คุณเคยตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆ หรือเปล่า ? เชื่อว่าคำถามนี้จะนำพาให้ผู้อ่านหลายคนหวนคิดไปถึงหนึ่งในเสี้ยวสำคัญของความทรงจำในอดีตอีกครั้ง ทุกคนคงจำการยกโขยงไปห้องซ้อม แล้วคลุกอยู่ทั้งวันทั้งทีเพลงที่เล่นได้ก็มีแค่ไม่กี่เพลง แถมบางทีก็ไม่ได้ไปซ้อมดนตรีอะไรหรอก ขอแค่ไปนั่งแกร่วอยู่แถวนั้น แล้วสนทนากับเหล่าเพื่อนร่วมอุดมการณ์ แลกเปลี่ยนทัศนคติที่มุ่งมั่นในเรื่องดนตรี ช่วยพัฒนามันออกมาให้ดีที่สุด ก็นับเป็นการฆ่าเวลาให้หมดวันแบบที่นิยมกันเป็นพิเศษ ทุกท่านคงจำได้ดีถึงความตื่นเต้นในทุกๆ วัน ที่เริ่มผสานดนตรีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของตัวเอง 

แต่ถ้าจะให้คงความตื่นเต้นเหมือนวัยแรกเริ่มที่เพิ่งรู้จักกัน กับเวลาที่ผ่านมากว่า 24 ปี คงจะนึกภาพยากไปสักหน่อยว่าความรู้สึกเหล่านั้นจะหลงเหลืออยู่แค่ไหน ​?

ต้องตอบอย่างสัตย์จริงว่าประหลาดใจ และค่อนข้างตื่นเต้น กับท่าทีของพาราด็อกซ์ วงดนตรีที่โลดแล่นอยู่ในสมรภูมิมาอย่างยาวนาน แต่ยังคงความสดใหม่ ทันสมัย และคงความเป็นตัวเองได้อย่างคาดไม่ถึง ฟังดูแปลกเมื่อพวกเขาร่วมกันเล่าให้ฟังว่า เวลาที่ผ่านมาไม่ได้บั่นทอนไฟในการทำงานให้เจือจางลงไปแม้แต่น้อย และยังคงคุกรุ่นอยู่เสมอ ตราบใดที่นักมายากลร่ายมนตร์ของพวกเขาเมื่อไหร่ เปลวเพลิงนี้ก็พร้อมที่จะแผดเผา เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชม โดยไม่ทรยศกันแม้แต่น้อย

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายแค่ไหน  ถ้าว่ากันตามหลักแล้วนักมายากลจะไม่มีวันเผยทริกของพวกเขาเป็นอันขาด แต่ในฐานะที่คุณคือผู้อ่านเนื้อดีของนิตยสาร 247 City Magazine พาราด็อกซ์จึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแย้มเรื่องราวของพวกเขา ผ่านบทสัมภาษณ์อารมณ์ดีที่เริ่มจาก ต้า - อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา เจ้าของเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ ,สอง - จักรพงศ์ สิริริน มือเบสผู้มีลาลาในการแสดงไม่เหมือนใคร และไม่มีใครกล้าเหมือน , บิ๊ก - ขจัดภัย กาญจนาภา มือกีตาร์ผู้สร้างสีสัน และขยันขันแข็ง รวมถึง โจอี้ - เสรฐพร กฤดากร ณ อยุธนา มือกลองผู้ควบคุมจังหวะและทิศทางของวง 

นอกจากเรื่องดนตรี และคอนเสิร์ตสำคัญในช่วงเดือนกุมภาพันธ์อย่าง ‘Genie Fest 19 ปี กว่าจะร็อคเท่าวันนี้’ กับค่ายเพลงที่พวกเขาเติบโตมาด้วยกัน และให้อิสระในการก้าวเดินแก่พาราด็อกซ์อย่างเต็มที่ จนเติบโตมามีเอกลักษณ์ไม่แพ้วงใด พาราด็อกซ์ยังปล่อยความรู้สึกที่มีต่อแฟนเพลง ในแบบที่รับรองได้ว่าจะทำให้คุณหลงรักพวกเขามากกว่าเดิม โดยที่ที่ไม่ต้องอาศัยกลเม็ดเคล็ดลับ หรือทริกใดๆ แม้แต่น้อย 

พาราด็อกซ์เติบโตขึ้นมาเป็นคนแบบไหนแล้วในตอนนี้

อิทธิพงศ์ : ผมว่าคนอย่างพาราด็อกซ์ค่อนข้างจะมีพัฒนาการช้ากว่าชาวบ้านเขาโดยเฉพาะในตอนแรกๆ  แต่พอเริ่มโตขึ้นแล้ว ก็มีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่เท่กว่าเดิม มีพัฒนาการทางสมองและความสามารถ เอาจริงเอาจังกับหน้าที่การงานมากขึ้น แต่ยังคงความเป็นคนหนุ่ม มีความเป็นวัยรุ่นแฝงอยู่ในตัว เริ่มตามเพื่อนๆ ทัน แต่ไม่ได้ดูแก่เท่าไหร่ (หัวเราะ)

แล้วคนในวัยนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรือเปล่า

อิทธิพงศ์ : แสดงศักยภาพออกมามากขึ้น และกลายเป็นคนที่สนุกสนานกับการใช้ชีวิต ชอบทดลอง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นช่วงที่คลำไปหลายทิศทาง และยังหาเป้าหมายที่ชัดเจนไม่เจอ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าตัวเองควรจะเดินไปในทิศทางไหน ก็เลยพัฒนาจากจุดที่เราตั้งเป้าไว้ ตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่ออกซ้ายหรือขวา มีความมั่นคงมากขึ้น 

