หากชีวิตฉันอยู่กับทะเล จิตใจฉันก็คงเบิกบาน และคงแจ่มใส”

.

"ก็ชีวิตจะมีอะไร จะต้องมากต้องมาย เอาแต่วิ่งตามเงินทอง..."

เนื้อเพลงบางท่อนจากเพลงสุขใจ-จีน มหาสมุทร ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเป็นเอก รัตนเรือง 'Samui Song - ไม่มีสมุยสำหรับเธอ' เพลงนี้ทำหน้าที่ของมันในการเป็นเครื่องมือการเล่าเรื่องในภาพยนตร์ แต่หลังบทสนทนาของเรากับผู้กำกับวัย 55 ปี เราคิดว่าเพลงนี้ก็เล่าเรื่องของเขาในบางแง่มุมได้เหมือนกัน - ไม่มากก็น้อย

20 ปีนับตั้งแต่การทำภาพยนตร์เรื่องแรก ชื่อของเป็นเอก รัตนเรือง ก็ได้ยืนระยะในวงการศิลปะแขนงนี้มาโดยตลอด ภายใต้กลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา มุขตลกแบบขำขื่น บรรยากาศอ้อยอิ่ง แต่ใน 'ไม่มีสมุยสำหรับเธอ' เรื่องนี้ เขาเล่าให้ฟังว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาฉีกความเป็นตัวเองออกมา เป็นหนังที่เล่าเรื่อง ดำเนินเรื่องเร็ว และมีคนเขียนบทร่วม

นอกจากนี้เขายังเล่าเรื่องการ 'หาเรื่อง' ในกองถ่าย ก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ ห้างสรรพสินค้า และแม่ริม

ระหว่างเราสนทนา เป็นเอก เป็นผู้ชายที่มีจังหวะการพูดเป็นของตัวเอง บางทีให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องยนตร์เกียร์แมนนวลรุ่นเก่า มีกระตุก หยุดคิด กระแทกกระทั้น และบางครั้งนุ่มนวล ทำให้นอกจากจะเพลิดเพลินกับเรื่องที่ชวนคุยกันแล้ว จังหวะการพูดของเขายังน่าติดตามและน่ารับฟัง - เหมือนกับภาพยนตร์หลายเรื่องของเขา

จังหวะของตัวหนังสือ บางครั้งอาจจะเก็บเอารายละเอียดของบรรยากาศมาได้ไม่ทั้งหมด แต่เราพยายามคงไว้ด้วยสำนวนของเขา เกลาคำให้น้อยที่สุด หลงเหลือคำสบถไว้พอเป็นสีสัน และหวังว่าผู้อ่านจะสนุกสนานกับเรื่องเล่าของเป็นเอกไม่ต่างจากเรา

Pre-Production

คุณหายไปทำอะไรมา 4 ปี หลังจาก 'ประชาธิปไทย'

เป็นเอก: ไม่ได้หาย! ผมทำประชาธิปไทยเสร็จตอนปี 2013 ตอนนั้นก็เริ่มเขียนบทสมุยซองอยู่สองปี และก็หาทุนทำอีกนานพอสมควร ประมาณปีนึง

อะไรทำให้คุณเริ่มต้นเขียนบทสมุยซอง

เป็นเอก: มันเริ่มจากวันนึงเราไปซื้อของในซุปเปอร์ แล้วเจอดาราคนนึง เขามากับผู้ชายที่เป็นชาวต่างชาติ เราก็แอบเดินตามไปดู ตอนนั้นแค่อยากรู้ว่าเขาซื้ออะไรกัน เป็นอารมณ์อยากรู้อยากเห็นเฉยๆ ไม่มีอะไรมาก

แต่อีกสองวันเราไปว่ายน้ำ อยู่ๆ ในหัวมันก็คิดถึงเรื่องนี้ เป็นความสงสัยว่า เออ ชีวิตที่บ้านเขาจะเป็นยังไงนะ แล้วมันก็เริ่มจินตนาการไปเรื่อย เรื่องมันก็ดาร์กขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องนี้

ทำไมมันถึงถูกพัฒนาไปสู่ความดาร์กได้

เป็นเอก: อาจจะเป็นเพราะเราไปเห็นว่าผิวนอกของคู่นี้เขาดูดี และอะไรที่ดูดีมากๆ เรามักจะรู้สึกว่าเบื้องหลังมันคงจะต้องมีอะไรที่แย่ๆ เหมือนกูบ้าง ในหัวสมองมันก็พัฒนาไปของมัน แต่ชีวิตจริงของเขาอาจจะราบรื่นสวยงามก็ได้ ผมก็ไม่รู้

แสดงว่าเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากนั่งขบคิด แต่เป็นการที่คุณไปมีประสบการณ์ แล้วรู้สึกกับมัน

เป็นเอก: ใช่ ส่วนมากหนังเรามันก็ทำด้วยวิธีนี้ บางทีก็ไปเจอจากข่าวหนังสือพิมพ์ หรือบางทีก็มีภาพเกิดขึ้นในหัว และมันก็ติดอยู่ในหัวแล้วไม่ยอมหายไป ผมก็เลยเขียนเป็นเรื่อง

แต่สิ่งที่เราครุ่นคิดอยู่ในหัว ปัญหาชีวิต สังคม หรืออะไรพวกนี้ มันคล้ายๆ ว่าจะแทรกซึมเข้ามาในสคริปต์ช่วงที่เราเขียนมัน

