หากจะถามว่าในขวบปีมานี้ ประเด็นอะไรที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยกันบ่อยที่สุด หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น BNK48 วงไอดอลที่เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งสมาชิกแต่ละคนก็ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ทั้งในฐานะทีมและส่วนตัว ทำให้พวกเธอไปปรากฏอยู่ตามสื่อต่างๆ อย่างไม่ว่างเว้น และมีโอกาสได้แสดงฝีมือในรูปแบบอื่นนอกจากฐานะดั้งเดิมอย่างเกิร์ลกรุ๊ป เช่นเดียวกับ พัศชนันท์ เจียจิรโชติ หรือ ‘อร’ หนึ่งในสมาชิกของ BNK48 ที่รับงานในฐานะนักแสดงเต็มตัวเป็นครั้งแรก มาฝากฝีมือในบทบาทเด็กฝึกงานที่มีสถานะเป็น ‘อาวุธลับ’

บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้นอกจากจะว่าด้วยเรื่องราวระหว่างเธอกับภาพยนตร์แล้ว อรยังเผยไม้เด็ดออกมาให้เราเห็น ซึ่งประกอบไปด้วยความมุ่งมั่น ไม่หยุดอยู่กับที่ และความทะเยอะทะยาน ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญให้จุดหมายปลายทาง และความฝันเป็นจริงได้ในที่สุด 

นึกภาพตัวเองตอนเริ่มต้นกับตอนนี้ ถือว่าก้าวมาไกลแค่ไหนแล้ว 

ขอเท้าความก่อนว่าเป็นคนชอบเต้น ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก พอถึงจุดหนึ่งมีโอกาสได้ไปเดบิวท์ต่างประเทศ แต่ติดปัญหาอะไรหลายอย่าง เลยต้องล้มเลิกความฝันชิ้นนั้นไป แต่ก็ยังติดค้างในใจเสมอ เป็นคนที่ลองได้ฝันอะไรแล้วก็อยากทำให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง ลงท้ายก็เลยได้ไปเรียนด้านการออกแบบ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากมีแบรนด์ของตัวเอง 

คุณแม่คอยผลักดันว่าต้องขึ้นเวทีตั้งแต่เด็ก ซึมซับว่าต้องอยู่บนเวที ต้องมีคนเชียร์ สมัยเรียนมีอยู่ปีหนึ่งที่ครูไม่เลือกให้เราขึ้นเวที เสียใจมาก แต่ก็ทำให้รู้ว่ารักที่จะอยู่บนเวที อยู่ท่ามกลางสปอตไลท์ ตอนนี้ก็เหมือนตอบโจทย์ในสิ่งที่ตัวเองฝัน แต่พอมาถึงจุดนี้ก็รู้สึกว่าต้องไปต่อ จะไม่หยุดอยู่แค่นี้ ไม่ชอบอะไรที่เป็นทางตัน หรืออะไรก็ตามที่ไม่ทำให้พัฒนา

หมายความว่าเราอาจได้เห็นแบรนด์สินค้าของคุณในอนาคต

ใช่ แต่ไม่อยากทำแบรนด์เสื้อผ้าอย่างเดียว อยากทำเครื่องสำอางและอื่นๆ ด้วย 

ผู้หญิงทุกคนสวยในแบบของตัวเองได้ สวยที่สมองและทัศนคติที่มองว่าตัวเองมีคุณค่า ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกสามารถเป็นอะไรก็ได้ที่รู้สึกมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น เราก็เคยเป็นเป็ดขี้เหร่มาก่อนกว่าจะมาถึงจุดนี้ ไม่ได้บอกว่าสวยมาก แต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อนจริงๆ 

ใช้วิธีอะไรในการขับเคลื่อนตัวเองไม่ให้หยุดอยู่กับที่ 

เคยมีช่วงที่ตันไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ สุดท้ายก็ปรับที่ความคิดตัวเอง ถ้าคิดว่าเรียนรู้หมดแล้วก็ไปไหนต่อไม่ได้ ยิ่งเราเป็นคนไม่ชอบหยุดนิ่งยังอยากที่จะเรียนรู้ ทุกอย่างคือการเรียนรู้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนอย่างเดียว ประสบการณ์ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ยกตัวอย่างเวลามาออกกอง เราก็สงสัยว่าช่างภาพมีวิธีในการถ่ายอย่างไร ต้องใช้มุมไหน เป็นคนที่อยากรู้อะไรก็จะถามจากผู้รู้จริง หรือไปศึกษาต่อ 

