร้บ้านไป บางคนนำไปขายได้เงินไปซื้ออาหาร บางคนนำไปรองนั่ง หรือไปห่มตอนนอน แต่ถ้าไม่ต้องการเก็บภาพนั้นไว้ ก็จะนำไปประมูล และมอบเงินให้กับมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือคนไร้บ้านต่อไป

คนอะไรหอบสีหอบกระดาษมานั่งวาดภาพ มานั่งกินข้าวบนพื้นกับคนไร้บ้าน
ในช่วงแรกไม่มีใครชอบสิ่งที่ผมทำเลย และถูกมองว่าเป็น 'โฮมเลส' ไปด้วย เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่ผมทำ และอีกหลายครั้งที่ภาพวาดถูกคนไร้บ้านฉีกเพราะเขาไม่ชอบงานที่ทำออกมา ก็ได้เรียนรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะชอบงานของผม เคยโดนตำรวจจับหลายต่อหลายครั้งเพราะวาดภาพในพื้นที่สาธารณะโดยไม่ขออนุญาต แต่ผมก็ไม่สนใจและบอกตำรวจไปว่าพรุ่งนี้จะกลับมาวาดอีกคอยดู ผมแค่เชื่อว่ามีเจตนาที่ดีและอยากจะทำมันจริง ๆ จึงยังทำโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านมา 2 ปีก็ได้รับการติดต่อจาก New Museum ในนิวยอร์กเพื่อให้นำงานมาจัดแสดง ตอนแรกผมคิดว่าต้องมีคนมาแกล้ง แต่มันกลับเป็นเรื่องจริง พอได้จัดแสดงงานมีสื่อหลายสำนักพากันมาติดต่อขอสัมภาษณ์ จนทำให้งานของผมเริ่มเป็นที่รู้จักในนิวยอร์ก

พลังของสื่อมันสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
หลังจากวันนั้นก็เริ่มมีคนออกมาช่วยบริจาคเงินและอาหารให้กับคนไร้บ้านมากขึ้น บางครั้งผมเดิน ๆ อยู่ก็มีคนฝากเงิน ฝากอาหารไปให้บ้าง และมีอยู่ครั้งหนึ่งผมเดินสวนกับคุณตูน บอดี้สแลม เขาก็ถามผมว่า “พี่ใช่คนที่วาดภาพคนไร้บ้านรึเปล่าครับ ? ตอนนี้ผมมีเงินอยู่ 500 ดอลลาร์สหรัฐ ผมให้พี่เป็นเงินช่วยโครงการนี้นะครับ”


เคยคิดอยากเป็นโฮมเลสชาวไทยคนแรก แต่มีคนเป็นไปแล้ว ผมเลยจะเป็นคนวาดรูปโฮมเลสคนไทยคนแรก
แกชื่อพี่เปี๊ยก เมื่อก่อนเป็นเจ้าของร้านอาหารที่นิวยอร์กมีภรรยาเป็นคนญี่ปุ่น แต่ครอบครัวของภรรยาไม่อยากให้แต่งงานกัน เลยพาภรรยาแกหนีไป พี่เปี๊ยกก็ใจสลาย ร้านอาหารก็ปิดตัวลงไป แล้วก็มาเป็นโฮมเลสอยู่ในย่านคนไทยที่นิวยอร์ก ผมใช้เวลาถึง 3 ปีในการขอแกวาดรูปเพราะพี่เปี๊ยกมีอารมณ์ค่อนข้างฉุนเฉียวและคาดเดายาก ถ้าวันไหนหิวก็จะอารมณ์ดีมาชวนคุยขออาหาร แต่บางทีกินอิ่มแล้วแกจะหงุดหงิดไม่ยอมคุยด้วย เคยชวนแกไปอยู่วัดไทยหรือจะติดต่อกงสุลให้เพื่อจะส่งแกกลับไทยก็ไม่เอา จะรอภรรยากลับมาหา พี่เปี๊ยกบอกว่าถ้าวันหนึ่งเธอกลับมาแล้วไม่อยู่ตรงนี้จะทำยังไง น่าเสียดายที่แกพึ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 4 เดือนที่แล้วนี้เอง โดยที่ความฝันนั้นยังไม่เป็นจริง

ผมอาจจะไม่ได้มีเพื่อนเป็นนักธุรกิจรวย ๆ แต่ผมมีเพื่อนเป็นคนไร้บ้านหลายร้อยคนและยังเพิ่มขึ้นทุกวัน
การวาดภาพของผมเป็นเหมือนบันทึกการเดินทาง ที่คุณไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าวันนี้คุณจะได้เจอกับคนประเภทไหน บางครั้งเจอนักธุรกิจล้มละลายหรือทหารผ่านศึก แปลกหน่อยก็เจอคนที่ไม่ต้องการอะไรเลยนอกจากเบียร์สักกระป๋อง หรือแม้แต่คนที่มานอนข้างถนนเพราะไม่อยากทำงานไม่อยากถูกระบบทุนนิยมครอบงำ ผมจึงได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ผ่านการเล่า-ถามถึงประสบการณ์ของพวกเขาอยู่เสมอ และยังมีความสุขทุกครั้งกับการเดินทางครั้งนี้ แม้ยังไม่รู้ว่าจะพาผมไปถึงจุดไหนก็ตาม

เมื่อปีที่แล้วได้กลับมาวาดภาพ ช่วยเหลือคนไร้บ้านที่ประเทศไทย
รู้สึกสะเทือนใจมาก เพราะปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก และไม่ได้รับการแก้ไขมาจนถึงทุกวันนี้ เด็ก คนชรา คนพิการก็นั่งขอทานอยู่เหมือนเดิม แถมเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ ผมคิดว่าหากประเทศเรามีการศึกษาที่ดีกว่านี้ การแก้ปัญหาต่างๆ คงจะง่ายขึ้น เพราะทุกอย่างมันเริ่มมาจากความเข้าใจของเยาวชน อย่างที่อเมริกาการศึกษามันดีกว่าและค่อนข้างทั่วถึง ผมเคยเห็นคุณครูที่สอนเด็กเรื่องยุคไดโนเสาร์เขาก็จูงมือนักเรียนไปดูโครงกระดูก ถึงพิพิธภัณฑ์ ชี้ให้เห็นลายละเอียดต่าง ๆ จากของจริง แต่บ้านเราเรียนรู้จากในหนังสือซึ่งข้อมูลเหล่านั้นก็ไม่รู้ว่าถูกต้องหรือเปล่าด้วยซ้ำ