แล้วในสมุยซองมันมีอะไรซึมเข้าไปบ้าง

เป็นเอก: ในเรื่องนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวกับพวกลิทธิ คือมันจะมีลัทธิประหลาดในหนัง ซึ่งในยุคนี้มันก็อาจจะไม่ประหลาด เพราะมันมีลัทธิแบบนี้ มากกว่าหนึ่งลัทธิด้วยซ้ำ

คือตอนแรกผมก็เขียนเรื่องของคู่รักคู่นั้นอยู่ และกำลังคิดเรื่องของตัวละครผู้หญิง พอดีช่วงนั้นมันมีข่าวเรื่องพระที่ไปทำอะไรไม่ดี ซึ่งมันก็มีอยู่สองเรื่องไม่เรื่องเงินก็ผู้หญิง ไอ้สิ่งนี้มันก็เข้ามาอยู่ในหัวเราระหว่างที่กำลังเขียนบทชีวิตของผู้หญิงกับสามีฝรั่งอยู่ และพอรู้ตัวอีกทีมันก็ค่อยๆ เข้ามาอยู่ในบททีละนิดๆ ค่อยๆ ไหลเข้ามา

แต่ตัวหนังก็ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การวิพากษ์ตัวลัทธิ ตอนนั้นเราจำได้ว่ากำลังหากลไกของพล็อตอยู่ ว่าจะทำยังไงให้ผู้หญิงคนนี้มีปัญหากับสามีไปจนถึงจุดที่มันทำให้เกิดการฆาตกรรม พอมันมีข่าวนี้เข้ามาเราก็เลยลองผูกเข้ากับเรื่องและมันก็เวิร์ก

ตอนที่กำลังพัฒนาตัวละครผู้หญิง(พลอย)ที่เป็นเมียฝรั่ง คุณมีกระบวนการยังไงบ้าง

เป็นเอก: เรามีเพื่อนเป็นแฟนฝรั่งอยู่หลายคน และแถวบ้านเรามันอยู่แถวเอ็มโพเรียม คือใจกลางเมืองเลย ทุกๆ วันเวลาเราเดินหาอะไรกินหรือไปซื้อของ มันจะได้ยินภาษาอังกฤษมากพอๆ กับภาษาไทยเลย มันกลายเป็นเรื่องปกติแล้วว่าคู่สามี-ภรรยาแบบนี้เข้ามามีบทบาทในสังคมไทยมากขึ้น เมื่อก่อนอาจจะเป็นเรื่องแปลก แต่เดี๋ยวนี้มันปกติไปแล้ว

อีกเรื่องนึงก็คือนางเอกคนนี้ไม่ได้เป็นดาราหนัง เป็นแม่บ้าน คนทำงานธรรมดา แต่พอคิดๆ ไป เรารู้สึกว่าการเป็นผู้หญิงในสังคมไทยนี่มันเหมือนนักแสดงเลยว่ะ มันต้องเล่นบทเยอะฉิบหายเลย บทก่อนจะมีแฟนก็บทนึง ได้แฟนมาแล้วก็บทนึง จากแฟนไปเป็นผัวก็อีกบทนึง พออยู่กันไปนานๆ ผัวเริ่มจะไปมีกิ๊ก เขาก็ต้องเล่นอีกบทนึง ซึ่งมันคงเป็นเรื่องน่าเหนื่อยฉิบหายเลย ไอ้ตัวละครตัวนี้มันก็เลยพัฒนาไปเป็นดาราละคร

เรื่องกระบวนการการทำ ถ้าให้เล่าเป็นขั้นตอนผมคงทำไม่ได้ เพราะตอนทำงานทุกอย่างมันไหลไปมา ไม่ได้เห็นชัดเจน แต่ถ้าจะให้เรียบเรียงความคิดมันก็จะประมาณแบบนี้

บทของพลอยคือการเป็น 'ภรรยาที่ดี' เป็นแม่ศรีเรือน เพราะนั่นเป็นความคาดหวังของฝรั่งหรือเปล่า ว่าผู้หญิงไทยต้องเป็นแบบนั้น

เป็นเอก: มันมีซีนในหนังที่เป็นนั่งดูทีวีกันอยู่แล้วพลอยก็ตัดเล็บเท้าให้ผัว คือผมเคยเห็นซีนแบบเนี้ยในชีวิตจริง เราเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็กคือช่วงไฮสคูล แล้วแม่เราทำงานสถานฑูตที่นั่น เจ้านายของแม่เขามีเมียเป็นคนไทยสองคน ซึ่งก็อยู่กันอย่างกลมเกลียว ไม่ได้โกรธหรือมีเรื่องกัน ทั้งสองคนคือเป็นทีมเวิร์กมาก ขณะที่คนนึงตัดเล็บเท้าอยู่ อีกคนนึงก็เป่าผมให้ ฝรั่งคนนั้นเหมือนราชาเลย ซึ่งภาพนี้มันช็อคเรามากเลย และมันตราตรึงมาก คือมีเมียสองคนเราก็ทึ่งแล้ว อยู่กันอย่างกลมเกลียวก็ทึ่งไปแล้ว อันนี้มีการปรนนิบัติเป็นทีมเวิร์กอีก

ภาพพวกนี้เราเคยเห็นและมันยังติดอยู่ พอเขียนๆ บทไปมันก็ออกมาเอง วิธีการทำงานของเรามันก็เป็นอย่างนี้ สิ่งที่เคยเห็น เคยอ่าน เคยได้ยิน และมันตกค้างอยู่ในตัว พอถึงเวลาทำหนังก็เทมันออกมา