อายุวงก็มากขึ้นแล้ว คนฟังอายุมากขึ้นตามหรือเปล่า 

อิทธิพงศ์ : แปลกที่ผู้ฟังค่อนข้างจะเด็กลง แล้วก็มีหลายกลุ่มมากขึ้น ผิดกับเมื่อก่อนที่ส่วนมากจะเป็นผู้ชายหน้าโหด แต่เดี๋ยวนี้มีความน่ารักเข้ามาเป็นส่วนผสม อาจจะเป็นเพราะวงของเราเล่นดนตรีกันอย่างต่อเนื่อง จนเจเนอเรชั่นเก่าเค้าเริ่มโตกันหมดแล้ว ตอนนี้เป็นวัยรุ่นยุคใหม่ที่กำลังค้นหาตัวเอง แล้วบังเอิญได้มาเจอกันพวกเราพอดี ทำให้เรากลายเป็นศิลปินหน้าใหม่สำหรับพวกเขาด้วย ส่วนแฟนเพลงหน้าเก่าที่อายุเริ่มเยอะแล้วก็เริ่มมีลูก ก็ไปซัพพอร์ตอยู่ด้านหลังไม่ได้ออกมาเจอกันบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อน พบปะกันตามเว็บไซต์ คอยอุดหนุนผลงาน มีบางคนอุ้มลูกมาโชว์ด้วยนะ 

จักรพงศ์​ : ใช่ครับ (หัวเราะ)

แล้วกับวงเจอหน้ากันมาตลอด รู้สึกเบื่อบ้างหรือเปล่า 

ขจัดภัย  : ไม่เคยครับ (หัวเราะ)

จักรพงศ์​​ : ตอบไว ได้มีพิรุธมาก

อิทธิพงศ์ : จริงๆ ก็ไม่ค่อยเบื่อ เพราะว่าส่วนใหญ่การทำงานของพวกเรามันไม่ค่อยเหมือนการทำงานแบบคนปกติซักเท่าไหร่ อารมณ์ความรู้สึกมันคล้ายกับการไปเที่ยว ฟังดูแปลกแต่เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะกลายเป็นเพื่อนกลุ่มสุดท้ายที่ยังได้ผจญภัย ไปนู่นไปนี่ ไปต่างจังหวัดกันอยู่  ในขณะที่เพื่อนในรุ่นราวคราวเดียวกัน ถ้าไม่ได้ทัวร์คอนเสิร์ตเหมือนพวกเราก็แยกย้ายกันไปทำงานมีครอบครัวกันหมดแล้ว มันก็เลยไม่มีความรู้สึกเบื่อ เหมือนเราได้ไปแช่อ่างด้วยกัน 

จักรพงศ์ : หืม(ลากเสียง)

อิทธิพงศ์ : หมายถึงตามโรงแรม ไปนอนพัก กินกุ้งเผา เที่ยวน้ำตก ล่องเรือ เที่ยวทะเล อะไรประมาณนี้

จักรพงษ์ : พูดแบบนี้แต่แรก ดีกว่าเยอะ 

มีใครอยากขยายความเรื่องแช่อ่างหรือเปล่า

อิทธิพงศ์​ : อ่างก็ตามโรงแรมปกตินี่แหละครับ

จักรพงศ์  : ครับผม (หัวเราะ)

สนิทกันขนาดนี้ เวลาความเห็นไม่ตรงกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องดนตรี หรือเรื่องชีวิตมีวิธีแก้ปัญหากันอย่างไรบ้าง

จักรพงศ์ : ก็ไปแช่อ่างนี่แหละครับ (ทำหน้าตาย)

อิทธิพงศ์ : ส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีปรึกษากัน หรือไม่ก็ใช้การโหวต จริงๆ แล้วในวงของเราไม่ค่อยมีปัญหาเกิดขึ้นเท่าไหร่ เพราะแต่ละคนจะค่อนข้างยืดหยุ่น ประมาณว่าใครเสนออะไรมาแล้วแข็งแรงในความคิดนั้นจริงๆ พวกเราก็พร้อมที่จะลองไปด้วยกัน อย่างน้อยก็ทดลองกันจนถึงครึ่งทาง ถ้ามันไม่เวิร์กก็จะรู้ตัวแล้วยอมกันเสียมากกว่า 

เวลากลับไปฟังเพลงในอัลบั้มแรกๆ รู้สึกอย่างไรกันบ้าง

ขจัดภัย : รู้สึกดีครับ โดยเฉพาะตอนเข้าใจว่าเคยทำอะไรลงไปบ้าง แล้วตอนนี้เราจะไม่มีทางทำแบบนั้น (หัวเราะ) มันแปลกตรงที่ว่า ไม่รู้เราเล่นไปได้ยังไง 

อิทธิพงศ์ : สำหรับผมจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ถ้าเป็นเรื่องเนื้อเพลง จะรู้สึกว่าเมื่อก่อนตัวเองมีไฟ จนเพลงของเราเต็มไปด้วยมุมมองที่ค่อนข้างเข้มข้น แต่ถ้าเป็นในส่วนของดนตรี มักจะอยากกลับไปแก้ส่วนนู้นส่วนนี้นิดหน่อย คิดว่าเราอาจจะทำได้ดีกว่านั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะทำให้การทำงานของเราไม่น่าเบื่อ อย่างน้อยต่อไปจะได้ระวังว่าในแต่ละอัลบั้ม แต่ละเพลงที่ปล่อยออกมา จะไม่มีปัญหาแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำอีกแน่นอน 

