x

ความเป็น 'ย่าน' ที่ประกอบไปด้วยตรอกซอกซอยนั้น มีเสน่ห์เสมอ เพราะร้านรวงต่างๆ นั้นไม่ได้เผยอตัวออกมาแข่งขันกันเรียกลูกค้า ทว่า รอคอยการค้นพบของใครสักคน หรือ รอคอยความตั้งใจที่จะมาหาของใครบางคน

เสน่ห์ของซอยคือการเข้าไปค้นหาและสัมผัสด้วยตัวเอง การเดินไปตามตรอกซอกซอยนั้นทำให้เราเห็นภาพผู้คน บ้านเรือน และ 'วิถี' ของพื้นที่ได้ชัดเจนกว่าการเดินริมถนนเส้นใหญ่ๆ หรือบนฟุตบาธของย่านที่มีผู้คนพลุกพล่าน

กรุงเทพฯ แถบพระนครเต็มไปด้วยพื้นที่อย่างที่ว่านั้น 'เยาวราช' ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยที่ซ่อนความลับหลายอย่างเอาไว้ ร้านอาหารเด็ดที่ลึกลับ บาร์เหล้าที่มีตู้เพลง หรือขนมหวานที่อร่อยอย่างที่ 'ซอยหลัก' เทียบไม่ติด

ไม่ไกลจากเยวราช ก็มีย่านฮิปรุ่นเก่าที่กำลังได้รับการนำมาโปรโมตใหม่อย่างถนนเจริญกรุง ทว่าสำหรับใครที่กำลังตามหาพื้นที่ที่กำลังก่อร่างสร้างตัว มีความสดใหม่ และรอยย่ำเท้าของนักท่องเที่ยวยังมีไม่มากนัก ซอยนานา บนถนนไมตรีจิตต์ แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย คือพื้นที่ที่ว่านั้น

บนถนนสั้นๆ ความยาวไม่เกิน 400 เมตร สายนี้ ประกอบไว้ด้วยความหลากหลาย ซอยนานา ซอยเก่าแก่ชื่อเดียวกับซอยบยถนนสุขุมวิท เนื่องด้วย 'เจ้าของที่ดิน' ของถนนทั้งสองผืนนี้เป็นคนตระกูลเดียวกัน ซอยนานาเป็นซอยที่เชื่อมระหว่างถนนไมตรีจิตต์กับถนนพระราม 4 มันแทยงตัวอยู่ระหว่างความเก่าของวัฒนธรรมจีนและความสมัยใหม่ที่รุกล้ำเข้ามาเปลี่ยนแปลงพื้นที่

ย้อนไปในประวัติศาสตร์

ซอยเล็กๆ แห่งนี้มีความเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด นับตั้งแต่ยุค 'อันธพาลครองเมือง' ซอยนานาเป็นแหล่งซ่องสุมของเหล่าก๊กนักเลง อย่างที่ทราบกันว่าในช่วงเวลานั้นถนนแถบพระนครมี 'เจ้าของ' อยู่ทุกสาย จึงไม่แปลกหากย้อนเวลากลับไปสัก 50-60 ปี เราจะได้เห็นภาพจิ๊กโก๋ในเชิ้ตขาว ปลดกระดุมบนสักสอง สามเม็ด เก็บสะโพกไว้ในกางเกงบลูยีนคาดเข็มขัดหัวเหล็กอันใหญ่ สวมรองเท้าผ้าใบเก่าเจียนขาด ยืนสูบบุหรี่รอเวลานัดพบอริ ข้างเสาไฟฟ้าสักต้นในซอยแห่งนี้

แต่วันเวลาผ่านไปอย่างไม่แยแสต่ออดีต ยุคสมัยได้ผลัดใบ ซอยนานาค่อยๆ เปลี่ยนโฉมหน้าไปเป็นแหล่งรวมร้านขายยาจีนแห่งใหญ่ ที่จนถึงปัจจุบันกลิ่นยาสมุนไพรที่อบร่ำซอยนี้ยังคงฝังแน่นอยู่ในพื้นปูนและผนังอิฐของหลายๆ บ้าน รถส่งยาเดินทางเข้า-ออกซอยเป็นความเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวา คลินิคหมอหลายแขนงตั้งอยู่ในซอกซอยเล็กๆ แห่งนี้ เป็นความหวังของการรักษาโรค ที่ไม่มีแพทย์ร่วมสมัยคนไหนให้ได้