แสดงว่าทำหนังเสร็จเรื่องนึงคุณก็ตัวเบาเลยสิ

เป็นเอก: ใช่ ทำหนังเสร็จทุกเรื่องน้ำหนักลดประมาณ 4 กิโล คือทุกครั้งเวลาทำหนังเราก็ทำด้วยวิธีนี้ คือเอาแพะมาชนกับแกะไปเรื่อยๆ แล้วพยายามทำให้มันเมกเซนส์

เพราะงั้นเวลาคนมาถามว่าหนังเรื่องนี้ประเด็นคืออะไร ธีมคืออะไร เราจะไม่รู้ จนกระทั่งหนังมันเสร็จแล้วถึงจะรู้ บางทีเสร็จแล้วยังไม่รู้ก็มี จนเมื่อมีคนมาบอกว่ามันเกี่ยวกับเรื่องนี้ๆ ผมก็อ๋อ จริงหรอวะ กูไม่รู้มาก่อน

ก่อนหน้านี้คุณเคยทำหนังที่เป็นความสัมพันธ์ของหญิงไทยกับชาวต่างชาติในเรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล

เป็นเอก: อันนั้นมันเป็นเรื่องของคนงงๆ ที่มาเจอกัน และเป็นคนที่สิทธิ์จะมาเจอกันได้ เพราะต่างคนก็ต่างมีความเหงา ไม่ค่อยมีเพื่อนหรืออะไร แต่สมุยซองมันเป็นเรื่องของไฮโซเลยฮะ แฟนฝรั่งทำงานสถานฑูตอะไรแบบนั้น

Production

'สมุยซอง' ไปถ่ายทำที่ไหนบ้าง

เป็นเอก: ส่วนที่เป็นบ้านของพลอยกับสามีถ่ายที่กาญจนบุรี ซึ่งบ้านนี้สวยมาก ในหัวของเราตอนที่เขียนพล็อตเรื่อง ผมเขียนว่ามันอยู่ที่ชานเมืองของกรุงเทพ เพราะในเรื่องพอมันมีฆาตกรรมเกิดขึ้นแล้วมันต้องเอาศพฝังแถวนั้น ฉะนั้นมันเลยเกิดขึ้นที่กลางสุขุมวิทไม่ได้ แล้วบ้านที่นึกไว้ในหัวก็คือมันต้องเป็นป่าๆ

ส่วนสำนักของลัทธิก็ถ่ายที่ศูนย์เรียนรู้ของเด็ก ซึ่งเราก็ไปสร้างเพิ่มนิดๆ หน่อยๆ ให้มันดูเป็นสำนักมากขึ้น อีกที่หนึ่งก็คือทะเล แต่เราไปถ่ายที่สมุยก็ไม่ได้ เพราะสมุยสมัยนี้มันเจริญมาก มีแต่ตึกและรีสอร์ท สมุยที่เราเห็นตอนเขียนสคริปต์มันคือสมุยเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เราก็เลยไปถ่ายที่หาดบางเบิด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งคล้ายกับภาพในหัวมากกว่า

ยากไหม ทำหนังเรื่องนี้

เป็นเอก: ยากฮะ คือเรื่องนี้เราไม่ได้เขียนบทคนเดียว เราเขียนกับโปรดิวเซอร์ที่เป็นฝรั่ง จริงๆ ตอนแรกเราก็เขียนคนเดียว พอเราเขียนส่งไปให้โปรดิวเซอร์อ่านเพื่อจะได้ไปหาเงินในเมืองนอก เขาก็มีคอมเม้นท์บทกลับมาเต็มไปหมดเลย เราก็เลยคิดว่าถ้ามีเขามาร่วมเขียนด้วย หนังของเราอาจจะเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง คือเราก็เบื่อหนังตัวเองเหมือนกัน

แต่ปรากฏว่าเอาเข้าจริงๆ รสนิยมผมกับเขามันต่างกัน ก็เลยมีความยากในการตกลงเรื่องบทอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ผ่านไปได้ ซึ่งเราก็ได้ทำหลายๆ อย่างที่ปกติเราอาจจะไม่ทำกับบทหนัง เช่น ซีนบางซีนเราจะไม่เขียนแบบนี้ ก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน หนังมันจะได้เปลี่ยนไปจากสไตล์เดิมของเรา คือเรื่องนี้มันเป็นหนังที่เล่าเรื่องเยอะ เดินเรื่องเร็วๆ ซึ่งปกติหนังเราจะเป็นเรื่องของบรรยากาศมากกว่า

อีกอย่างการทำงานกับพลอยก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เธอก็แรง เราก็แรง คนแรงๆ มาเจอกัน ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ความไม่ราบรื่นมันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้ามันราบรื่นเราจะกลัว เพราะนั่นหมายความว่าเขาไม่ปล่อยของออกมา จะทำตามเราอย่างเดียว

ทำงานกับเดวิดเขาก็จะเป็นสไตล์เล่นเยอะ มีความแรงในการเล่น และเป็นคนพูดจาโครตเร็วเลย เข้าฉากซีนแรกนี่ผมฟังเขาไม่รู้เรื่อง พูดเร็วฉิบหาย แล้วพอเราให้พูดช้าๆ เขาก็ทำไม่ได้ มันก็ต้องค่อยๆ จัดการ ก็เหมือนการทำหนังปกติแหละที่มันไม่ได้ราบรื่นไปทุกอย่าง