แต่บางทีกับเพลงชุดใหม่ๆ แก้แล้วมันก็ยังอยากจะแก้อีก เราก็เก็บไว้แก้ปีหน้า พอแก้ไปแก้มาก็เหมือนกับได้พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ 

แล้วกับการแต่งตัวเวลากลับไปเห็นแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

อิทธิพงศ์ : เด๋อครับ (หัวเราะ) ความจริงไม่ต้องย้อนกลับไปนานถึงอัลบั้มยุคแรกๆ ด้วยซ้ำ แค่รูปที่ถ่ายไปไม่กี่เดือนบางทียังรู้สึกว่า ทำไมมันเด๋อจัง กลับไปดูเมื่อไหร่ก็รู้สึกเขิน

จักรพงศ์ : ผมไม่เห็นเขินเลย เพราะมันเลยคำว่าเขินไปแล้ว พอได้กลับไปดูอะไรเก่าๆ ก็รู้สึกสนุกดี เพราะการแต่งตัวมันก็ทำให้โชว์สนุกขึ้นด้วย 

อิทธิพงศ์ : คุณสองไม่เขินหรอก คนนี้เขาเหมือนตุ๊กตาทองคำแต่งอะไรก็ดูโก้ไปหมด ด้วยความที่เรายืนระยะมาค่อนข้างยาว เวลากลับไปดูรูป หรือเอ็มวีเก่าๆ บางทีก็อยากมุดดินหนีไปเลย ทั้งๆ ที่เราคิดว่ามันโก้มากแล้วนะในยุคนั้น เอาง่ายๆ แค่ชุดที่ใส่เล่นคอนเสิร์ตสมัยก่อน เราเคยใส่ขาบานกันด้วยเหรอเนี่ย ทำผมทรงแปลกๆ แบบนั้นไปได้ยังไง  

"เวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา มันเหมือนเพิ่งเริ่มต้นด้วยซ้ำ เรายังสนุกและเพลิดเพลินกับอะไรอีกหลายอย่าง ยังอยากแก้ตัวในอัลบั้มถัดไป อยากพัฒนาตัวเอง ยังมีอะไรให้พวกเราทดลองกันอีกเยอะมาก ไม่มีทางอิ่มตัวได้เลย"

 

พาราด็อกเริ่มมีชื่อเสียงในวงกว้างตั้งแต่เมื่อไหร่ 

อิทธิพงศ์ : คิดว่าจุดเปลี่ยนคืออัลบั้ม Freestyle แล้วก็คอนเสิร์ตใหญ่ จำได้ว่าตอนนั้นจัดกับแฟตเรดิโอ ใช้ชื่อว่า ‘Fat Live 4 The Paradox Circus’ เป็นคอนเสิร์ตที่มีดีวีดีบันทึกด้วยนะ เท้าความก่อนเลยว่าสมัยนั้นถ้าเป็นวงอินดี้ หรือวงทางเลือกต่างๆ แทบจะไม่มีคอนเสิร์ตใหญ่เป็นของตัวเองโผล่ออกมาให้เห็น ถ้าจะมีก็พาราด็อกนี่แหละ ที่ถือเป็นวงแรกๆ พอมีคอนเสิร์ตใหญ่ทีนี้ก็เหมือนเปิดศักราชใหม่ 

ทีนี้สมัยก่อนร้านขายซีดีจะชอบเปิดคอนเสิร์ตทิ้งไว้ คนก็เห็นมากขึ้น รู้จักวงของเรามากขึ้น มันก็เริ่มขยายไปร้านต่างๆ สถานบันเทิงก็เริ่มจ้างไปเล่นดนตรี แล้วก็เรียกได้ว่ามีงานต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ 

แนวเพลงตอนนี้เหมือนที่ตั้งใจไว้ตอนแรกหรือเปล่า 

อิทธิพงศ์ : ตอนแรกเราตั้งไว้แบบเอาฮามาก เล่นเพลงบ้าๆ ให้ชาวบ้านหนวกหู ผิดกับตอนนี้ ด้วยประสบการณ์ และการทำงานที่ผ่านมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดี ดนตรีของเรามีชั้นเชิงมากขึ้น เมื่อก่อนเพลงน้องเปิ้ล กะแต่งไว้แซวเพื่อนเฉยๆ เอามาโวยวายเรียกร้องความสนใจระหว่างโชว์ จนเดี๋ยวนี้น้องเปิ้ลมันเริ่มน่าเบื่อแล้วสำหรับเรา ก็เลยแต่เพลงที่ใช้ฝีมือมากขึ้น  อย่างเช่น ‘หลุมศพปลาวาฬ’ ก็จะเอาคำแปลกๆ มารวมกันอยู่ในเพลง ทดลองซาวด์ดนตรีใหม่ๆ พอทุกอย่างมารวมกันมันก็เปิดเป็นความแปลกที่ลงตัว และพัฒนามาไกลเกินกว่าที่พวกเราคาดไว้เยอะมาก 

