x

เรื่อง : ณัฐกร เวียงอินทร์
 
จากที่มีบทความที่พูดถึงอาณาจักรพันล้านธุรกิจของแกรมมี่ ที่ถอยหลังลงคลองทุกวันเพราะการถูก Disruptive Technology เข้ามาแทนที่จนองค์กรปรับตัวไม่ทันซึ่งมีคนแชร์เป็นจำนวนมากมาย
 
ภาพรวมของบทความในบางส่วน ดูเหมือนจะมองแบบเหมารวมว่า ธุรกิจเพลงของแกรมมี่ ไม่เคยทันเทคโนโลยี จนกลายเป็นธงหลักในการเขียนบทความนั้น
 
ด้วยความที่ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร แต่จะชวนชี้ให้เห็นอีกมุมว่า ธุรกิจ “สื่อและบันเทิง” ของแกรมมี ก็เหมือนกับค่ายอื่น ๆ ที่พยายามปรับตัวเข้ากับโลกของออนไลน์อยู่ เพียงแต่ว่าเงื่อนไขความใหญ่ของแพลตฟอร์ม มันทำให้คนทำคอนเทนต์ต้องมาอาศัย “บ้านที่ใหญ่กว่า” เพื่อนำเสนองานของตน
 
กรณีของ Youtube คือกรณีที่ชัดเจนที่สุดที่จะอธิบายตรงนี้ได้...
 
ย้อนกลับไปเมื่อกลางปี 2555 ในยุคที่เรายังไม่มี Youtube Thailand ที่ทำให้เน็ตไอดอลหลายคนอย่างเช่น บี้ เดอะ สกา หรือนักแคสต์เกมอย่าง MR.Hearth Rocker หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำไม่ต่ำกว่าหลักแสนต่อเดือน
 
ในเวลานั้น ถ้าจำกันได้ มีเรื่องดรามาตรงที่ ทาง “แกรมมี” ได้ลบเอ็มวีเพลงออกมาจากแพลตฟอร์ม Youtube เพื่อนำเพลงทั้งหมดเข้าไปในแพลตฟอร์มของแกรมมีเอง นั่นคือเว็บ gmember จนถูกเสียงวิจารณ์มากมายในทางลบว่า แกรมมี่หวงเพลงของตัวเองบ้าง จะเอาไปขายเองบ้าง (ซึ่งในปัจจุบันหากเปิดเว็บไซต์นี้ เราจะเห็นว่าปัจจุบันนี้เนื้อหาหลักของเว็บคือการอัพเดตข่าวสารของแกรมมี่ และให้ทดลองฟังเพลง) จนไม่กี่วันต่อมา กริช ทอมมัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจเพลง(ตำแหน่งในขณะนั้น) บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กลับลำให้แกรมมี่กลับมาโพสต์เอ็มวีเพลงของค่ายลง Youtube เช่นเดิม เพราะแม้ในตอนแรกจะออกตัวว่า การดึงเพลงกลับมายังเว็บของแกรมมี่เอง เป็นโมเดลที่ค่ายเพลงทำกันทั่วโลก คือการปกป้องศิลปิน แต่เมื่อกระแสสังคมมาแบบนี้ ต้องดึงกลับมา 
 
และที่สำคัญก็คือ ในวันที่แถลงข่าว กริช ทอมมัสได้นำข้อมูลทางธุรกิจของ Youtube มาอธิบายว่า ถ้าประเทศไทยมี Youtube อย่างเป็นทางการ คนที่ทำธุรกิจสื่อในบ้านเราจะสามารถทำเงินจาก Youtube ได้ ซึ่งทางแกรมมี่เองก็รอเวลานั้นอยู่เช่นกัน
 
ผ่านไปเกือบ 2 ปี เดือนพฤษภาคม 2557 ในที่สุดเราก็มี Youtube Thailand เกิดขึ้นมา ซึ่งนั่นหมายถึงการเปิดให้ทั้งบริษัทผลิตสื่อและส่วนบุคคลครีเอตคอนเทนต์ลงบนยูทูบเพื่อทำมาหากินกับมันเป็นเรื่องเป็นราว...
 