จนเมื่อความหนุ่มสาวของผู้ประกอบการเหล่านั้นโรยรา ลูกหลานที่รับไม้ต่อในพื้นที่หลายคนก็เลือกที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีดั่งเดิม จะโทษใคร? นอกจากยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

อนุชนของคนรุ่นเก่าผู้ฟูมฟักซอยนานา เลือกที่จะเดินบนเส้นทางธุรกิจอื่น ตาม 'ความฝัน' ของพวกเขาที่ยุคสมัยได้มอบให้ ธุรกิจยาจีนก็ซบเซาลง ซอยนานากลับมาเงียบเหงาเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ถูกฝังไว้ในผืนดิน รอคอยความเหมาะสมของลม ฟ้า อากาศ เพื่อที่จะผลิหน่ออ่อน เติบโตใหม่อีกครั้ง

ราว 4-5 ปีมาแล้ว ที่ซอยนานาเริ่มมีผู้เข้ามารดน้ำพรวนดิน เตรียมพื้นที่เพื่อเพาะปลูกอีกครั้ง จากความเงียบเหงาของซอย ก็ค่อยค่อยมีเสียงดังออกมาจากร้านกาแฟบ้าง เรื่อยมาจนการมาถึงของบาร์เหล้าซึ่งทำให้ซอยนานากลับมามีชีวิต มีความเคลื่อนไหวของผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เสียด้วย

หลังการหลับใหลมาเนิ่นนาน

นานา ได้ถูกคลื่นลูกที่สามซัดสาดให้ตื่นขึ้น คลื่นลูกใหม่นี้เป็นคลื่นแห่งความครื้นเครง มีสีสันที่หลากหลายจากมวลชนของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาจับจองพื้นที่แห่งนี้เพื่อเปิดเป็นร้านรวงแห่งยุคสมัยของพวกเขา มีทั้งร้านกาแฟ ค็อกเทลบาร์ ร้านอาหาร และแกลลอรี่ เลือดใหม่ที่เข้ามาหมุนเวียนในซอยแห่งนี้ได้เรียก 'แขก' มากหน้าหลายตา ทั้งชาวต่างชาติ ศิลปิน และผู้แสวงหาความสดใหม่

จากจิ๊กโก๋ หมอยา จนมาถึงยุคนี้ ซอยนานายังวางตัวเป็นพื้นที่ที่สนับสนุนคนทุกแบบ และอนุญาตให้คนเหล่านั้นผลัดเวียนกันมาสร้างความหมายให้แก่ซอยเล็กๆ แห่งนี้

 

ARTS & Culture

Cho Why

บริเวณกลางซอยนานา มีตึกแถว 2 ห้อง ตรงหัวมุมซอย ฝั่งตรงข้ามร้านผัดซีอิ๊วพอดิบพอดี ดาดฟ้าโล่งเปิด มองขึ้นไปเห็นโคมจีน แขวนตัวอยู่กับลวดระย้า ตึกนั้นแหละ คือที่ตั้งของ Cho Why

แกลลอรี่ศิลปะ เวทีคอนเสิร์ต เวทีการแสดง ห้องฉายภาพยนตร์ ห้องกินอาหาร บาร์

ทั้งหมดนี้หมายความถึง Cho Why มันไม่ง่ายที่จะจำกัดความถึง ''พื้นที่' แห่งนี้

“เราชอบที่จะเรียกมันว่า Project Space มากกว่า” หนึ่งในหุ้นส่วนของ Cho Why บอกกับเรา

แนวคิดตั้งต้นของอาคารหลังนี้ เริ่มต้นจากกลุ่มของผู้คนที่ประทับใจกับบริบทของพื้นที่บริเวณนี้ และพวกเขาอยากจะเก็บรักษา 'ความดั่งเดิม' ของพื้นที่ อันรวมไปถึงวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัยเดิม สถาปัตยกรรม ตึกรามบ้านช่อง รวมไปถึงบรรยากาศ และพื้นที่ในย่านเยาวราช จึงได้สร้างเป็นชุมชนขึ้นมา จาการทำงานศิลปะ สร้างพื้นที่ในการแสดงออก เพื่อเรียกผู้คนทั้งในละแวกเดียวกัน และผู้คนจากข้างนอกให้เข้ามาสัมผัส

การมาถึงของ Cho Why เริ่มสร้าง 'จังหวะ' แปลกใหม่ ให้กับถนนสายนี้ และจังหวะที่ว่านี้ก็ได้เริ่มที่จะชักชวนผู้คนรอบๆ ข้างเข้ามาสัมผัส