ถ้าเมื่อก่อนแต่งเพลงเพื่อเรียกร้องความสนใจ แล้วทุกวันนี้แต่เพลงเพื่ออะไร 

อิทธิพงศ์ : แบ่งเป็นสองส่วนหลักๆ ถ้าเพลงในอัลบั้มเราอยากให้คนฟังเห็นไอเดียใหม่ๆ จึงพยายามทดลองอะไรหลายอย่าง เพื่อให้เกิดเป็นความสร้างสรรค์ที่มีส่วนผสมทางดนตรีแบบพอเหมาะ แต่เมื่อเป็นพาร์ทคอนเสิร์ต เราอยากให้คนดูรู้สึกเหมือนมางานปาร์ตี้ ได้มาปลดปล่อย และสนุกสนานไปด้วยกัน 

พวกเราวางตัวให้คนดูสามารถเข้ามาหาได้แบบทุกเพศทุกวัย เวลาใครจ้างไปเล่นก็จะเหมือนมีปาร์ตี้ส่วนตัว มีเฟรชชี่ไนท์เป็นของตัวเอง พอโจทย์ไม่เหมือนกันแล้วทำให้เพลงในแต่ละพื้นที่ต่างกันตามไปด้วย เพลงในอัลบั้มจะกลายเป็นเพลงที่มีความยากในการเสพขึ้นมา จะเต็มไปด้วยความแปลกมีความพิสดาร ฟังแล้วงงๆ แต่ถ้าเป็นเพลสำหรับงโชว์จะทำให้ฟังง่ายขึ้น ไม่ต้องคิดอะไรมากสนุกสนาน เฮฮา ปาร์ตี้

คิดว่าจะเล่นเป็นวงด้วยกันแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

อิทธิพงษ์ : ก็คงเล่นไปเรื่อยๆ ตราบใดที่คาราบาวยังไม่เลิกก็คงไม่ไปไหน อาจจะเป็นเพราะมันมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้พวกเราเล่นไปด้วยกัน บางครั้งรู้สึกว่าอยากหยุดทำอัลบั้ม แต่ปรากฎว่าไม่เคยได้หยุดเลย เพราะมันก็มีงานเข้ามาตลอด แล้วก็ไม่อยากหยุดพักงานด้วยเพราะเราถือว่าเป็นเรื่องสนุก การที่ได้ไปต่างจังหวัดได้เจอผู้คน ชอบไปดูบรรยากาศในแต่ละที่ เพราะคาแรคเตอร์แต่ละที่ก็ไม่เหมือนกัน เลยทำให้เรารับงานอย่างต่อเนื่อง อีกอย่างคือรู้สึกสนุกกับการใช้ชีวิตแบบนี้ 

จักรพงศ์  : ลุยกันยาว (หัวเราะ) 

 

ทำไมถึงยืนระยะในวงการได้ยาวนานขนาดนี้

อิทธิพงศ์ : พวกเราเล่นดนตรีด้วยความสนุก คำว่า ‘ความสนุก’ นี่แหละที่พาเรามาไกลมาก โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แม้ในตอนแรกมันมาจากกลุ่มเพื่อนที่ชวนเราไปเล่นตามงานปาร์ตี้ต่างๆ พอเราไปเล่นมากขึ้น แต่ละร้านที่จัดงาน เห็นโชว์ของพวกเราก็รู้สึกชอบ ก็จ้างไปเล่นอีกต่อหนึ่ง ทำให้เห็นว่าแม้จะเป็นการเล่นฟรี การเล่นไปตามความสนุกทั้งหลายแหล่ โดยที่ไม่ต้องกลับมาคิดอะไรมากมาย มันก็เหมือนการโปรโมตตัวเองในรูปแบบหนึ่ง ยิ่งเล่นก็เหมือนยิ่งอยู่ในกระแส 

ทำให้การยืนระยะมันเลยไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพราะอย่างที่บอกในตอนแรกว่าพื้นฐานมันมาจากความสนุก ดังนั้นเวลาเราลงมือทำอะไรมันก็ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจไปซะทุกเรื่อง ไม่ได้แต่งเพลงทุกเพลงออกมาเพื่อขาย ไม่ได้คาดหวังว่าพวกเราจะต้องกลายเป็นนักดนตรีที่โด่งดังคับฟ้า ทีนี้พอได้รับอะไรมา มันก็เลยเหมือบกำไรของชีวิต 

ถ้าอย่างนั้น จุดอิ่มตัวของศิลปินมีอยู่จริงหรือเปล่า

อิทธิพงศ์ : มันแล้วแต่มากกว่า วงดนตรีบางกลุ่มพื้นฐานค่อนข้างซีเรียส ก่อตั้งวงมาด้วยเป้าหมายที่จริงจัง ก็พลอยทำให้ความคาดหวังในแต่ละเรื่องสูงตามไปด้วย พอเวลาผ่านไปนานเข้ามันก็เลยระเบิดตัวเอง เพราะมันมีระเบิดเวลาติดไว้ตลอด ทำให้ระบบชีวิตของพวกเขามีแต่รอวันหมดอายุ ผมว่าจุดอิ่มตัวน่าจะเกิดจากแต่ละคนตั้งขึ้นมาเองมากกว่า

สำหรับพวกเรามันค่อนข้างต่างกัน เวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เหมือนเพิ่งเริ่มต้นด้วยซ้ำ ยังสนุกและเพลิดเพลินกับอะไรหลายๆอย่าง ยังอยากแก้ตัวในอัลบั้มถัดไป อยากพัฒนาตัวเอง มันมีอะไรให้พวกเราทดลองกันอีกเยอะมาก ไม่มีทางอิ่มตัวได้เลย 

จักรพงศ์ : ยังหิวอยู่ (หัวเราะ) 