แล้วคุณรับมือกับมันเก่งขึ้นไหม

เป็นเอก: ดีขึ้นเยอะฮะ ดีกว่าสมัยก่อนเยอะ คือประสบการณ์มันไม่ได้ช่วยให้ทำหนังดีขึ้นนะ แต่มันช่วยให้เราตกใจน้อยลง เวลาอะไรมันไม่เป็นไปตามที่คาด ถ้าเจอแบบนี้ตอนหนุ่มๆ คงแบบเชี่ยเอ้ย แต่ตอนนี้เราก็จัดการมันได้ดีขึ้น ซึ่งมันก็ส่งผลดีกับนักแสดงด้วย คือพอเราใจเย็น เขาก็จะไม่ตกใจ

ความไม่ราบรื่นในกองที่ว่ามีอะไรบ้าง

เป็นเอก: อย่างพลอยเขามาจากการเล่นละคร เราไม่รู้ว่าวงการละครเป็นยังไง แต่เราเป็นคนถ่ายเทคเยอะ เรื่องนี้เยอะมาก บางที 40 เทค แล้วพลอยเขาจะตกใจมากกับจำนวนเทคที่เยอะ เพราะเขามาจากละครที่อาจจะเล่นไม่กี่เทคก็ผ่าน แล้วนักแสดงฝั่งนี้เขาจะคิดว่าตัวเลขจำนวนเทคที่มากขึ้นมาแปลว่าเขาไม่เก่ง ซึ่งมันไม่ใช่ เราถ่ายไป 40 เทค ตอนตัดเราอาจจะใช้เทค 2 ก็ได้ แต่เราต้องการจะลอง เพื่อหาความเป็นไปได้อื่นๆ

แรกๆ พลอยอาจจะดูอึดอัดกับวิธีแบบนี้ เขาก็จะถามว่าเขาทำผิดตรงไหนรึเปล่า เราก็บอกว่าไม่ผิด ดีแล้ว อ่าว ดีแล้ว แล้วจะให้กูอีกอีกทำไม คือในกองถ่ายมันจะมีประโยคกระแนะกระแหนเราเสมอคือ พอเราสั่งคัทปั้ปจะมีคนตะโกนว่า "ดีแล้ว เยี่ยมเลย แต่เอาอีก” มันต้องมีคนพูดแบบนี้ขึ้นมา เราก็จะตอบว่า "ถูกต้อง ขอบคุณ กูไม่ต้องพูด"

คือเราไม่ใช่ผู้กำกับที่กำกับการแสดงเก่ง แต่เราใช้วิธีสร้างสถานการณ์ขึ้นมา แล้วให้ทุกคนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้น แล้วเราก็ถ่าย

คุณบอกว่าคุณกำกับไม่เก่ง

เป็นเอก: คือคนที่เล่นหนังไม่ได้เราไม่สามารถพูดให้เขาเล่นได้ แต่คนที่เก่งๆ เขาทำได้ เขามีวิธีไปบอกว่าต้องทำยังไง เช่นถ้าเป็นฉากร้องไห้ก็ให้ลองนึกถึงตอนที่พ่อมึงจะตายสิ อะไรแบบนั้น แต่เราทำแบบนั้นไม่เป็น ของเราคือเรารอว่าเขาจะทำอะไร แล้วเราจะแคปเจอร์มัน หรือส่วนมากเราจะใช้วิธีการแคสติ้งคนที่มีชีวิตเหมือนตัวละครของเราอยู่แล้ว อย่างที่เราเลือกพลอย ก็เพราะนางเอกในเรื่องมันเป็นดาราละคร และมีชีวิตที่ไม่ได้ราบรื่นมาก ซึ่งพลอยก็ตรงกับคุณสมบัติทั้งสองอย่างนี้

พอเป็นแบบนี้การแสดงมันก็ไม่ใช่การแสดง มันคือคุณเล่นเป็นตัวเองในสถานการณ์ที่เราสร้างขึ้นมา แล้วมันจะขับความรู้สึกของคุณออกมาเอง วิธีการกำกับของผมจะเป็นแบบนี้

แสดงว่าคุณให้ความสำคัญกับแคสติ้งมาก

เป็นเอก: มากฮะ และเราเป็นคนชื่นชมนักแสดง เพราะเขาเป็นคนถ่ายทอดความคิดของเรา และเราให้ความสำคัญกับ Rehearsal Period มาก มันเป็น 2 อาทิตย์ก่อนเปิดกล้องที่ไม่ใช่การฝึกการแสดง แต่เป็นการมาทำความเข้าใจกัน คุยบท ปรับบทกัน มันเป็นช่วงที่ทุกคนมีอะไรก็โยนใส่กัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามาก เพราะเวลาที่เราเริ่มถ่ายกันแล้ว คุณจะมานั่งเถียงกันในกองถ่ายไม่ได้ มันเสียเวลา มันเป็นเงินทุกวินาที