"อย่างที่รู้กันว่าชุมชนบริเวณนี้เป็นชุมชนของคนไทยเชื้อสายจีน ตอนเปิดในช่วงแรกๆ ซอยนี้มันมีร้านของคนในพื้นที่อยู่ก่อนแล้วอย่างร้านตัดผม ร้านก๋วยเตี๋ยว เราก็คิดว่าอยากจะทำอะไรบางอย่างให้คนภายนอกอยากเข้ามาชมและเรียนรู้ วิถีเหล่านี้"

"เราจัดงานแสดงผลงานศิลปิน โชว์ดนตรี งานเต้นรำ เราพยายามจัดอีเว้นท์ที่ดี และทำให้คนรู้สึกอยากมา แต่เราไม่ได้เริ่มต้นจากโจทย์ว่าจะต้องจัดงานแบบไหนคนถึงอยากจะมา"

Cho Why ในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยหุ้นส่วนที่ช่วยกันดูแลจำนวน 4 คน คือ David Fernandez, Romain Dupuy, Victor Hierro และ ปริญญ์ โชติกเสถียร

"แม้ถนนเส้นนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่อะไรหลายๆ อย่างก็ยังคงเดิมอยู่ แต่ละร้านก็มีคาแรคเตอร์ที่มาเพิ่มเติมสีสันให้กับซอย อย่าง Teens of Thailand หรือ เทพบาร์ ก็จะเป็นแหล่งรวมวัยรุ่นที่พอจะมีเงินหน่อย ร้าน 23 บาร์ ก็จะมีความดิบ พวกคนเท่ๆ ก็จะไปกัน ส่วนพวกเรา Cho Why ก็จะเป็นกลุ่มศิลปิน และผู้คนที่ชื่นชอบในวัฒนธรรม ร้าน El Chiringuito ก็จะเป็นที่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งทุกร้านมีกลุ่มลูกค้าที่ต่างกันหมด ตอนนี้มันเลยสนุกมากๆ"

การพบปะของศิลปิน ผู้คนในพื้นที่ Cho Why นำไปสู่การสร้างเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าใกล้พื้นที่แห่งนี้มากขึ้น ในช่วงเวลาแรกๆ นั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าซอยนานา ยังมีความเงียบงันเป็นลมหายใจ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ผู้คนได้แวะเวียนมาเห็นเสน่ห์บางอย่างของถนนเส้นนี้ ใครอีกหลายคนจึงเริ่มเข้ามาจับจองตึกที่ร้างผู้คน เพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดชุมชนในแบบของตัวเอง

"เราดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของถนนเส้นนี้ และได้ทำงานที่ช่วยให้ผู้คนอยากเริ่มที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ"

แม้ Cho Why ในทุกวันนี้จะเริ่มเป็นที่รู้จักของกลุ่มคนที่สนใจในงานศิลปะ พื้นที่ของเมืองเก่า แต่ไม่ต้องแปลกใจถ้าหากเดินไปถึงแล้วพบกับความเงียบงันของแกลลอรี่แห่งนี้ เพราะในวันปกติทั่วไปที่ไม่มีการจัดแสดง งาน หรือไม่มีอีเว้นท์อะไร ประตูของ Cho Why จะไม่เปิด!

เรียกได้ว่าตึกแถวสองคูหานี้ เป็นพื้นที่เฉพาะกิจโดยแท้ จะเปิดก็ต่อเมื่อมีการจัดกิจกรรมหรือมีการแสดงงาน ซึ่งโดยทั่วไปสถานที่แห่งก็ไม่ร้างราการจัดแสดงงานนักหรอก อย่างน้อยๆ เดือนหนึ่งก็มีสักงาน ปลายปีก็มีถี่หน่อย

แล้วอะไรคือความงามของซอยนานา? เราเอ่ยถาม

“Diversity ความหลากหลายไง ซอยนี้ยังมีผู้อยู่อาศัยเดิม และผู้ที่เข้ามาอยู่ใหม่ทั้งต่างชาติและคนไทย มันเป็นการผสมผสานอย่างแท้จริง"

 

Cafe & Bar Hopping

'นานา' ซอยที่ตัดอยู่ระหว่างถนนไมตรีจิตต์กับถนนพระราม 4 บอกได้ยากว่าฝั่งไหนคือด้านหน้า ฝั่งไหนคือด้านหลัง ภายในซอยมีอาคารเก่าที่หากพูดกันหยาบๆ คือ 'ตึกแถว' เรียงตัวกันอยู่ไม่น้อยกว่า 60 หลัง ส่วนหนึ่งเป็นที่พักอาศัย ส่วนหนึ่งเป็นร้านค้า และอีกส่วนหนึ่งเป็นบาร์