คนในแต่ละสาขาอาชีพลองได้ลงมือทำอะไรนานวันเข้าก็เริ่มหมดมุก ทำไมกับพาราด็อกซ์ถึงยังกระฉับกระเฉงได้ขนาดนี้

อิทธิพงศ์ : น่าจะเป็นที่มุมมองส่วนตัวของพวกเรา รู้สึกว่ามีอีกหลายอย่างที่ต้องอาศัยการพัฒนา ตัวผมเองเวลากลับไปฟังอัลบั้มเก่าๆ ก็อยากที่จะเปลี่ยนการร้อง ปรับปรุงดนตรี อย่างที่เล่าไปข้างต้นว่าเวลาเรากลับไปเห็นจุดที่จำเป็นต้องแก้ไข สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นแรงสำหรับงานชิ้นถัดไป ก็จะสรรหาไอเดียต่างๆ เข้ามาพัฒนา ผมว่าเท่านี้มันก็ไม่มีทางตันแล้ว แค่คิดว่าจะทำอะไรไฟมันก็มา เราเองก็อยากแข็งแรงมากกว่านี้ด้วย 

จักรพงศ์ : ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกันพวกเราถึงค่อนข้างสนุกกับงานมากๆ ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สองวัน เป็นวันที่ทัวร์คอนเสิร์ตติดกันมาสี่วันแล้ว แทนที่จะเป็นวันพัก วงพาราด็อกซ์ก็ยังส่งไลน์หากันว่ามีเดโม่อะไรใหม่ๆ หรือเปล่า อย่างที่ต้าบอกว่ามันยังมีอะไรที่อยากทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นดนตรี การทำอัลบั้ม หรือแสดงคอนเสิร์ต คิดกันตลอดเวลาครบรอบครั้งนี้จะทำคอนเสิร์ตดีหรือเปล่า ลองเปลี่ยนเป็นแบบอคูสติกดูดีมั้ย 

มันไม่เหมือนการทำงานให้เสร็จเป็นชิ้นๆ แล้วก็ส่ง ทั้งที่เราเพิ่งปล่อยอัลบั้มที่มีมากถึง 52 เพลง แต่ความรู้สึกมันเต็มไปด้วยความสดใหม่ อยากทำอะไรอีกเยอะแยะมากมาย 

อิทธิพงศ์ : อีกอย่างเป็นเพราะเราทำงานกันเองทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่แต่งเพลง เข้าห้องอัด ไปจนถึงมิกซ์ซาวด์ แม้กระทั่งเอ็มวีก็ยังทำกันเอง จากประสบการณ์ของผม คนที่หมดมุกคือศิลปินที่ต้องรอคนแต่งเพลงให้ พอแต่งออกมาไม่ถูกใจมันก็หมดไฟเป็นธรรมดา ในขณะที่พวกเราทำทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง มีไอเดียอะไรก็สามารถเริ่มได้เลย บางทีโจอี้วิ่งเสร็จก็ปิ๊งความคิดบางอย่าง หรือบิ๊กก็มีซาวน์กีตาร์มาให้ฟังตลอด ทุกคนพร้อมที่จะงอกเงยสิ่งใหม่ๆ ออกมาอยู่เสมอ 

อะไรที่ทำให้มันงอกเงยขึ้นมาถึง 52 เพลง และใช้เวลายาวนานถึง 8 ปี 

จักรพงศ์ : ต้องอธิบายว่าระหว่างที่เราทัวร์คอนเสิร์ตกันเป็นปกติก็จะทำเดโม่ออกมากันอยู่เรื่อยๆ จนจำนวนมันเพิ่มขึ้น แต่กระจัดกระจายจนไม่รู้จะไปจัดวางตรงไหน ดูไม่เสร็จสิ้นไม่เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งทำให้การเก็บรักษายากขึ้นตามไปด้วย พอเวลามันผ่านไปทุกคนก็คิดเหมือนกัน คือ ถึงเวลาต้องรวบรวมซักที เวลามันก็ผ่านเข้าไป 8 ปีแล้ว แต่ก็เข้าใจว่า 52 เพลงมันเยอะเกินไปอาจจะไม่เหมาะสำหรับทุกคน ทีนี้เราก็เลยทำอีกอัลบั้มสำหรับเพลงใหม่เท่านั้น ที่คัดออกมาแล้วทำกันใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับของเก่าที่อัดเก็บไว้มาตลอด คลอดออกมาเป็นอัลบั้ม ‘Before Sunrise After Sunset’  มีเพลงทั้งหมด 22 แทร็ก 

อิทธิพงศ์ : สำหรับเพลงที่เหลือก็เลยเก็บทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาใน 8 ปีนั้น ออกมาเป็นอัลบั้มชุดหนึ่ง ที่ต้องใช้ซีดีถึง 3 แผ่น กว่าจะพอบรรจุเพลงทั้งหมด ทำเป็นลิมิเตดอิดิชั่น ซึ่งก็ขายหมดเกลี้ยงไปแล้ว อาจจะยังตามร้านขายยาทั่วไป (หัวเราะ) เพราะค่อนข้างหายากแล้วครับ

พวกเราค่อนข้างให้ความสำคัญกับนักสะสมและแฟนเพลง ไม่อยากให้สิ่งที่ลงแรงทำกันมาหลุดหายกับกาลเวลา บางเพลงอาจจะถูกใส่เข้าไปกับอัลบั้มรวมฮิต ถ้าเราไม่ดึงออกมารวมกันไว้รับรองไว้หายไปแน่ๆ ที่จริงก็ทำเพื่อให้แฟนคลับของเราได้มีไว้ครอบครอง สามารถลูบคลำกันได้แบบเป็นชิ้นเป็นอัน 

