นางแบบสาวผู้ก้าวไกลไปถึงกรุงโซล เกาหลีใต้, นักแสดงมิวสิควิดีโอ, ผู้ชนะการประกวดไทยซูเปอร์โมเดลปี 2012 และล่าสุดกับบท 'จูน' ตัวละครหลักในภาพยนตร์ App War แอปชนแอป ทั้งหมดที่เอ่ยมานี้ จิงจิง-วริศรา ยู เป็นมาหมดแล้วภายในวัย 21 ปี

เมื่อพูดถึงจิงจิง หลายคนอาจเคยเห็นเธอผ่านอินสตาแกรม ‘JingJingyu36’ ซึ่งหญิงสาวเล่าให้ฟังว่าแอปพลิเคชันนี้เป็นดั่งไดอารี่ มันเป็นพื้นที่ที่เก็บสะสมภาพชีวิตของเธอที่เกาหลีใต้ ภาพอาหาร ภาพการทำงาน และภาพท่าทางการโพสต์ระดับมืออาชีพของเธอ 

เราก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่รู้จักจิงจิงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียเช่นกัน และเคยวาดภาพอย่างคลาดเคลื่อนกับความจริงไว้ว่า เธอคงเป็นนางแบบที่เข้าถึงยาก แต่ไม่เลย หลังจากที่เริ่มต้นบทสนทนา เราพบว่าจิงจิงมีบุคลิกเป็นธรรมชาติ ปากตรงกับหัวใจ และมีจิตวิญญาณของสาวอายุ 21 อย่างเต็มเปี่ยม เธอเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ความเด็ดเดี่ยว และความสับสนของวัย เธอมีความเหงา ความว้าเหว่ และเธอรักปาร์ตี้ แต่เหนืออื่นใดจิงจิงเป็นคนชัดเจน รู้จักและซื่อสัตย์กับตัวเอง

การทำงานในฐานะนักแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก?

สนุก เป็นประสบการณ์ที่ท้าทาย ตอนแรกไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มาเล่นหนัง แต่พอได้ลองแล้วก็รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่สนุกไปอีกแบบ

เราอาจเคยเห็นจิงจิงเดินแบบหรือเล่น MV การแสดงภาพยนตร์มันต่างออกไปอย่างไร

การแอคติ้งของ MV ไม่ได้มีความเจาะจงอะไรมาก เพราะมีเพลงเป็นเนื้อหาหลัก ส่วนการเดินแบบเราทำงานมา 6 ปี ก็เป็นความเคยชินไปแล้ว แต่การถ่ายหนังเป็นเรื่องท้าทาย เพราะเวลาจะเข้าบทก็ต้องคิดล่วงหน้าเลยว่าคาแรคเตอร์ของเราจะต้องเล่นอย่างไรในซีนต่อไป คือต้องคิดตลอดเวลา

ความท้าทายในการเปลี่ยนจากจิงจิงไปเป็นจูน

ตอนเวิร์กช็อป ครูจะให้คิดว่าจูนเป็นคนอย่างไรในความเห็นของเรา แบ็คกราวนด์เป็นอย่างไร พ่อแม่ เพื่อน หรือฐานะเป็นอย่างไร อะไรทำให้จูนเป็นคนนิสัยแบบนี้ จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ปรับจากทัศนคติของเราที่มีต่อจูน เป็นการซึมซับคาแรคเตอร์ที่ไม่ใช่ว่าเขาบอกให้เราต้องเป็นแบบนี้ๆ แต่เกิดจากการที่พวกเราช่วยกันคิดว่าจูนควรเป็นแบบไหน เป็นการแชร์ความเห็นกันทั้งจากนักแสดง แอคติ้งโค้ช และผู้กำกับฯ