บาร์ในซอยนานาไม่เหมือนใคร แม้แต่ร้านในซอยด้วยกันเองก็ยังไม่เหมือนกัน ทุกร้านมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งร้าน อาหาร หรือเครื่องดื่ม น่าแปลกที่ความแตกต่างเหล่านี้กลับทำให้เกิดความสอดคล้องและทำให้ซอยน่าสนใจยิ่ง บาร์ในซอยนี้จึงดำเนินไปด้วยท่วงทำนองของตัวเองเป็นบรรยากาศที่ดียิ่งสำหรับนักดื่ม

Bar Hopping – การย้ายนั่งดื่มหลายๆ บาร์ภายในชั่วคืน เป็นกิจกรรมที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำมากนักในเมืองไทย อาจด้วยบาร์แต่ละบาร์ก็เหมือนๆ กัน ไปที่ไหนก็ขายเบียร์ยี่ห้อเดียวกัน วิสกี้เหมือนกัน ค็อกเทลสูตรที่คัดลองมาจากอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์เดียวกัน ฯลฯ ก็ในเมื่อนั่งร้านไหนมันก็เหมือนๆ กัน แล้วเราจะย้ายไปทำไม?

ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ซอยนานา กลายมาเป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดสำหรับ Bar Hopping เพราะทุกบาร์ในซอยแห่งนี้ ไม่เหมือนกันแม้แต่กลิ่น!

El Chiringuito

เดินเข้ามาจากต้นซอย (ฝั่งพระราม 4) ขวาไปทางขวามือเห็นโต๊ะ เก้าอี้ไม้ ตัวเล็กๆ ตั้งอยู่ริมถนน เสียงเพลงสำเนียงแปร่งหูดังออกมาจากร้านที่เปิดไฟเหลืองสลัว เมื่อเข้าไปใกล้จึงพบว่ามันเป็นเสียงเพลงสเปนครึกครื้นสมกับชื่อที่เขียนอยู่บนป้ายไม้ของ Tapas บาร์ El Chiringuito ที่แปลเป็นไทยก็คือบาร์เล็กๆ ริมชายหาด ที่ขายเครื่องดื่มและอาหารแบบ Tapas ถ้าเป็นในไทยก็อาจจะต้องลองนึกภาพซุ้มขายส้มตำริมชายหาด ที่มีทั้งคอหมูย่าง ไก่บางตาล เป็นแกล้มคู่กับเบียร์เย็นๆ

"ไหนบอกจะมาวันพฤหัส แต่เมื่อวานก็ยุ่งแหละ คนเต็มเลย" ปูเป้ - สุดาภรณ์ แซ่เอี้ย เจ้าของร้าน El Chiringuito กล่าวทักทาย มันเป็นการกล่าวทักทายที่เล่าคาแรคเตอร์ของเธอได้ดี ผู้หญิงในวัยกลางคน น้ำเสียงสดใสแต่แฝงความห้าวในแบบของผู้หญิงที่ผ่านชีวิต ตัดผมสั้น และภายใต้ร่างเล็กๆ ของเธออุดมไปด้วยพลังงานการทำงานมากมาย

จากมาดริด มาสู่เมืองไทย ปูเป้และสามีของเธอวิกเตอร์ หิ้วกระเป๋าเดินทางจากสเปนมาหาถิ่นฐานในไทย ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้ลองมาดูพื้นที่แถบเยาวราช จนทั้งสองได้มาเจอกับซอยนานาแห่งนี้ราวปี 2013

"พี่และวิกเตอร์ชอบตัวบ้านมาก คือโครงสร้างของมันสวยอยู่แล้ว เป็นสถาปัตยกรรมแบบที่เรามาเห็นแล้วก็ถูกใจเลย ซึ่งบ้านแถบๆ นี้ก็เก่าร่วมๆ ร้อยปีได้ แต่มันก็มีเรื่องให้กังวลบ้างเหมือนกัน"

“ที่พี่คิดไว้คือมีผีแน่นอน และสมัยก่อนแถวนี้มันก็น่ากลัว ด้วยเหตุผลว่ามันอยู่ติดกับสถานีรถไฟหัวลำโพง พวกเรื่องยาเสพติด หรือคนอันตรายๆ มันก็มีเยอะ”