"พาราด็อกซ์ไม่ได้มีฐานแฟนเพลงที่กว้าง หรือแผ่ขยายไปทั่วประเทศ มีแค่กลุ่มหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะทะนุถนอมและรักษาพวกเขาไว้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ "

 

 

พูดถึงแฟนเพลงขึ้นมาแล้ว ตอนนี้มีวิธีการติดต่อสื่อสารกับพวกเขาอย่างไร นอกจากทักทายกันตามงานคอนเสิร์ต

อิทธิพงศ์ : หลักๆ ก็จะเป็นแฟนเพจ ‘PARADOX’ ครับ ไปเสิร์ชตรงช่องค้นหาในเฟสบุ๊กได้เลย มีเพจส่วนตัวของแต่ละคนที่มีเนื้อหาต่างกันออกไป พี่สองก็จะไลฟ์คุยกับแฟนเพลงประจำว่าจะมีเล่นโชว์ที่ไหน บางครั้งถ้าโอกาสเหมาะไปเล่นคอนเสิร์ตก็จะไลฟ์ให้แฟนเพจได้ดูด้วย มีตารางทัวร์ให้ดูในเพจออฟฟิเชียล อีกอย่างหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับมันมากคือการมีทติ้ง

พวกเรารู้สึกว่ามีวงดนตรีค่อนข้างน้อยที่จะจัดงานพบปะกับแฟนคลับ แต่พาราด็อกซ์ทำมาตลอดเพราะอยากให้แฟนเพลงมารวมตัวกัน ไม่อย่างนั้นปีนึงเค้าก็เริ่มแยกย้ายกันแล้ว อีกอย่างคือรู้สึกว่าแฟนเพลงของพาราด็อกซ์เป็นอีกครอบครัวหนึ่ง และค่อนข้างจะเหนียวแน่น ซึ่งเป็นครอบครัวจริงๆ เพราะมีหลากหลายรุ่นมาก เรียกได้ว่ามากันทุกเพศทุกวัย บางคนพบรักกันในงานแล้วแต่งงานกันไปเลยก็มี อยากพัฒนาความสัมพันธ์ตรงนี้ให้เติบโตไปด้วยกัน

แปลว่าพาราด็อกซ์ให้ความสำคัญกับผู้ฟังเป็นอันดับต้นๆ 

อิทธิพงศ์ : มันคือการเกื้อหนุนกันมากกว่า เรามองว่าแฟนเพลงนี่แหละคือฐานในการโปรโมตที่ดีที่สุดทางหนึ่ง ผมว่าโลกนี้คอนเนคชั่นเป็นส่วนที่สำคัญมาก แฟนคลับเราบางคนอาจจะโตขึ้นไปเป็นผู้บริหาร จัดงานเลี้ยงแล้วเชิญเราไปเล่นก็ได้ บางคนอยู่ต่างจังหวัดไม่เคยดูวงพาราด็อกซ์เล่นคอนเสิร์ตก็ไปรบเร้าให้ร้านจ้างเราไปเล่นก็มี 

ที่สำคัญคือการมีคนกลุ่มหนึ่งมานั่งถกกันเรื่องเพลงของเรา เป็นฟีดแบ็กที่พาราด็อกซ์ต้องการมาก บางทีไม่ต้องเกี่ยวกับดนตรีก็ได้ ทักว่าพี่สองทำไมปกอัลบั้มนี้หนวดเป๋ไปข้างหนึ่งก็ดีใจแล้ว เหมือนมีคนมาใส่ใจงานที่เราทำ แฟนเพลงบางคนดุเรายิ่งกว่าโปรดิวเซอร์อีก ละเอียดมากเนื้อเพลงบางคำ หรือโทนดนตรีปล่อยออกมาให้ฟังเมื่อไหร่ จะมีคอมเมนท์เลยว่า ท่อนนี้ตีความแบบนี้หรือเปล่า ดนตรีอยากให้ไปในทิศทางนี้หรอครับ รู้สึกว่าคุยกันถูกคอ ซึ่งพวกเราชอบคนแบบนี้มาก

พาราด็อกซ์ไม่ได้มีฐานแฟนเพลงที่กว้าง หรือแผ่ขยายไปทั่วประเทศ มีแค่กลุ่มหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเราจะทะนุถนอนและรักษาพวกเขาไว้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

เล่าความประทับใจเกี่ยวกับแฟนคลับกลุ่มนี้ให้เราฟังได้เหรือเปล่า

อิทธิพงศ์ : แฟนเพลงของเราจะชอบตามไปเชียร์ ในรอบ 5-6 ปีมานี้จะมีบางคนไปแทบจะทุกงานคอนเสิร์ต แม้กระทั่งงานที่เล่นไกลมากๆ ซึ่งดูไม่ใช่ที่ทางของพวกเราซักเท่าไหร่ แต่พอมองไปหน้าเวทีเท่านั้นแหละ มีแม่ยกเรากลุ่มเดิม เดินทางมาดูด้วยกันสิบกว่าคน มันเป็นความรู้สึกประทับใจมากเลยนะ ที่อย่างน้อยไม่ว่าจะไปเล่นที่ไหนยังมีคนตามมาเชียร์ มาฟังเราเล่นดนตรี ซึ่งกว่าจะเห็นพวกเขาที่หน้างานเรารู้เลยว่ามันผ่านอะไรมาบ้าง อาจจะต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า แหกขี้ตามานั่งรถทัวร์ โดยสารเรือข้ามฟาก นั่งรถเหมาเข้ามาอีก เรียกได้ว่าลงทุนไปไม่น้อยกว่าจะได้ดูพาราด็อกซ์ 