แล้วกับงานที่ค่อนข้างเหมือนเดิมอยู่ตลอด ใช้วิธีไหน

งานของ BNK48 ภายนอกอาจดูน่าเบื่อ ออกอีเวนท์ก็เล่นเพลงเดิมอยู่ตลอด บางทีเราก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนครั้งแรกๆ แต่ครูที่สอนก็คอยกระตุ้นอยู่เสมอว่าให้สดใหม่ทุกครั้งที่ขึ้นเวที อย่างที่บอกว่าเป็นคนขี้เบื่อ ก็เลยต้องหาวิธีทำให้ตัวเองสนุกมากขึ้น เต้นให้เต็มที่ คืนนี้จะได้ไม่ต้องออกกำลังกาย คอยผลักดันตัวเอง (หัวเราะ)

ความพยายาม จุดหมายปลายทาง ความฝัน ถ้าคิดแต่ไม่ลงมือทำมันก็อยู่แบบนั้น ทุกอย่างแค่ต้องลงมือทำ ตอนแรกที่ BNK48 เปิดรับ ถูกจำกัดอายุไว้ที่ 18 ปี ซึ่งเราเกินมาประมาณ 1 ปี รู้สึกเสียดายมาก แต่พอช่วงอายุถูกขยายออกไปก็ตัดสินใจสมัคร ไม่ละทิ้งความฝันของตัวเองและยังทำมันต่อ 

ดูเหมือน BNK48 จะเข้ามาทำให้วงการดนตรีของไทยครึกครื้นมากขึ้น 

อย่างที่รู้กันว่าวงการนี้ขายซีดียากมาก และเต็มไปด้วยการละเมิดลิขสิทธิ์ รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติที่ทำให้วงการเพลงคึกคัก ซึ่งการตลาดก็ดีขึ้นตามไปด้วย และมีศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นตามลำดับ ไม่อยากยกความดีความชอบให้กับ BNK48 ทั้งหมด เพราะศิลปินทุกคนก็กำลังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่เหมือนกัน 

อร และ จิงจิง สองนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง App War

แล้วในฐานะน้องใหม่วงการภาพยนตร์ รู้สึกอย่างไรบ้างกับวงการภาพยนตร์ไทยตอนนี้

รู้สึกดีที่มีเรื่อง App War ที่เป็นภาพยนตร์โรแมนติก คอเมดี้ มีพล็อตเรื่องแปลก เป็นเรื่องของแอปพลิเคชันที่อาจจะปังหรือไม่ก็แป้กไปเลย เพราะคนที่ไม่รู้จักก็ฟังดูไม่น่าสนใจขนาดนั้น แต่เชื่อว่าในตัวละครทั้ง 7 มีคาแรคเตอร์ที่ดึงดูดให้คนทุกเพศทุกวัยมาดูแน่นอน 

ถ้าพูดถึงคาแรคเตอร์ตัวเองคือเด็กฝึกงานที่ค่อนข้างเรียบร้อย แต่จับพลัดจับผลูได้ไปเป็นอาวุธลับภายนอกจะดูใสๆ แต่ข้างในฉลาดกว่าที่เห็น ชื่นชอบในความเอาตัวรอดเก่งและอยู่เป็นของตัวละคร 

คาดหวังอะไรไว้บ้างกับภาพยนตร์เรื่องนี้

คาดหวังว่ามันจะสะท้อนสังคมยุคใหม่ อาจไม่ได้สะท้อนมากขนานนั้น แต่เป็นการบอกว่าคนรุ่นใหม่หรือคนยุคนี้ไม่ชอบทำงานออฟฟิศ อยากสร้างอะไรขึ้นมาด้วยตัวเอง แต่มันไม่ได้เกี่ยวกับแพสชันอย่างเดียว เพราะคุณก็ต้องมองไปถึงบริบทรอบข้างด้วย 

ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกว่าความฝันเราไม่มีวันหยุด สิ่งที่พระเอก นางเอก และทั้งสองทีมได้ลงมือทำ ก็ทำตามแพสชันของตัวเองทั้งนั้น แม้จะมีอุปสรรคแค่ไหนก็ทุ่มสุดชีวิตเพื่อทำมันออกมา ถึงอัตราประสบความสำเร็จจะน้อยมากแค่ไหนแต่ก็กล้าที่จะลงมือทำอยู่ดี 

ความสนุกในการทำงานภาพยนตร์คืออะไร

เหมือนเปิดโลก พอได้ไปทำงานข้างนอกก็ทำให้รู้สึกโตขึ้น และทำให้รู้จักการทำงานในแบบที่มองว่าเราเป็นนักแสดงเป็นอย่างไร และได้สัมผัสกับการเป็นนักแสดง เป็นนักศึกษาฝึกงาน (หัวเราะ) 

เวลาเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ย่อมมีความกลัวเข้ามาแทรกอยู่แล้ว มีวิธีจัดการกับความกลัวอย่างไร 

พัศชนันท์ : ลงมือทำ คิดว่ามันมีประโยชน์กับเราไหม มีประโยชน์กับคนรอบข้างหรือเปล่า ถ้าออกมาในแง่ลบ หรือไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็ไม่ต้องทำ สิ่งที่เราทำต้องมีประโยชน์ ไม่กับตัวเองก็คนรอบข้าง

อร จิงจิง และ นัท 

ใช้วิธีอะไรในการต่อสู้กับวันร้ายๆ หรือรับมือกับคำวิจารณ์

แค่มองว่าเป็นประโยชน์กับตัวเองไหม ถ้าไม่ทำให้เราสูงขึ้น ก็อย่าให้มันกดเราต่ำลง บางคนแยกไม่ออกว่าอะไรคือคำวิจารณ์ ประเด็นคือถ้าคุณมีสิทธิ์วิจารณ์ เราก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเองเหมือนกัน ต้องมองว่าสิ่งที่เราทำมันดีหรือเปล่า ถ้าไม่ดีแล้วก็ต้องยอมรับ 

ถ้าภาพยนตร์เรื่องนี้ออกไปแล้วมีคนบอกว่าเล่นไม่ดี ก็อาจจะจริง แต่ก็ต้องฟังจากหลายฝ่าย ไม่ใช่เสียงเดียว คิดอยู่เสมอว่าเราทำอะไร และทำไปเพื่อใคร ตอนนี้น่าจะทำเพื่อตัวเอง (หัวเราะ) เพราะป๊าม้า ก็บอกให้ทำเพื่อตัวเองไม่ต้องทำให้พวกเขา เพราะถ้าเราประสบความสำเร็จป๊าม้าก็มีความสุขอยู่แล้ว คิดแบบนี้จะได้ไม่กดดันตัวเองด้วย 

ใช้อะไรเป็นมาตรวัดสำหรับการแสดงว่าสามารถทำตรงนี้ได้สมบูรณ์แล้ว

มีคนชม โดยเฉพาะคนที่เชื่อว่าสามารถพูดตรงๆ ต่อกันได้ ตอนแสดงก็จะถามตลอดว่าทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีไหม อยากปรับอะไรหรือเปล่า บอกได้เสมอ พร้อมตลอด ถ้าเขาตอบกลับมาว่าทุกอย่างโอเคก็มั่นใจขึ้นระดับหนึ่ง เพราะไม่มีใครอยากให้ผลงานออกมาไม่ดี  ก็จะคอยฟังเสียงจากคนรอบข้าง และประเมินตัวเองไปด้วย 

ตอนนี้เป้าหมายสูงสุดในฐานะไอดอลหรือนักแสดงคืออะไร

ไม่รู้ว่าจุดสูงสุดคืออะไร อยากพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้ ได้รับการยอมรับมากกว่านี้ อีกอย่างเวลานี้มันเพิ่งจะเริ่มต้น เราก็เป็นพวกขี้เบื่อ อาจจะไปเขียนหนังสือในอนาคตก็ได้ใครจะไปรู้