นานาในวันนั้นยังเงียบกริบ "5-6 โมงก็เงียบหมดแล้ว” ปูเป้ย้อนความหลังให้ฟัง

จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะใช้เป็นแค่ที่พักอาศัย แต่เมื่ออยู่ไปทั้งสองก็เริ่มมีไอเดียในการต่อยอดทำชั้นล่างให้เป็นร้านกาแฟ ขายอาหารและเครื่องดื่มให้แก่นักท่องเที่ยวและเพื่อฝูงที่แวะเวียนมาหา เวลาผ่านไปจึงค่อยๆ ต่อยอดมาขายเครื่องดื่มแอลกฮอล์ ค็อกเทลสัญชาติสเปนอย่าง Sangria และ Tinto De Verano จนถึงปัจจุบันสองสามีภรรยาก็ย้ายไปอยู่อีกที่หนึ่งแล้ว อาคารหลังนี้จึงได้ปรับปรุงให้เป็นห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยว

พูดกันอย่างไม่เกรงใจ ร้าน El Chiringuito แห่งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบาร์ในซอยนานาเลยก็ว่าได้

 

เดินเลยจาก El Chiringuito มาสัก 50 เมตร แล้วชะเง้อมองไปฝั่งซ้าย ติดับร้านขายของชำ จะเห็นม่านพลาสติกไหวๆ อยู่ที่ทางเข้า ด้านหน้าร้านวางป้ายเมนูเล็กๆ ไว้ หากไปค่ำถึงดึกหน่อย ก็จะสังเกตได้ง่ายขึ้นเพราะนักดื่มหลายคนจะออกมาเป่าควัน - คีบบุหรี่กันอยู่ด้านหน้าของร้าน

 

23 Bar&Gallery

หากใครเป็นคนของกลางคืน และกลางคืนเป็นช่วงเวลาแห่งชีวิตของท่าน ท่านคงเคยได้ยินชื่อของบาร์อินดี้แห่งนี้มาไม่มากก็น้อย แต่เดิมบาร์ 23 ปักหลักอยู่บนนถนนสุขุมวิท จนเมื่อปี 2014 ก็ได้ย้ายมาเป็นสมาชิกของซอยนานา หากไล่เรียงตามลำดับแล้ว บาร์ 23คือสมาชิกคนที่สองต่อจาก El Chiringuito

จากสุขุมวิทมาสู่ความเงียบงันของซอยนานา โก้ - มงคล แสนลา เจ้าของบาร์เซอร์ๆ แห่งนี้ นึกเอาไว้ว่ามันจะสามารถลดราความบ้าบิ่นของกลางคืนแบบสุขุมวิทลงบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่อย่างที่คิด ลูกค้าหลายคนที่ตามมาจากร้านเก่าก็ยังมีอุปนิสัยการดื่มเช่นเดิม สุดเหวี่ยง รวมไปถึงบรรยากาศของร้านที่อนุญาตให้นักดื่มปลดปล่อยตัวตนออกมาได้ แม้ไม่เป็นดั่งที้คาด แต่โก้ก็ไม่ได้เสียใจ โลกกลางคืนในแบบของเขามันก็เป็นแบบนี้

"ของอย่างนี้มันไม่มีวันดรอปหรอก คนที่มาเขาก็กินแบบคนที่ชอบกินน่ะ”

บรรยากาศของสุขุมวิทเป็นเช่นไร บรรยากาศของบาร์ 23 ในซอยนานาก็เป็นเช่นนั้น เพียงแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคงจะเป็นสิ่งภายนอกอย่างพื้นที่และการตกแต่งร้าน

บาร์ 23 ตอนนี้เป็นตึกแถวห้องเดียว สูง 3 ชั้น ชั้นแรกเป็นบาร์ มืดๆ ตกแต่งผนักด้วยงานศิลปิะ เหนือหัวมีโคมไฟจีนลอยสะเปะสะปะ ดีเจและบาร์เทนเดอร์เป็นคนเดียวกัน เขาหมกมุ่นอยู่กับเพลงสลับกับการพูดคุยกับนักดื่ม เขาแบ่งปันเสียงหัวเราะในปริมาณเดียวกับเสียงเพลง

ส่วนชั้น 2 และ 3ได้ทำเป็นแกลลอรี่แสดงและขายงานศิลปะโดยเฉพาะ โดยจะผลัดเปลี่ยนเวียนงานของทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานของศิลปินอันเดอร์กราวน์

"คนที่มาซื้อก็จะมีสองแบบคือคนที่ตั้งใจมาดูกับคนที่มาดื่ม กลุ่มที่สองจะตลกหน่อยเพราะว่าบางทีนั่งดื่มอยู่ดีๆ ก็ออกไปกดเงิน 20,000 มาซื้อเลย" โก้ เล่าเคล้าเสียงหัวเราะ

"อยากให้มันคงสภาพอย่างนี้แหละ แต่อนาคตมันก็คาดเดาไม่ได้หรอก เงินทุนมาเมื่อไรมันก็สามารถจะเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา เหมือนถนนข้าวสารเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มันก็เป็นแค่บาร์เล็กๆ เปิดเพลงเงียบๆ แต่เดี๋ยวนี้เป็นยังไงก็รู้กันอยู่"

“แต่ทุกอย่างมันเปลี่ยนหมดแหละ เมื่อถึงเวลา” โก้ ทิ้งท้ายไว้ด้วยความเท่ในแบบของเขา ชายผมยาว (มักจะ) สวมหมวกปีกกว้างแบบคาวบอย

 

เดินตรงไปอีกหน่อยเกือบจะถึง Cho Why หลังจากผ่านค็อกเทลไปแก้วสองแก้ว บรรยากาศคงจะเริ่มอุ่นขึ้นมา แนะนำว่าให้เงยหน้าขึ้นมาสูดอากาศลึกๆ สายตาอาจจะมองไปเห็นโบสถ์คริสตจักรไมตรีจิตต์ โบสถ์หลังนั้นยืนแทงยอดแหลมทรนงเป็นสถาปัตยกรรมที่ดูเพลินตายามกลางคืน จนอาจทำให้ใครนึกอยากสารภาพบาป แต่ขอให้คุณเปลี่ยนใจ เลี้ยวขวาเข้าไปในซอย มองหาป้ายสีดำๆ ที่มีตัวอักษรสลักว่าเทพบาร์ - เชื่อเรา

 

เทพบาร์

ประวัติศาสตร์ของซอยนานาในยุคสมัยนี้ควรต้องบันทึกว่าเทพบาร์ คือบาร์ที่ทำให้ซอยแห่งนี้ 'ป๊อป' ขึ้นมาในหมู่นักท่องเที่ยว ทั้งกับคนไทยและต่างชาติ ด้วยคอนเซ็ปต์ที่แข็งแรง โปรดักชั่นที่ยอดเยี่ยม และแน่นอนสำหรับบาร์ทุกบาร์ที่หวังจะสร้างชื่อ คือมีเครื่องดื่มที่เอร็ดอร่อย

จะว่าว่าเทพบาร์อยู่ในซอยนานาก็อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เทพบาร์อยู่ในซอยของซอยนานาอีกที ความหมายคือว่าไม่ได้อยู่ตรงถนนหลักของซอย เทพบาร์หลบตัวอยู่ในตรอกที่แวดล้อมด้วยบ้านของผู้อยู่อาศัยเดิม

กั้นอากาศภายนอกกับข้างในร้านด้วยกระจกใส มองเข้าไปเห็นภาพของนักดื่มนั่งกันอยู่ในเงามืด ใต้แสงสปอตไลท์คือนักดนตรีไทยกำลังรัวระนาด อีกคนเป่าขลุ่ย และอีกคนให้จังหวะผ่านฉิ่ง เสียงดนตรีแล่บออกมาผ่านรูของประตูสีดำบานใหญ่ผูกไว้ด้วยผ้าสามสี

"เราชอบซอยนานาก็เพราะมันเป็นรอยต่อของเมืองเก่ากับเมืองใหม่ คือเยาวราชกับเส้นพระราม 4 เหล่านักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ จึงชอบที่จะเดินในเส้นทางนี้ เพราะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของทั้งสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิต" จี๊ป – ขณพัทธ์ จินฎาสงวน เล่าให้ฟังถึงเหตุผลในการเลือกสร้างร้านที่ซอยนานา

เทพบาร์จึงเลือกที่จะตั้งชัยภูมิในพื้นที่แห่งนี้

“เราใช้ชื่อเทพบาร์เพราะเหตุผลหนึ่งคือมันคือชื่อของกรุงเทพฯ ด้วย มันง่ายๆ แบบนั้น”

เทพบาร์เป็นร้านอาหารและบาร์ ลำดับที่ 3 ในซอยนานาแห่งนี้ และเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ซอยนานากลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

“ตอนนั้นมีแต่บาร์สเปน กับบาร์ 23 ตึกแถวนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของ และยังไม่ได้ทาสีใหม่แบบนี้ด้วย จนเมื่อทรัพย์สินฯ เขามาทาให้เลยดูใหม่ขึ้น”