Rehearsal Period ของสมุยซอง มันเป็นเหมือนการละลายพฤติกรรม เพราะนักแสดงแต่ละคนเเป็นเบอร์ใหญ่ๆ ทั้งนั้น มีเดวิด(เดวิด อัศวนนท์), ปู(วิทยา ปานศรีงาม), พลอย(เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) ซึ่งทั้ง 3 คนนี้มีวิธีการแสดงแตกต่างกันหมด อย่างเดวิด เขาก็จะแสดงแรงๆ พี่ปูก็จะเป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวร่างกาย มูฟเม้นต์ต่างๆ ส่วนพลอยเขาเป็นเจ้าแม่ในวงการละคร เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับตัวบทเป๊ะๆ เท่าไร เขาทำหน้าทำตาเก่ง แต่พอมาอยู่ในหนังเรา เราห้ามทำ

พอนักแสดงมาเป็นแบบนี้ ทุกอย่างมันก็กลับตาลปัดไปหมด อย่างพลอย ซีนที่ยากๆ ในแง่อารมณ์ แบบบทซับซ้อนจนเราไม่รู้ว่าจะบรีพเขาว่าอะไร เราก็เลยเลือกที่จะไม่บอก ให้เขาอ่านบทแล้วเล่นเลย ซึ่งเขาทำได้แบบเทคเดียวผ่าน เล่นแบบที่เราคิดไว้เป๊ะๆ เราก็เลยบอกว่างั้นเล่นอีกเทค พิสูจน์ว่าไม่ได้ฟลุ๊ก เขาก็ทำได้อีก เทคสามก็ได้อีก แต่ไอ้ซีนง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้อย่างเดินไปเปิดตู้เย็น รินน้ำแล้วกิน แม่งถ่ายไม่รู้กี่เทค เพราะเขามีความรู้สึกว่าเขาต้องแสดง แต่เราไม่เห็นว่ามันจะต้องแสดงอะไร ความยากมันเลยเกิดจากสิ่งเหล่านี้

Post-Production

เคยฟังมูริญโญ่ให้สัมภาษณ์ว่าเดี๋ยวนี้เวลาเขาคุมทีม ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เขาก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนโลกแตกสลายหรือดีใจสุดขีดเมื่อก่อนแล้ว คุณเวลาทำหนังแล้วไม่ได้ดั่งใจ มันเบาลงไหม

เป็นเอก: เบาลง คือมันไม่เคยได้ดั่งใจสักเรื่อง มูริญโญ่มันยังเคยได้แชมป์โน่นนี่ ของเรานี่มันแค่โอเคในระดับนึง ตอนนี้ถึงแม้อายุขนาดนี้แล้ว มันก็ยังมีความโกรธและโมโหตัวเองอยู่ เวลาหนังออกมาแล้วก็จะรู้สึกแบบ แม่งเอ้ย ตรงนี้กูไม่น่าเลย

แต่ในระหว่างขั้นตอนการทำไม่ว่าจะจะตัดต่อ ถ่ายทำ หรือแคสติ้ง มันเบาลง หมายถึงว่าถ้าไม่ได้แบบนี้ก็พลิกไปทำอีกแบบ เราง่ายขึ้น ไม่แพนิคเท่าเมื่อก่อน แต่ปฏิกริยาที่มีกับผลลัพธ์เมื่อหนังเสร็จแล้วยังเหมือนเดิม

แล้วเดี๋ยวนี้ตอนทำหนังคุณคาดหวังอะไรกับมันบ้าง

เป็นเอก: คือการที่หนังเรามันต้องไปเปิดตัวให้ได้ในเทศกาลหนังระดับ A ซึ่งมีอยู่ 3 ที่คือ คานส์ เบอร์ลิน และเวนิส ที่ใดที่หนึ่ง มันแทบจะถูกเขียนอยู่ในสัญญาอยู่แล้ว เวลาเขาให้เงินเรามา คือมันเป็นที่รู้กันเพราะการที่หนังได้ Selected ไปเทศกาลพวกนี้มันทำให้หนังขายได้และมีราคาที่สูงขึ้น มันเป็นเรื่องของธุรกิจด้วย คือมันก็เป็นความคาดหวังจากคนอื่นที่มีกับเรา

ตอนเราทำหนัง 2-3 เรื่องแรกสิ่งเหล่านี้มันไม่มีในชีวิตเลย เราทำด้วยความสบายใจ มีอิสรภาพเต็มที่ แต่หลังๆ มันคล้ายๆ กับเราเป็นแบรนด์ มันก็เลยมีความคาดหวังกว่าเมื่อก่อน แต่มันก็สนุกดีที่ถูกท้าทายด้วยเรื่องแบบนี้

ก็เหมือนนักบอลอาชีพ ตอนที่คุณอยู่ดิวิชั่นสอง ดิวิชั่นสาม มันไม่ค่อยกดดัน มันเล่นตามสบาย แต่พอคุณเตะพรีเมียร์ลีคคุณก็ถูกคาดหวังมากขึ้น คุณต้องติดท็อปโฟร์เพื่อไปเตะยูฟ่าให้ได้

คุณเป็นนักบอลที่อยากได้ถ้วยไหม

เป็นเอก: เป็นเรื่องรอง ได้ก็ดี แต่เรื่องหลักคือเราต้องเล่นดี ฟอร์มต้องสวย ทีมเราต้องเล่นดี ถ้าเล่นดีแล้วแพ้ก็ยังไม่แย่นะ แต่ถ้าเล่นแย่เรารับไม่ได้ เรากลัวมาก

ทำมา 20 ปี ยังกลัวเล่นไม่ดีอีกเหรอ

เป็นเอก: มันเล่นยากนะ คือ 20 ปีไม่ได้ช่วยให้มันง่ายขึ้นนะฮะ อาชีพนี้มันประหลาด พอเริ่มโปรเจ็กต์ใหม่มันก็เป็นหนังเรื่องแรกของคุณตลอด