ปรับตัวยากไหมกับการทำงานในกองถ่าย

เป็นหนังเรื่องแรกด้วยแหละ ตอนเวิร์กช็อปเสร็จเรายังไม่รู้เลยว่าจูนคือใคร จนกระทั่งเล่นไปซีนสองซีนถึงจะเข้าใจ จูนเป็นผู้หญิงที่ภายนอกดูมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก แต่จริงๆ เป็นคนอ่อนไหวและไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย แถมมีปมในใจอีกด้วย พอเราเข้าใจตัวละคร จากนั้นการทำงานก็ง่ายขึ้น

บรรยากาศของกองก็ชิลล์มาก ตอนแรกคิดว่าทุกอย่างต้องเครียด แต่กลายเป็นว่าทุกคนน่ารักมาก ทั้งทีมคอสตูม ช่างหน้า-ผม ทีมกำกับ และช่างไฟ ทุกคนเหมือนเป็นครอบครัวจริงๆ ทุกคนเล่นด้วยกัน มีอะไรแบ่งปันคุยกัน 

แฟชั่นยุคนี้มีความคาบเกี่ยวกับการรณรงค์มากขึ้น ทั้งเรื่องเพศ เชื้อชาติ หรือชนชั้น มีความเป็น Activist มากขึ้น จิงจิงคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้

เอาจริงๆ นะ หนูเป็นนางแบบ หนูไม่ได้มานั่งคิดถึงอะไรพวกนี้เลย หนูว่าแล้วแต่สไตล์ของแต่ละคน แล้วแต่แบรนด์หรืออะไรด้วย เพราะแต่ละคนก็มีความชอบไม่เหมือนกัน ส่วนตัวหนูไม่ได้ไปโฟกัสกับเรื่องพวกนี้เลย 

แล้วนางแบบควรทำหน้าที่อะไรบ้าง

หน้าที่ของนางแบบก็คือไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแบรนด์ไหน สไตล์ไหน เราต้องนำเสนอชุดนั้นให้ออกมาดีที่สุดตามที่เจ้าของแบรนด์ต้องการ

อยู่เกาหลีมา 1 ปีได้อะไรมาบ้าง

ได้กินอาหารเกาหลี (หัวเราะ) คือทำงานที่เกาหลีท้าทายกว่าที่ไทยนะ มันมีความกดดันมากกว่า ยากมากกว่า เราเลยอาจได้ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และรู้สึกระมัดระวังตัวมากขึ้น

ระวังตัวอย่างไร

บางอย่างที่เราทำในประเทศไทย เราอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ในต่างประเทศคือไม่ได้ ทุกอย่างเข้มงวด หนูเลยกลายเป็นคนรอบคอบมากขึ้น ระวังมากขึ้นว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้

ในฐานะที่คุณทำงานมาตั้งแต่เด็ก การเรียนมหาวิทยาลัยมีความสำคัญแค่ไหน 

สำคัญนะ การเรียนสำคัญมาก แต่การทำงานสำคัญกว่าสำหรับหนู ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย หนูรับงานได้ไม่เต็มที่ พอมีงานดีๆ มาแล้วก็ต้องปล่อยไป รู้สึกว่าตัวเองพลาดโอกาสดีๆ หลายงานมาก เลยคิดว่าเราอายุเท่านี้เป็นวัยที่มีงานดีๆ เข้ามา ถ้ารอให้เรียนจบก่อนอาจไม่มีงานแบบนี้แล้ว เลยดร็อปเรียนออกมาทำงานก่อน

หลายคนรู้จักจิงจิง ยู ผ่านอินสตาแกรม คุณมาเริ่มเล่นได้อย่างไร

เราชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว สมัยก่อนก็จะลงรูปในเฟซบุ๊คเยอะมาก จนกระทั่งมีน้องคนหนึ่งมาบอกว่า "เจ๊จิง ถ้าเจ๊จิงชอบถ่ายรูปแบบนี้ ไม่ลองเล่นอินสตาแกรมดูล่ะ” ก็เลยเล่นอินสตาแกรมตั้งแต่มาแรกๆ เลย ถ้ามาดูไอจีหนูตอนนี้ ก็จะเห็นว่ามีรูปสองพันกว่ารูปแล้ว