ถ้าสังเกตให้ดี ทิศทางของแกรมมี่ คือการปั้นมิวสิควิดีโอขึ้นสู่แพลตฟอร์มยูทูบเพื่อสร้างฐานคนดูอันเป็นการต่อยอดรายได้ทั้งจากทางยูทูบเอง และโฆษณาต่าง ๆ ที่นำเสนอผ่านช่องทางนี้
 
หากลองไปเช็คทาง Youtube เอง คลิปที่มีคนดูมากที่สุดของ Youtube Thailand ที่มียอดวิวมากกว่า 100 ล้านวิวขึ้นไปจำนวน 93 คลิป จะมีถึง 30 คลิปที่เป็นมิวสิควิดีโอของแกรมมี่ทั้งค่ายเล็กค่ายใหญ่ในบริษัท นอกนั้นจะเป็นงานเพลงของศิลปินอินดี้ หรือแนวท้องถิ่นอย่างลำไย ไหทองคำ หรือก้อง ห้วยไร่ โดยคลิปที่มีผู้ชมมากที่สุดอันดับหนึ่งคือ เอ็มวี “เชือกวิเศษ” ของวงลาบานูน ที่วันนี้มีผู้ชมมากกว่า 400 ล้านวิว (ข้อมูลจาก https://www.youtube.com/playlist?list=PLmfYfSwcDoWfsyZuMuROWJ2tEazWXg99q
 

มิวสิควิดีโอ "เชือกวิเศษ"
 
นี่คือสิ่งที่แกรมมี่ทำ ซึ่งคำถามต่อมาก็คือ ถ้าหากนำคอนเทนต์เหล่านี้ไปลงแพลตฟอร์มของแกรมมี่ จะทำให้ธุรกิจยั่งยืนมากกว่านี้ไหม? 
 
คำตอบระยะยาว... นั่นใช่ 
 
แต่คำตอบระยะสั้น... ไม่ใช่ 
 
ในเมื่อความใหญ่ของแพลตฟอร์มเราไม่พอ การวางตัวเองลงในแพลตฟอร์มอื่น อาจจะเป็นวิธีที่ดีกว่า เพราะแม้ว่าการทำแพลตฟอร์มตัวเอง ต้นทุนจะต่ำมาก แต่อย่าลืมว่าค่าการทำมาร์เก็ตติ้ง คือต้นทุนที่เราจะต้องคิดตามด้วย
 
หากเทียบขนาดของสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง facebook Youtube Twitter หรือ Instagram (รวมไปถึง Apple Music, Spotify หรือ Joox) การฝากหน้าร้านกับสื่อเหล่านี้ ย่อมจะเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะอย่างสื่อเจ้าใหญ่อย่าง “เวิร์คพอยท์” ในตอนถ่ายทอดสด The Mask Singer ก็ปล่อยมันทุกแพลตฟอร์มนั่นล่ะ ทั้ง first screen และ second screen ผ่านทั้งทั้งโทรทัศน์เอง facebook และ Youtube เพื่อทำให้เข้าถึงคนวงกว้างที่สุด ตอนพีค ๆ ยอดรวมในการดูรายการนี้จึงขึ้นไปถึงหลักสิบล้านซึ่งรวมจากทุกแพลตฟอร์มแล้ว รายได้งามน่าดู
 
กลับมาที่การทำแพลตฟอร์มของตัวเอง แม้ว่าช่อง 3 จะมาช้าไปนิด แต่การเลือกทำแพลตฟอร์มของตัวเองอย่าง Mello เพื่อป้อนคอนเทนต์ละคร ซีรีส์ หรือรายการแนวอื่นลงไปในพื้นที่ตรงนี้ ก็ต้องมาติดตามดูกันยาว ๆ ว่าที่สุดแล้วจะตอบโจทย์คนทั่วไปที่อยากเสพสื่อในช่องทางที่กว้างกว่านี้ไหม
 
ที่น่าหนักใจสำหรับ “แกรมมี่” และวงการสื่อ น่าจะเป็นเรื่องของการทำดิจิทัลทีวีมากกว่า การขาดทุนตัวแดงของหลายบริษัทชวนให้ลุ้นว่า แต่ละช่องจะปรับตัวอย่างไร ในมุมของ “แกรมมี่” จะเห็นได้จากกรณีของกลุ่ม “เสี่ยเจริญ” เข้ามาซื้อหุ้นช่องในเครือของแกรมมี่นั่นแล (อ่านวิเคราะห์กรณีนี้ได้ที่ วิเคราะห์กรณี "ช้าง" ฮุบ "แกรมมี่" : เมื่อสื่อทีวีไม่ได้มีไว้ทำกำไร แต่ก็ต้องมี)