มันมีร้านก๋วยเตี๋ยวที่เราชอบ กินกันมาเป็น 20 ปี แล้วรสมือเขาแม่นแบบทำยังไงก็ไม่มีทางไม่อร่อย ซึ่งการทำก๋วยเตี๋ยว ทำอาหาร ประสบการณ์มันช่วยให้มือเที่ยงขึ้น แต่ทำหนังไม่

เพราะการทำหนังมันคือการที่เราต้องอยู่ภายใต้องค์ประกอบที่เราควบคุมไม่ได้เยอะมาก อย่างธรรมชาติ โลเคชั่นนี้ถ้าได้แดดนี่สวยเลย แต่ 10 โมงเช้าปั้ปครึ้มมาเลย นักแสดงก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญเพราะเขาเป็นคน ไม่ใช่เส้นก๋วยเตี๋ยวหรือลูกชิ้น มันแปรปรวน มันไม่รู้ แม้แต่ตัวคุณเองก็เปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน รสนิยมเปลี่ยน มันเลยไม่ง่ายขึ้น สิ่งเดียวที่ประสบการณ์ 20 ช่วยคือมันไม่ตกใจมากเวลามีอะไรไม่เป็นไปตามแผน อีกอย่างนึงคือเราให้คนอื่นทำงานมากขึ้น ตัวเราทำงานน้อยลง เมื่อก่อนเป็นคนกำหนดทุกอย่างหมดเลยทั้ง เสื้อผ้า โลเคชั่น เพลง กำหนดเฟรมให้ตากล้อง เราจะหา Reference เยอะมาก ประชุมทีมทีใช้เวลาทั้งวัน กว่าจะไล่ไปทีละแผนกและทุกคนต้องทำตามเราทั้งหมด แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว

แล้วมันทำให้งานดีขึ้นหรือแย่ลง

เป็นเอก: โห มันทำให้งานดีขึ้นเยอะฮะ พอไม่ควบคุม งานมันดีขึ้นเยอะ เดี๋ยวนี้เราปล่อยให้คนอื่นทำงาน ซึ่งเป็นทีมที่ทำกันมา 20 ปีแล้ว โตมาด้วยกันตั้งแต่ยังทำกันไม่ค่อยเป็น ตอนนี้อ่านบทด้วยกัน แลกเปลี่ยนกัน จบภายในหนึ่งวัน แล้วหลังจากนั้นทุกคนก็ไปทำงานของตัวเองมา

ใช้ทีมงานเดิมมา 20 ปี ไม่กลัวความจำเจเหรอ

เป็นเอก: มันเกิดขึ้นฮะ มันมีความจำเจ และมีความขี้เกียจด้วยเพราะมันรู้ใจกันไปหมด ทีนี้ก็เลยต้องใช้วิธีว่าเราต้องไปสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ทุกคนเสียศูนย์ เช่น อยู่ๆ เราก็จะบอกว่าเรื่องนี้ถึงแม้จะสร้างเซ็ต แต่เราจะไม่สร้างในสตูดิโอ เราจะสร้างบนยอดตึก แล้วเซ็ตที่สร้างจะต้องเหมือนจริงทุกอย่าง ห้ามถอดผนังออก ถ้าพี่แดง(ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์) ตากล้องอยากถอยแต่ติดผนังพี่ก็ต้องหาทางให้ได้ หรือ เราจะบอกว่าซีน 7, 17 , 27, 37 ห้ามจัดไฟ เราก็สร้างสถานการณ์แบบนี้ขึ้นมา

ไม่กลัวมันเจ๊งเหรอ

เป็นเอก: ไม่กลัว มันไม่เจ๊งหรอก เพราะว่าพวกนี้มันเก่งมากฮะ มือระดับท็อปของประเทศทุกแผนก คือถ้าไม่สร้างสถานการณ์เหล่านี้ทุกคนมันจะชินไปแล้ว เขารู้อยู่แล้วพี่ต้อมรสนิยมแบบนี้ แบบไหนเขาเอา ไม่เอา ซึ่งมันก็จะเกิดสิ่งที่คุณว่าคือความจำเจ เกิดความชิว ซึ่งไอ้ความชิวมันดีนะในกองถ่าย มันทำให้งานราบรื่น แต่มันชิวเกินไปก็ไม่ได้ เราก็เลยต้องไปสร้างสถานการณ์แบบนี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ทุกคนก็พร้อมจะรอรับอะไรแบบนี้และสนุกกับมัน ซึ่งมันทำให้เกิดวิธีการทำงานใหม่ๆ ขึ้นมาได้ด้วย

Politics is Life

นอกจากทำหนังคุณไปทำสารคดีการเมืองมาช่วงนึง เป็นเพราะคุณเบื่อทำหนังหรือเปล่า

เป็นเอก: ตอนนั้นเบื่อประเทศ มันเป็นอะไรวะตีกันอยู่ได้ แล้วเพื่อนๆ รอบตัวมันเลือกสีกันได้หมดแล้ว แล้วทำไมกูเลือกไม่ได้วะ ทำไมไม่เป็นสักกะสีนึง พอเรามีความสงสัย ก็เลยคิดว่าถ้างั้นก็ทำหนังเลยดีกว่า เราก็ไปหาส.ศิวรักษ์, วรเจตน์ ภาคีรัตน์, ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คนพวกที่เป็นมันสมองของประเทศนี้ ไปถามเขาว่ามันเกิดอะไรขึ้นในประเทศ แล้วก่อนมันจะเกิดสิ่งนี้มันเกิดอะไรมา มันไม่ได้เกิดจากการเบื่อการทำหนัง มันเบื่อคนรอบตัวมากกว่า