คุณคิดว่าภาพในอินสตาแกรมเป็นการอวดกันไหม

หนูเก็บไว้เป็นความทรงจำ คือเป็นคนชอบดูไอจีตัวเอง ดูรูปเก่าๆ แล้วเหมือนได้ย้อนความทรงจำกลับไป อย่างล่าสุดที่ไปภูเก็ตแล้วจมูกหัก เราก็ถ่ายลงไอจี ถือเป็นการเก็บความทรงจำ และประโยชน์อีกอย่างของไอจีคือเวลาที่อยากรู้ว่าช่วงชีวิตในอดีตที่เรานึกถึง ตอนนั้นกำลังทำอะไรอยู่ เลื่อนไปดูในไอจีก็จะนึกออกว่าตอนนั้นเพิ่งเซ็นสัญญา เพิ่งมาอยู่เกาหลี อะไรแบบนี้

เป็นคนชอบถ่ายไอจีสตอรี่ด้วย และเคยได้ยินมาว่าหลายคนชอบติดตามสตอรี่มากกว่าดูรูปภาพอีก เขาบอกว่าสตอรี่หนูสนุก อย่างช่วงที่ทำงานที่เกาหลีจะชอบถ่ายสตอรี่ตอนช่างแต่งหน้าทำผมให้ แล้วคนก็จะชอบทักมาว่าทรงนี้ดีเนอะ ใช้เทคนิคอะไร สีนี้สวยใช้ของยี่ห้ออะไร 

การทำงานตั้งแต่เด็กทำให้คุณเหงาบ้างไหม

รู้สึกอยู่แล้ว อย่างตอนนี้อยู่เกาหลีก็รู้สึก บางทีเวลาเหงาแล้วมันเหงามากเลยนะ อยู่คนเดียวก็ไม่รู้จะทำอะไร เหมือนใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ ด้วยซ้ำในบางที แต่ทำไงได้ นี่มันอนาคตเรา 

คุณแก้เหงาแบบวัยรุ่นคนอื่นๆ บ้างไหม อย่างการออกไปเที่ยว

เป็นผู้หญิงสายปาร์ตี้เลย แต่ว่าก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขนาดนั้น บางทีเราแค่อยากอยู่กับเพื่อนที่สนิทๆ แล้วนั่งคุยกันก็พอแล้ว แต่บางทีเราก็ทำไม่ได้

ตอนนี้ความฝันของคุณคืออะไร 

หนูรู้สึกว่าได้ทำตามความฝันตัวเองไปแล้ว และยังไม่มีเป้าหมายอะไรใหม่ แต่ถ้าให้นึกตอนนี้ ความฝันคงเป็นประมาณว่า ได้เป็นนางแบบที่ได้รับเชิญไปงานต่างๆ และได้เดินทางไปทั่วโลก แค่นั้นก็แฮปปี้แล้ว

เคยมีคนบอกว่าพอถึงยอดเขาแล้วไม่รู้จะไปไหนต่อมันก็ทุกข์เหมือนกัน

ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น พอมาอยู่ไทยแล้วเริ่มมีงาน มีซีรีส์ติดต่อมา ก็รู้สึกว่าหรือเราควรจะกลับมาไหม แต่ทางนู้นเขาก็บอกว่าเรามีโอกาสจะได้ไปนิวยอร์ก เลยยังชั่งน้ำหนักไม่ได้

อยู่ที่นู่นมันดีจริงๆ ดีหมด แต่ว่าเราเหงา ถ้ากลับมาไทยทุกอย่างก็ดีเหมือนกัน แถมมีเพื่อนด้วย เพียงแต่ว่าเราอาจไม่ได้ก้าวไปไกลขนาดที่เราควรจะไปได้

บางทีเราก็อยากกลับไปใช้ชีวิตในแบบที่คนรุ่นเราทำบ้าง เพราะหนูรู้สึกว่าขาดตรงนั้นมาตั้งแต่ม.4 ม.5