“เราพยายามทำร้านโดยการใส่วัฒนธรรมไทยลงไปตั้งแต่ตัวตึก อาหาร เครื่องดื่ม และดนตรี ที่นำมาเสนอในรูปแบบใหม่ให้มีความน่าสนใจ”

“ทั้งอาหารและเครื่องดื่มนั้นจะใช้วัตถุดิบที่เป็นไทยทั้งหมด และพยายามใช้ภูมิปัญญาหลายๆ อย่างเท่าที่จะทำได้ ”

เกือบ 3 ปีแล้วที่เทพบาร์ ได้ยืนระยะเป็น 'บาร์วัฒนธรรม' แห่งเดียวในเมืองไทย

ผู้คนเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในซอยแห่งนี้ เพ่ือที่จะสัมผัสกับ 'วัฒนธรรม' ที่เทพบาร์นำเสนอ เมื่ออมีการแห่แหนเข้ามาของนักท่องเที่ยว ซอยนานาจึงเริ่มเป็นที่พูดถึงจากปากต่อปาก ไปจนสำนักสื่อระดับโลกอย่าง The New York Times และMonocle ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เทพบาร์ก้าวไปสู่บาร์แถวหน้าของประเทศ

ล่าสุดเทพบาร์เพิ่งได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งกับค็อกเทลซิกเนเจอร์ 'ทอง' ที่ได้นำไปเสิร์ฟในงานประกาศรางวัลมิชลินสตาร์เมื่อต้นเดือนธันวาคม โดย 'ทอง' คือค็อกเทลที่ชงโดยมีเบสคือวิสกี้ไทย ผสมผสานกับน้ำมะม่วงน้ำดอกไม้ น้ำผึ้งเดือนห้า มะนาว น้ำตาลมะพร้าว ผักชีลาว และไข่ขาว เป็นค็อกเทลที่มีกลิ่นอายของพื้นที่เขตร้อนอย่างประเทศไทยของเรา วิธีคิดการทำงานเช่นนี้เอง ที่ทำให้เทพบาร์ ยืนระยะและไม่ร้างจากนักดื่ม

 

ผ่านร้านเก่าแก่ ผ่านร้านดิบเถื่อน และผ่านร้านไท๊ยไทย ทั้งสามร้านให้บรรยากาศเพลิดเพลินไปคนละแบบ ดีกรีแอลกฮอล์กำลังลงตัว มองอะไรก็สวยงามเพลินตา หรือสำหรับบางคน มันเป็นเวลาของการกิน อาจจะเดินแวะไปกินผัดซีอิ๊ว ฝั่งตรงข้ามของ Cho Why เสียหน่อย เตาถ่านที่จุดไว้ตั้งแต่เย็นปล่อยกลิ่นฟืนเคล้ากับกลิ่นผัดเส้นในกะทะเย้ายวน ก่อนจะเช็คบิล แล้วก้าวขาไปจิบ Gin จากร้านที่เพิ่งได้รับรางวัล Best Cocktail Bar ประจำปี 2017 เป็นร้านสุดท้าย One For The Road...

 

Teens of Thailand

ใกล้กับร้านผัดซีอิ๊วประจำซอย ร้าน 'วัยรุ่นแห่งสยาม' นี้เรียกได้ว่าเป็นรุ่นกลางสำหรับซอยแห่งนี้ มีอายุอานามกว่า 2 ปี อ่านจากชื่อร้านก็เข้าใจได้ไม่ยากว่ากลุ่มของนักดื่มที่มาแฮ้งเอ้าท์กันในบาร์นี้ส่วนใหญ่ก็เป็นวัยรุ่น

ใครที่มาครั้งแรกอาจจะหาทางเข้าร้านไม่เจอ เพราะประตูของบาร์แห่งนี้ไม่เหมือนในบาร์แห่งไหน เป็นประตูไม้เล็กๆ โอบไว้ด้วยผนังปูนเปลือยที่เต็มไปด้วยสติ๊กเกอร์แปะป่ายเต็มกำแพง ส่วนที่สังเกตง่ายที่สุดคงจะเป็นป้ายร้าน TOT ที่ดูไปดูมาละม้ายคล้ายหน้าคนกำลังร้องไห้ 'กวนตีน' คงเป็นคำแรกที่แว๊บเข้ามาในความคิด