เห็นว่าคุณทำภาคสองอยู่ด้วย เป็นยังไงบ้าง

เป็นเอก: ใกล้เสร็จแล้ว คือมันไม่ใช่ภาคสอง มันเป็นภาคเดิมแต่มีประเด็นเพิ่มขึ้น และสมบูรณ์มากขึ้น อย่างภาคแรกเรารู้สึกว่ายังพูดไม่ครบ ซึ่งตอนนั้นเราไม่เคยทำสารคดีแบบที่มีคนมานั่งพูดๆ กัน เราก็กลัวคนเบื่อ ก็เลยตัดต่อด้วยความยาวเท่านั้น แต่พอคนไปดูแล้วเขามาบอกเราว่ามันสั้นไป เขายังดูได้อีกครึ่งชั่วโมงเพลินๆ เราก็เลยรู้ว่าเออมันทำนานกว่านี้ก็ได้นี่นา

แล้วพอดีกับตอนที่หนังออกจากโรง มันมีการประชุมเสวนาเรื่อง Thai Studies ที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการรวมตัวของคนที่รู้เรื่องประเทศไทยเยอะมาก เราก็เลยบินไปกับโปรดิวเซอร์ ไปอยู่กับเขาและก็จิกสัมภาษณ์คนนั้นคนนี้ทีละคน จนเกิดเป็นวัตถุดิบใหม่ขึ้นมา

ดูเหมือนเรื่องการเมืองจะเป็นคำถามที่ยาวนานสำหรับคุณ

เป็นเอก: และมันจะอยู่ไปอีกด้วยฮะ ตอนทำประชาธิป'ไทยภาคแรก(2013) เราไม่เคยคิดว่ามันจะมีปฏิวัติอีก นึกว่าตอนปี 49 คือครั้งสุดท้ายแล้ว ยังบอกกับคนที่ไปสัมภาษณ์เลยว่าใครมันจะไปปฏิวัติตอนนี้ แต่สุดท้ายก็อย่างที่เห็น จนพอตอนฉายเราต้องขึ้นตัวหนังสือว่าปฏิวัติครั้งล่าสุดหมายถึงครั้งเมื่อปี 49

คือถ้าจะเอาจริงๆ มันก็ต้องทำไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นบันทึก คือคนเห็นเรามาทำสารคดีนี้แล้วชอบคิดว่ามันจะได้ฉายเหรอ มันน่ากลัวอย่างงู้นงี้ ประเด็นคือเราไม่ได้ทำมาท้าทายใคร เราไม่มีโทนแบบนั้นเลย คือมันเป็นหนังให้ความรู้ และเป็นเหมือนบันทึกมากกว่า เราไม่ซีเรียสนะถ้าทำออกมาแล้วเขาไม่ให้ฉาย ไม่ฉายเก็บไว้ วันนึงพร้อมเมื่อไรก็ค่อยมาดูกัน

ดูเหมือนคุณก็อินไปกับมันด้วย

เป็นเอก: คือไอ้เรื่องประชาธิปไตยนี่ พอเราก้าวเข้าไปรู้เรื่องมันแล้ว มันยากที่จะ Undo ตัวเอง มันไม่ใช่ว่าเราทำหนังจบแล้วเราจะเลิกสนใจสิ่งนี้ มันดันไปเพาะเชื้อไว้ คือพอเรารู้มากขึ้น มันก็เลยมีความเซ็งกับเรื่องนั้น เรื่องนี้อยู่ตลอด ก็เลยต้องทำไปเรื่อยๆ แต่ความตั้งใจของเราคือเราไม่ได้ต้องการไปท้าทายใคร และเราก็ทำตัวเชื่อฟังผู้ใหญ่ เขาให้ตัดตรงไหนก็ตัด

ตัดได้ไม่ว่ากัน

เป็นเอก: ใช่ คือเราไม่ใช่แอคทิวิส เราไม่อยากไปอยู่ในคุก เรามีอย่างอื่นต้องทำในชีวิต มีหมาต้องเลี้ยง มีหนังต้องทำ มีครอบครัว มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบต่างๆ เพราะงั้นถ้าสั่งให้เราตัดตรงนี้แล้วทุกคนสบายใจเราก็จะรีบตัดทันที เราไม่ค่อยมีปัญหาว่าถ้าตัดแล้วจะไม่เจ๋ง กูไม่เจ๋งก็ได้

Relocate

คุณมีความหมกมุ่นกับเรื่องไหนอีกบ้างไหม

เป็นเอก: ตอนนี้หมกมุ่นกับการย้ายไปอยู่เชียงใหม่ บ้านที่สร้างไว้ก็เสร็จแล้ว จริงๆ แพลนไว้ว่าจะย้ายเดือนนี้(ธันวาคม 2017) เพราะไม่เคยคิดว่าหนังจะเข้าโรงตอนต้นปี แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่่างก็เลยยังไม่ได้ย้าย คือเราหมกมุ่นกับการออกจากกรุงเทพฯ มาก เพราะเบื่อมาก

