x

 
เรื่อง : ณัฐกร เวียงอินทร์
บทบรรณาธิการ GM Live
หลังจากที่ “GDH” และ “นาดาว” ปล่อยงาน Project S ที่เกี่ยวกับการแข่งขันกีฬาออกมา 3 เรื่องแล้ว นั่นคือ “Spike” , “Side by Side พี่น้องลูกขนไก่” และ “SOS skate ซึม ซ่าส์” ที่เพิ่งปล่อยตอนล่าสุดมา ทำให้เราเริ่มเห็นความตั้งใจของคนทำละคร ทำซีรีส์รุ่นใหม่ ๆ ที่อยากชวนทำความเข้าใจประเด็นร่วมสมัยของวัยรุ่นในสังคมผ่านการปรุง การปรับ การเล่าเรื่องที่กลมกล่อม
 
อย่างล่าสุด “SOS skate ซึม ซ่าส์” พูดถึงเรื่อง “บู” นักเรียนมัธยมฯ ที่มีอาการซึมเศร้า แล้วอยากสู้กับมันด้วยการใช้สเก็ตเป็นเครื่องมือ ซึ่งเหมือนกับการวางโจทย์ก้อนใหญ่ลงมาว่า สังคมไทยและคนทั่วไปปฏิบัติตัว หรือเข้าใจ “โรคซึมเศร้า” ดีแค่ไหน ผ่านการหาข้อมูลและทำความเข้าใจในตัวละครกันอย่างจริงจัง หรืออย่างก่อนหน้านี้ “Side by Side พี่น้องลูกขนไก่” นี่ก็พูดถึงเรื่องเด็กออทิสติกที่เล่นแบดมินตัน ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า คนที่เป็นออทิสติก สามารถอยู่ร่วมกับคนทั่วไปในสังคมได้สบาย ๆ 
 
ที่น่าสนใจคือ เมื่อไล่เรียงประเด็นต่าง ๆ ของ “นาดาว” ที่ทำมาตั้งแต่ซีรีส์ “ฮอร์โมนส์” จนมาถึง Project S มันทำให้เราเห็นว่า คนทำละคร ทำซีรีส์ทีมนี้ ได้สร้างโจทย์ที่น่าท้าทายลงสู่สังคมไทยเป็นจำนวนมาก
 
ความท้าทายสเต็ปแรกของการทำซีรีส์วัยรุ่นนั่นก็คือ ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป
 
หากเราดูละครช่อง 3 ช่อง 7 ที่ยึดรูปแบบการเล่าเรื่องแบบเดิม ๆ ชิงรักหักสวาท คู่จิ้น ตบกันดิ้น พราด ๆ หรือเจอท้องถิ่นเจาะภาษาถิ่น เราจะเห็นว่ากลุ่มคนดูค่อนข้างกว้าง โดยเฉพาะฐานของคนดูละครเจนฯ เอ็กซ์ขึ้นไปก็ยังเข้มแข็งอยู่ จึงไม่น่าแปลกและไม่ใช่เรื่องผิดที่คนทำละครในกลุ่มนี้จะยึดการเล่าเรื่องแบบ Tradition ดังกล่าวเป็นหลัก ทำให้เราไม่ค่อยเห็นซีรีส์แนววัยรุ่นมากนัก
 
ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัลทีวี ของ Workpoint เคยบอกว่า หากจะปั้นรายการจับกลุ่มวัยรุ่น ถ้าคอนเซ็ปต์ไม่แรงพอ แบบซีรีส์ “ฮอร์โมนส์” เขาจะตัดสินใจไม่ทำมันเลย เพราะจากสถิติแล้วเด็กรุ่นนี้ดูโทรทัศน์น้อย ซึ่งซีรีส์ทางกลุ่ม “นาดาว” น่าจะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ เพราะหลังจากที่ซีรีส์ถูกปล่อยในช่องทีวีของแกรมมีช่วงดึกวันเสาร์ ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็ปล่อยคอนเทนต์นี้ลงในสื่อออนไลน์อื่นอย่างเช่น ไลนืทีวี ซึ่งช่วยขยายฐานคนดูได้
 
ความยากสเต็ปที่สองคือ การปั้นคอนเทนต์คม ๆ ที่ตั้งคำถามกับสังคมหนัก ๆ ซึ่งนับว่าเป็นความพยายามของทีมนาดาวในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ในการทำให้เรื่องเล่าในทีวีมีมิติใหม่ ๆ ที่ดู real มากกว่าสร้างภาพฝันในสังคมไทย
 
เราจึงเห็น issue ที่น่าสนใจผ่านซีรีส์ทั้งสองชุดนี้ อย่างเรื่อง เพศสภาพที่พูดถึงชายรักชาย หญิงรักหญิง กันอย่างเปิดเผยและเปิดกว้าง พอกันกับมุมมองที่มีต่อนักเรียนตีกันหรือเรื่องยาเสพติดที่ทำให้เรา “ตัดสิน” คนอีกแบบ 
 
ยังมีการมองสังคมร่วมสมัยอย่างเรื่องการใช้สื่อโซเชียล ออทิสติก โรคซึมเศร้า ไปจนถึงการตั้งคำถามเรื่อง “ประชาธิปไตย” ในสังคมที่เป็นอยู่ ผ่านประโยคแห่งปีในฮอร์โมน ซีซัน 3 อย่างคำพูดที่ว่า “ปลอม เปลือก!”
 
นี่คือความกล้าหาญจริง ๆ ของทีมทำซีรีส์ที่พยายามเปิดพื้นที่ใหม่ ๆ ในสังคมไทยให้เราได้เห็นกันท่ามกลางสังคมที่เหมือนจะเปิดกว้าง ดีงาม แต่หลายอย่างกลับบีให้เรามองเห็นแค่มุมมองแคบ ๆ เท่านั้น
 
ดูละครแล้วย้อนดูสังคม สังคมจะแข็งแรงแบบไหน ส่วนหนึ่งมันขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกเสพอะไรนั่นล่ะ...