Teens of Thailand เป็นตัวอย่างที่ดีของการไม่ตัดสินอะไรแต่เพียงภายนอก เมื่อก้าวขาผ่านประตูแคบๆ เข้าไปแล้ว ภายในร้านให้ความรู้สึกอย่างกับเดินเข้าไปอีกโลกหนึ่ง เหมือนเป็นห้องนั่งเล่นในบ้านเก่าสักหลัง มีเปียโนตัวเล็กตั้งอยู่ด้านซ้ายของประตูทางเข้า โต๊ะสูงขนาดจุคนได้สัก4-6 คน สองตัว วางด้านบนด้วยโคมไฟอ่านหนังสือเปิดไฟสลัวสร้างบรรยากาศ ด้านขวามีโต๊ะยาวแบ่งเป็นสามส่วน ดูๆ แล้วร้านนี้คงจุคนได้ไม่มากไปกว่า 20 คนในคราวเดียว ซึ่งจำนวนประมาณนี้ นักท่องราตรีบางคนบอกไว้ว่า "กินเหล้ากำลังอร่อย” เพราะมันไม่วุ่นวายและไม่เสียงดังเกินไป

Gin Bar คือสีสันที่ Teens of Thailand เลือกมาแต่งแต้มบนถนนสายนี้

โอ๊ต - นนทวัฒน์ แก้วสด หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านคุยกับเราว่า

"หลักๆ ก็คือ Gin Bar ที่ใช้ Gin เป็น พื้นฐานของเครื่องดื่มทุกตัวภายในร้าย และประยุกต์ด้วยการนำส่วนผสมของยาจีน และสมุนไพรหลากชนิดผนวกลงไปในเครื่องดื่ม เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของร้านขึ้นมา"

การทำบาร์นอกจากเครื่องดื่มแล้ว บริบทโดยรอบเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน Teens of Thailand เลือกที่จะหนีออกมาจากโซนสุขุมวิท ทองหล่อ เอกมัย ที่ทุกวันนี้แน่นไปด้วยร้านอาหาร ผับ บาร์ อยู่ทุกซอกซอย

“เราออกมาตั้งอยู่ตรงนี้ เป็นเหมือนทางเลือกใหม่ให้กับนักดื่ม นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเยาวราชหรือพื้นที่แถบนี้ เขาก็ไม่ต้องเข้าเมืองเพื่อไปกิน แถมย่านทองหล่อ เอกมัย ในตอนนี้มันก็ค่อนข้างแออัด"

การพัฒนาของเมือง ด้านหนึ่งทำให้ความ 'เจริญ' ได้กระจายออกมายังพื้นที่รอบนอกด้วย

“ร้านนี้เปิดมาได้ 2 ปีแล้ว ระหว่างนั้นเราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดแม้ว่าจะไม่มากก็ตาม ในซอยนี้ก็มีร้านทยอยกันมาเปิดเยอะขึ้น บรรยากาศก็เริ่มคึกครื้นขึ้น ผนวกกับที่มีโฮสเทล หรือที่พักรูปแบบต่างๆ ในละแวกนี้มากขึ้นด้วย ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากขึ้นตามไปด้วย”

โอ๊ตเล่าเรื่องในเวลาเดียวกับที่ชงกำลังชง 'THAITEA' หนึ่งในค็อกเทลที่ลูกค้าชื่นชอบ เป็นแก้วปิดท้ายของคืน

"ในซอยนี้ก็มีบาร์เปิดอยู่สัก 4-5 ร้าน คนมากินบาร์ละแก้ว ก็เมากำลังดี ไม่ต้องไปไหนไกล แถมยังได้ความหลากหลาย Hopping เปลี่ยนร้านไปเรื่อยๆ มันก็สนุกไปอีกแบบนะ ไม่ต้องไปนั่งกินอยู่ในบาร์เดียว”

 

รื่นรมย์กำลังดี

นานา ซอยที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแรง ซอยที่เต็มไปด้วยความหลากหลายแต่กลมกลืน ผสมระหว่างผู้อยู่อาศัยเก่า-ใหม่ ผสานด้วยนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ เป็นบรรยากาศที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ

นานา คำบาลีคำนี้เป็นคำวิเศษณ์ แปลได้ว่า 'ต่างๆ' ความหมายที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้คำนี้คงเป็นความหลากหลาย ลื่นไหล และไม่ยึดติด 'ต่างๆ' นี่เองจึงเป็นเคล็ดหลับของการยืนหยัด คงอยู่ และพร้อมที่จะฟื้นกลับมามีชีวตชีวาได้เสมอ