เชียงใหม่มันไม่เหมือนกรุงเทพฯ เหรอ

เป็นเอก: เฮ้ย เราอยู่นอกเมืองเลย เราอยู่ในป่า อยู่แม่ริม แล้วเวลาเราอยู่เชียงใหม่ เราไม่เข้าเมืองเป็นเดือน ก็อยู่แถวบ้าน ซื้อของตลาด กินข้าวปากซอย แต่ไม่ว่าคนจะบอกว่าเชียงใหม่เหมือนกรุงเทพฯ แค่ไหน เราว่ายังไงมันก็ไม่เหมือน มันอาจจะวุ่นวายขึ้นหรือเจริญขึ้น แต่ทัศนคติของคนเชียงใหม่มันไม่เหมือนคนกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ มันอยากเป็นเหมือนฝรั่ง แต่คนเชียงใหม่เขาไม่อยากเหมือน เขาพราวด์กับวัฒนธรรมของเขามาก มันถึงเป็นเมืองที่มีความเป็นศิลปินสูง

พอเราไปอยู่ที่นั้นแล้วสัมผัสถึงพลังงานอีกแบบหนึ่ง กรุงเทพฯ ในตอนนี้มันไปถึงจุดที่ดัดจริตเกินไปแล้วสำหรับเรา ไปกินข้าวร้านดีๆ หน่อยก็รู้สึกว่ามันแพงเหลือเกิน แล้วที่ๆ เราอยู่มันเป็นกลางเมืองกรุงเทพฯ ด้วย มันจึงเห็นความดัดจริตที่มากขึ้นได้ชัดเจน

ความดัดจริตนี้มันเป็นที่คนหรือเป็นที่เมือง

เป็นเอก: มันคือคน แต่ว่าคนพวกนี้มันส่งผลต่อเมืองไง เราอยู่ซอยสุขุมวิท 31 และในซอยนั้นจะมีร้านที่เราชอบกิน แต่เดี๋ยวนี้มันค่อยๆ ปิดไปทีละร้าน เพราะว่าที่ดินมันราคาแพงขึ้น คอนโดมันเต็มไปหมดจนเขาต้องขายที่ย้ายออกไป อย่างร้านข้าวซอยที่กินมาตั้งแต่เด็กตอนนี้ก็กลายเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นจากโอกินาว่าไปแล้ว

ตอนนี้มันไม่มีความเป็น Neighborhood แล้ว ซึ่งการที่เราจะเรียกว่าพื้นที่ตรงไหนเป็น Neighborhood มันคือการที่พื้นที่ตรงนั้นมีห้าง มีร้านขายยา มีร้านก๋วยเตี๋ยวถูกๆ ขณะเดียวกันก็มีร้านอิตาเลียนที่โครตแพง แล้วมันก็มีร้านเครื่องกีฬา ร้านตัดผม ฯลฯ มันถึงเรียกว่า Neighborhood เพราะมันมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในพื้นที่ร่วมกัน แต่ตอนนี้มันไม่มีแล้ว ทุกอย่างมันโดนปิด และย้ายเข้าไปอยู่ในห้าง อยากกินข้าวก็เข้าห้าง อยากตัดผมก็เข้าห้าง

แล้วผมนี่เวลาขับจักรยานไปห้างก็โดนยามเขาไล่อย่างกับหมูกับหมา รู้ไหมจักรยานกูคันเท่าไร กูแค่แต่งตัวแบบนี้เท่านั้นเอง คือกว่าเราจะจอดจักรยานได้นี่ต้องวนนู่นนี่มากมาย ซึ่งขณะเดียวกันมันมีที่จอดรถให้กับซุปเปอร์คาร์ คือมันน่าเบื่อขึ้นเรื่อยๆ เพราะทัศนคติของคนซึ่งมีผลต่อเมือง

คุณเป็นคนเมืองมา 50 กว่าปี การย้ายไปแม่ริมจะทำให้ไลฟ์สไตล์คุณเปลี่ยนไปไหม

เป็นเอก: เราไม่รู้อนาคต แต่เคยลองไปอยู่เดือนนึง เราไม่อยากกลับเลยนะ ประเด็นคือเราไม่ได้จะรีไทร์ เราแค่ย้ายที่อยู่เฉยๆ หนังก็ยังต้องทำอยู่ มีงานโฆษณาก็ต้องบินมาประชุม ซึ่งในยุคนี้มันอนุญาตให้เราไม่ต้องอยู่รวมตัวกันตลอดเวลา เช่น ประชุมทีมดูโลเคชั่นมันก็ส่งหากันทางอีเมลได้ ทำงานออนไลน์ได้เยอะขึ้น ซึ่งเราก็จะทำทุกอย่างเหมือนเดิม แต่อาจจะทำน้อยลง

เราคิดว่าจะสร้างโกดัง Workshop ที่นู่นด้วย คือมันมีอย่างอื่นที่อยากจะทำในชีวิตเหมือนกัน หนังสือการ์ตูนก็อยากวาด เขียนหนังสือก็อยาก แปลหนังสือก็อยาก ทำภาพพิมพ์ก็อยาก มันคงเพลินดี

เราทำงานมานานแล้ว และเราไม่ได้เป็นคนฟุ่มเฟือย ก็เลยพอมีเงินเก็บอยู่ แล้วยิ่งไปใช้ชีวิตที่นั่นค่าใช้จ่ายมันน้อยมาก คือเราก็ยังต้องหาเงินอยู่ แต่มันไม่ต้องหาเยอะ