บาร์แจ๊สแห่งแรกในประเทศไทย บาร์ที่ดีที่สุดอันดับที่ 13 ในทวีปเอเชีย(2017) และบาร์ที่ติดแทบทุกการจัดอันดับของแจ๊สบาร์ นับตั้งแต่ปี 2492 จนถึงวันนี้ เดอะ แบมบู บาร์ บาร์อันเก่าแก่ภายในโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล มีอายุ 68 ปี พอดิบพอดี หากนับเป็นอายุคนก็คงเป็นผู้อาวุโส ถือไม้เท้า นั่งเก้าอี้โยกไปเสียแล้ว ทว่าบาร์ไม่ใช่คน ยิ่งทวีขวบปี มันยิ่งจัดเจนในแนวทาง ก่อร่างกลิ่นอายของความเป็นสถาบันแจ๊สแถวหน้า ที่คุณภาพไม่ลดถอยตามวัยวัน

เดอะ แบมบู บาร์ เพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่เมื่อปี 2557 เป็นการคืนวัยหนุ่มให้แก่บาร์แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายที่ทางมาอยู่ในบริเวณ ริเวอร์ วิง ของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล แต่อัตลักษณ์ยังคงเป็นไม้ไผ่ดั่งชื่อของบาร์เช่นเดิม เก้าอี้ ผนัง และห้อง ทั้งหมดถูกประดับไว้ด้วยไผ่สีดำ เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นถูกนำมาปรับปรุงให้มีกลิ่นอายของยุค 20s

ภายหลังการปรับปรุง ในปี 2559 เดอะ แบมบู บาร์ ก็ได้ต้อนรับผู้จัดการบาร์คนใหม่ เจมี่ ไรนด์ ชายหนุ่มวัย 26 ที่มีประสบการณ์ในโลกของเครื่องดื่มมาอย่างโชกโชน ก่อนจะเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีมจากร้าน The Artisan Bar ที่โด่งดัง ดีกรีบาร์อันดับหนึ่งของโลกจากการจัดอันดับของ The World's 50 Best Bar ถึง 4 ปีซ้อน

ใช้เวลาหนึ่งปีเต็มในการออกแบบเมนู Signature ของบาร์ 'a Cappella' เซ็ตเครื่องดื่มที่มีแรงบัลดาลใจมาจากเพลงแจ๊สของนักดนตรีผู้เป็นตำนาน a Cappella คือการบรรเลงดนตรีผ่านเสียงร้องโดนปราศจากเครื่องดนตรีอื่นๆ ประกอบ ซึ่งเจมี่เล่าให้ฟังว่าเขาหวังว่าค็อกเทลของเขาจะเล่นทำนองของตัวมันเอง

เพลงแรกที่เริ่มต้นบรรเลงค่ำคืนคือ Hit The Road Jack (520 บาท) ผลงานของ Ray Charles ศิลปินผู้ที่ไม่สามารถใช้ดวงตาในการมองเห็นโลก เครื่องดื่มชนิดนี้จึงเสิร์ฟมาในแก้วทึบสีดำมองไม่เห็นเครื่องดื่มภายใน ค็อกเทลแก้วนี้เป็นส่วนผสมระหว่างเบอร์เบิ้น จินเจอร์ เชอร์รี่ และเวอร์มุธ ซึ่งเมื่อได้ดื่มก็สัมผัสความร้อนแรงของเบอร์เบิ้นที่เสิร์ฟในปริมาณใกล้เคียงกับการดื่มแบบ On The Rock มีกลิ่นหอมจากเครื่องเทศลอยมาแตะจมูกชัดเจน เป็นประสบการณ์ดื่มแบบใหม่ที่การมองเห็นคงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสักเท่าไรนัก

แก้วต่อมาเป็นบทเพลงของศิลปินเสียงแหบกร้าน แต่หวานลึก Louis Armstrong ในชื่อ Kiss of Fire (520 บาท) รอยจูบของเปลวไฟแก้วนี้น่าสนใจตั้งแต่ภาชนะที่เป็นรูปทรงของไปป์สูบยา หนึ่งในกิจกรรมที่ Louis ชอบ ค็อกเทลแก้วนี้ยืนพื้นด้วยสก๊อตวิสกี้ผสมกับน้ำพริกหวาน อากาเว่ไซรัป และมะนาว กลิ่นพริกหวานโดดเด่นให้ความรู้สึกสโมคกี้ของควันไฟ นำเสนอแก่นสารในบทเพลงของ Louis Armstrong ได้ครบถ้วน

หากพูดถึงแจ๊ส ชื่อนามที่ขึ้นมาในความนึกคิดลำดับแรกๆ คงหนีไม่พ้นชายหนุ่มมากรัก Frank Sinatra ว่ากันว่าอ้อมแขนของเขาไม่เคยห่างจากความอบอุ่นของหญิงสาว บาร์เทนเดอร์จึงมีคำถามถึงดอกไม้ที่เคียงข้างเขาเสมอ

“Something for Sinatra’s lady ?”

มันควรเป็นรสหวานละมุนลิ้น ให้เหมาะกับสตรีที่เขาเคียงคู่ Time After Time (520 บาท) จึงเป็นค็อกเทลที่ไม่ได้นำเสนอตัว Sinatra โดยตรง แต่เป็นการบอกเล่าถึงรสชาติที่ผู้หญิงของเขาควรอยากดื่มมากกว่า แก้วนี้จึงเป็นความหวานของเหล้ารัม กลิ่นเชอร์รี่ และขมลุ่มลึกของ Fernet Bitter

“And Time After Time

You'll Hear Me Say That I'm...

So Lucky To Be Loving You”

นอกจากค็อกเทลที่ปรุงโดยบาร์เทนเดอร์ฝีมือเยี่ยมแล้ว ทางบาร์ก็มีบริการอาหารด้วยเช่นกัน เริ่มจากสไลเดอร์ทูน่าซอสมายองเนสวาซาบิ (520 บาท), พาร์ม่าแฮมบนขนมปังแป้งหมัก (480 บาท) และ ปอเปี๊ยะสดเวียดนาม (420 บาท)

หลัง 3 ทุ่ม ของทุกวัน วงดนตรีสดก็จะเริ่มบรรเลง นำโดยซินเทีย อุทเทอร์บัค นักร้องสาวชาวอเมริกันผู้โลดแล่นในวงการดนตรีมากว่า 20 ปี ทั้งแนวเพลงแจ๊ส บอซซ่า สวิง หรือบลูส์ เธอสามารถนำเสนอได้อย่างน่าฟัง สมกับเป็นผู้ขับกล่อมของเดอะ แบมบู บาร์ บาร์แจ๊สที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย 

เปิดบริการ

วันอาทิตย์-พฤหัสบดี เวลา 17.00-01.00 น. 

วันศุกร์-เสาร์ เวลา 17.00-02.00 น.