ไหนๆ ก็ออกเพลงไทยมามากแล้วคิดจะไปโกอินเตอร์กับเค้าบ้างหรือเปล่า 

อิทธิพงศ์ : พูดถึงเรื่องโกอินเตอร์ ต้องยกให้พี่สอง เค้าค่อนข้างที่จะเป็นคนล้ำสมัยชอบร้องเพลงภาษาอังกฤษ แล้วก็แต่งเพลงไว้เยอะด้วย 

จักรพงศ์ : ก็ไม่ได้ชอบเท่าไหร่ แต่ภาษาอังกฤษมันดีตรงที่มั่วได้(หัวเราะ) เอาจริงๆ สำหรับพาราด็อกซ์ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคำหรือเมโลดี้ที่เราไม่คุ้นเคย กลัวว่าทำออกมาแล้วจะฟังดูประหลาด

อิทธิพงศ์ : ที่จริงการแต่งเพลงภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเหมือนกัน เพราะพวกเราก็จบจากห้องคิงกันหมด ภาษาอังกฤษตอนเรียนนี่เรียกได้ว่าแตกฉาน ติดอยู่เรื่องเดียวคือคืนอาจารย์ไปหมดแล้ว แต่มันก็มีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้เหมือนกันในอนาคต สำหรับเพลงภาษาต่างประเทศที่เราทำไปแล้วก็จะเป็นภาษาญี่ปุ่นในการโคฟเวอร์เพลงไอมดแดง สมัยนั้นก็อาศัยการเขียนทับศัพท์เอา แล้วก็ร้องตามเป็นภาษาไทย 

แต่เรื่องโกอินเตอร์คงลำบาก เพราะชอบเขินเวลาไปเจอฝรั่ง เจอคนจีนก็กลัว ทั้งที่จริงๆ แล้วชอบความเป็นจีนมากมีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง ปกติพวกเราไม่ได้ขึ้นเครื่องบินไปเล่นคอนเสิร์ต จะเน้นนั่งรถเสียมากกว่า ผมไปสืบมาแล้วว่าประเทศจีนขับรถสองวันก็ถึง เลยเป็นความคิดที่น่าสนใจเหมือนกัน 

มีการเล่นคอนเสิร์ตแบตไหนที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำอีกบ้าง

จักรพงศ์ : จริงๆ ก็ทำไปเกือบหมดทุกรูปแบบแล้ว แต่มันก็ยังเหลืออีกหลายอย่าง เช่นการทำอุปกรณ์ที่มีความเป็รแมคคานิคมากขึ้น ที่ผ่านมาจะมีแต่พวกแฮนเมดของทำมือ ตอนนี้อยากมีเครื่องไม้เครื่องมือที่อลังการ เอารถเครนมาใช้บนเวที หรือไม่ก็หาของแปลกๆ ที่ไม่ค่อยเหมาะกับการแสดงดนตรีอย่างช้าง ม้า วัว ควาย ขึ้นมาเล่นด้วยก็น่าสนใจเหมือนกัน อยากทำอะไรที่รู้สึกว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ จะว่าไปตอนนี้ก็กำลังวางแผนอยู่ ทุกคนก็น่าจะได้เห็นเร็วๆ นี้ 

อยู่กับจีนี่ เรคคอร์ดส มาตั้งแต่ยุคแรกๆ พูดถึงค่ายนี้ให้พวกเราฟังหน่อย 

อิทธิพงศ์ : พวกเรารู้จักกับจีนี่ ตั้งแต่ยุคแรกเลย ตอนนั้นยังเป็นห้องโล่งๆ เดินเข้ามากลิ่นสีคลุ้งเต็มไปหมด มีโซฟาสีขาวๆ กับโต๊ะออฟฟิศหนึ่งตัว พี่นิค(วิเชียร ฤกษ์ไพศาล) ก็พาเดินเข้าไปในห้องทำงาน ยังรู้สึกหวั่นๆ อยู่เลยว่านี่แกงค์ขายตรงอะไรหรือเปล่า เข้าไปถึงก็เปิดตัวอย่างอลังการมีพี่นิคนั่งสง่างามอยู่กับโต๊ะตัวนั้นแหละ (หัวเราะ)  

แต่พอเวลาผ่านมาถึงตอนนี้รู้สึกว่าเป็นความโชคดี ที่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้เพราะการทำงานด้วยกันง่ายมาก และเต็มไปด้วยความอบอุ่ม ให้อิสระพวกเราได้แสดงความเป็นตัวเองออกมา ในขณะเดียวกันก็ช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทุกวันนี้จีนี่ เรคคอร์ดส เปรียบเสมือนเกาะๆ หนึ่ง ที่นับวันยิ่งโดดเด่น เพราะมีเรือแพแตกหลายลำที่ลอยคอแล้วว่ายขึ้นมายังเกาะนี้ (หัวเราะ) และน่าจะเป็นจุดหลักที่นำวงดนตรีโดยเฉพาะสาขาร็อค กลายเป็นจุดหลักและเป็นที่พึ่งพาของประเทศได้ 

ให้เปรียบอีกทีหนึ่งก็มีความคล้ายสโมสรฟุตบอลที่เต็มไปด้วยนักเตะมีชื่อเสียง อยู่ในทีมจำนวนมาก ทีนี้เวลาไปแข่งที่ไหน คนก็มักจะให้ความสนใจและเต็มไปด้วยสีสัน

พูดถึงคอนเสิร์ต ‘Genie Fest 19 ปี กว่าจะร็อคเท่าวันนี้’ กันบ้างดีกว่า จะได้เห็นอะไรเท่ๆ จากพาราด็อกซ์บ้างในปีนี้ 

อิทธิพงศ์ : ความสนุกที่พาราด็อกซ์จะได้ไปแจมกับหลายๆ วง คอนเสิร์ต G 19 มันก็เหมือนคอนเสิร์ตสำหรับครอบครัวของจีนี่ เรคคอร์ดส ที่ได้มารวมตัวกัน อย่างตัวผมก็จะไปร่วมกับนักร้องนำวงอื่น พี่สองก็อาจจะไปชวนเหล่ามือเบสมาทำอะไรแปลกๆ แต่ก็อาจจะไม่ได้เถรตรงแบบนั้นเสมอไปต้องรอลุ้นวันงานที่จะมาถึง 

มันคือกิจกรรมหนึ่งที่พวกเราเฝ้ารอมากๆ เป็นคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ที่ปีนี้จะคนเยอะกว่าเดิมด้วยซ้ำ วงก็เยอะกว่าเดิม แล้วแต่ละคณะที่นำมาโชว์กันก็ไม่ใช่วงโนเนมค่อนข้างมีชื่อเสียงกันแล้วทั้งนัน จะเป็นปรากฎการณ์ที่ทุกคนจะไม่เคยเห็นมาก่อนแน่ๆ เพราะแต่ละวงของจีนี่ เรคคอร์ดส เรียกได้ว่าคิวทองกันทั้งค่าย ต่างคงก็ต่างมีงานของตัวเองที่ต้องรับผิดชอบ จึงยากมากที่จะมากันครบทั้งค่าย ก็เป็นโอกาสดีที่ได้มารวมตัวกัน 

ถ้าเปรียบเทียบกันระหว่าง G 16 กับ G 19 ตัวเลขก็มากขึ้นแล้ว ความมันส์จะมากขึ้นตามหรือเปล่า

อิทธิพงศ์ : อย่างแรกเลยคือวงเยอะกว่าเดิม และจะมีกิจกรรมที่ไม่คาดฝันมากขึ้น นักดนตรีที่ปีก่อนพลากไป ปีนี้อาจจะออกมาทำอะไรแผลงๆ ตอนนี้ยังไม่อยากเปิดเผยเท่าไหร่แต่รับรองว่ามีเซอไพรส์แน่นอน อย่างที่สองที่รับรองได้เลยคือปีนี้คนดูจะสบายมากขึ้น เพราะจัดในสนามกีฬา ตอน G 16 ผมนึกว่าไปเรียน รด. 

ไปงานนี้คุณจะได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ที่เป็นแฟนเพลงของวงอื่นในค่าย อาจจะไม่ใช่คอเดียวกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เคมีคงไม่หนีกันมากนัก กิจกรรมรอบนอกก่อนเข้าไปดูคอนเสิร์ตน่าจะเป็นอีกสีสันหนึ่งที่อยากให้ไปดูกัน 

เตรียมพร้อมอะไรกันบ้างสำหรับงานที่กำลังจะมาถึง 

ขวัดภัย : ซื้อแอมป์เตรียมไว้ตั้งแต่สิบปีที่แล้วเลยครับสำหรับงานนี้ ถ้าตอบแบบเอาจริงจังหน่อยก็เตรียมพร้อมสำหรับทุกเรื่องที่ต้องเจอ เพราะว่าเป็นงานที่ใหญ่มากๆ งานหนึ่ง

เสรษฐพร : ร่างกายพร้อมเต็มที่ครับ อุปกรณ์ก็พร้อมถึงจะเป็นชุดเดิมก็เถอะ (หัวเราะ)

อิทธิพงศ์ :  สำหรับพวกเราในฐานะพาราด็อกซ์ เตรียมเพลงในอัลบั้มใหม่ออกมาให้ฟังกันเป็นพิเศษ ความตื่นเต้นมันเยอะเหมือนกัน เพราะว่าในวันนั้นไม่ดีมีแต่แฟนเพลงที่มาดูเราโดยเฉพาะเหมือนทุกที ยังต้องไปเจอกับแฟนเพลงวงอื่นๆ ที่มาแชร์ความรู้สึกกัน ก่อนหน้านี้ค่อนข้างเพลย์เซฟมากด้วยการเลือกแต่เพลงฮิตมาโชว์ แต่ปีนี้พยายามจะแทรกเพลงที่อยากแนะนำออกมาแสดงให้ทุกคนได้ฟังกันด้วย 

ชวนผู้ฟังมาดูคอนเสิร์ต

จักรพงศ์ : ถึงเวลาขายของ(หัวเราะ) ก็ขอเชิญชวนทุกคนมาดูคอนเสิร์ต ‘Genie Fest 19 ปี กว่าจะร็อคเท่าวันนี้’ อย่าลืมซื้อบัตรก่อนนะครับ เดี๋ยวจะเข้ามาชมกันไม่ได้ ไปเจอกันวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน พวกเราก็จะยกโขยงกันมาทั้งค่าย มีเล่นทั้งเพลงเก่าเพลงใหม่ ฟีทเจอริ่งกันสนุกสนาน เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ และโชว์นี่เต็มที่แน่นอน